คอนโดผ่อนตรงคืออะไร ต่างจากเช่าเพื่อซื้อคอนโดและกู้ธนาคารอย่างไร

เผยแพร่เมื่อ 19 ส.ค. 2569

Blog Image

คอนโดผ่อนตรงคืออะไร ต่างจากเช่าเพื่อซื้อคอนโดและกู้ธนาคารอย่างไร?

 

Highlight

  • คอนโดผ่อนตรงคืออะไร?

  • เช่าซื้อคอนโด (เช่าเพื่อซื้อ) คืออะไร?

  • เช่าซื้อคอนโด (เช่าเพื่อซื้อ) ต่างจากการเช่าทั่วไปอย่างไร?

  • คอนโดผ่อนตรงกับเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ) vs ผ่อนดาวน์ vs กู้ธนาคาร ต่างกันอย่างไร?

  • คอนโดผ่อนตรงกับโครงการ vs เจ้าของ แบบไหนดีกว่ากัน?

  • คอนโดผ่อนตรงและคอนโดเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ) มีข้อดีอย่างไร?

  • ก่อนเซ็นสัญญาคอนโดเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ) และผ่อนตรง ต้องระวังอะไรบ้าง?

  • หาคอนโดผ่อนตรงหรือเช่าเพื่อซื้อคอนโดที่ไหนดี?

 

       ปัจจุบันการกู้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้น สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ต่างปล่อยกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ยากขึ้น จากผลสำรวจภาวะการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2568 พบว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึงราว 40% โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและเกณฑ์การปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้นทำให้มนุษย์เงินเดือนที่มีภาระหนี้เดิม กลุ่มอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เพิ่งเปลี่ยนงานใหม่กู้ไม่ผ่านจำนวนมาก จนฝันที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองต้องสะดุดลง 

ที่มา: ข่าวสด

 

       แต่ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้เกิดโมเดลทางเลือกใหม่ที่เข้ามาทลายข้อจำกัดเหล่านี้ ช่วยให้เราสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อสถาบันการเงินในทันที นั่นคือการทำสัญญาในรูปแบบผ่อนตรงและเช่าเพื่อซื้อ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการล็อกทำเลห้องที่ชอบและย้ายเข้าอยู่อาศัยก่อนล่วงหน้า
 

คอนโดผ่อนตรงคืออะไร?

       คอนโดผ่อนตรง คือ ข้อตกลงการซื้อขายคอนโดมิเนียม ที่ผู้ซื้อทำสัญญา และจ่ายค่างวดประจำเดือนส่งตรงไปยังผู้พัฒนาโครงการหรือเจ้าของห้องโดยตรง โดยไม่ผ่านระบบสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงแรก โมเดลนี้เปิดโอกาสให้เราสามารถย้ายเข้าอยู่อาศัยในคอนโดพร้อมอยู่ได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเวลาในการเตรียมประวัติทางการเงิน เคลียร์ภาระหนี้สิน หรือเตรียมเอกสารรายได้ให้มีความน่าเชื่อถือ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปยื่นกู้สินเชื่อกับธนาคารเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต ทั้งนี้ กรรมสิทธิ์ในห้องจะยังเป็นของผู้ขายจนกว่าจะชำระครบหรือยื่นกู้ธนาคารได้สำเร็จ และค่างวดโดยรวมมักสูงกว่าการกู้ธนาคารปกติ เพราะผู้ขายมักคิดดอกเบี้ยหรือบวกค่าความเสี่ยงไว้ในราคาแล้ว
 

เช่าซื้อคอนโด (เช่าเพื่อซื้อ) คืออะไร?

       เช่าซื้อคอนโด (เช่าเพื่อซื้อ) คือ สัญญาทางเลือกรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานระหว่างสัญญาสิทธิการเช่า และการเสนอขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเราในฐานะผู้บริโภคจะจ่ายค่าตอบแทนรายเดือนที่มีลักษณะเสมือนค่าเช่าห้อง ซึ่งค่าเช่ารายเดือนที่จ่ายไปยังถูกสะสมไว้เป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง เมื่อชำระค่างวดครบตามกำหนดเวลาหรือเงื่อนไขที่ระบุเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ขายจะทำการโอนกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมห้องดังกล่าวให้กลายเป็นของเราอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

       สัญญาเช่าซื้อมีข้อกฎหมายควบคุมเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 มาตรา 572–574 ซึ่งกำหนดทั้งรูปแบบสัญญา (ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ) และสิทธิในการบอกเลิกสัญญาไว้ชัดเจน จึงมีกรอบคุ้มครองที่เป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าการตกลงผ่อนตรงกันเองทั่วไป

 

       เมื่อเทียบกับคอนโดผ่อนตรง ความต่างมักอยู่ที่เป้าหมายและช่วงเวลาของสัญญา โดยทั่วไปการผ่อนตรงกับโครงการเป็นการผ่อนชำระให้เจ้าของทรัพย์โดยตรงในช่วงสั้นถึงปานกลาง เพื่อรอให้ผู้ซื้อพร้อมยื่นขอสินเชื่อธนาคารมาปิดยอดคงเหลือ ขณะที่เช่าเพื่อซื้อมักเป็นการผ่อนกับเจ้าของทรัพย์ระยะยาวจนครบราคาแล้วจึงรับโอนกรรมสิทธิ์

ที่มา: สำนักงานทนายความพีศิริ

 

เช่าซื้อคอนโด (เช่าเพื่อซื้อ) ต่างจากการเช่าทั่วไปอย่างไร?

       หลายคนเข้าใจผิดว่าเช่าเพื่อซื้อคือการเช่ารูปแบบหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน ทั้งเป้าหมาย เงินที่จ่าย และสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ สรุปความต่างหลัก ๆ ได้ดังนี้
 

  • เป้าหมาย

       การเช่าทั่วไปคือการจ่ายเงินเพื่ออยู่อาศัยชั่วคราวโดยไม่ได้เป็นเจ้าของ ส่วนเช่าเพื่อซื้อมีเป้าหมายเพื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่สุด
 

  • เงินที่จ่าย

       ค่าเช่าทั่วไปจ่ายแล้วหมดไป แต่ค่างวดเช่าเพื่อซื้อส่วนหนึ่งจะถูกสะสมไปเป็นส่วนลดค่าบ้านเพื่อโอนกรรมสิทธิ์
 

  • สิทธิ์และหน้าที่

       ผู้เช่าทั่วไปมีหน้าที่จำกัดและเจ้าของเป็นผู้ดูแลทรัพย์เป็นหลัก แต่ผู้เช่าเพื่อซื้อมักต้องรับผิดชอบค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ-ค่าไฟ และภาษีเสมือนเป็นเจ้าของ
 

  • เมื่อผิดนัดชำระ

       ผู้เช่าทั่วไปเพียงย้ายออกและอาจเสียเงินมัดจำ แต่ผู้เช่าเพื่อซื้ออาจถูกบอกเลิกสัญญา ยึดห้องคืน และริบเงินที่สะสมมา (แม้ในทางกฎหมายศาลอาจลดหย่อนเงินที่ริบได้หากสูงเกินสมควร)
 

คอนโดผ่อนตรง vs เช่าซื้อ vs ผ่อนดาวน์ vs กู้ธนาคาร ต่างกันอย่างไร?



คอนโดผ่อนตรงกับเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ) vs ผ่อนดาวน์ vs กู้ธนาคาร ต่างกันอย่างไร?

       การเลือกเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันนั้นมีทางเลือกที่เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเท่านั้น ซึ่งแต่ละแนวทางมีโครงสร้าง เงื่อนไข และข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 3 รูปแบบหลักผ่านปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ได้ดังนี้

 

คอนโดผ่อนตรงและคอนโดเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ)

       คอนโดผ่อนตรงและคอนโดเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ)เป็นระบบที่เราผ่อนชำระตรงกับผู้พัฒนาโครงการ หรือเจ้าของห้องชุดโดยตรง โดยมีระยะเวลาการผ่อนประมาณ 1 - 10 ปีขึ้นไป จุดเด่น คือ สามารถย้ายเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีหลังทำสัญญา โดยไม่ต้องรอผ่านเกณฑ์ธนาคาร และส่วนใหญ่จะไม่มีการตรวจสอบเครดิตบูโรเข้มงวด ทำให้ผู้กู้มีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม กรรมสิทธิ์ในตัวคอนโดจะยังคงเป็นของโครงการหรือเจ้าของเดิมอยู่ จนกว่าเราจะจ่ายครบหรือสลับไปกู้ธนาคารได้สำเร็จ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญา และไม่สามารถนำยอดผ่อนไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

 

การผ่อนดาวน์คอนโด

       การผ่อนดาวน์คอนโดเป็นการผ่อนดาวน์ในโครงการที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยเราจะผ่อนชำระกับผู้พัฒนาโครงการในระยะสั้น ๆ เพียง 1 - 3 ปี เพื่อสะสมเป็นเงินงวดแรกก่อนการโอนกรรมสิทธิ์จริง ในช่วงนี้เราจะยังไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้เนื่องจากตึกยังสร้างไม่เสร็จ และกรรมสิทธิ์ทั้งหมดก็ยังเป็นของโครงการ 100% ข้อดีของการผ่อนดาวน์ คือ ไม่มีการตรวจเครดิตบูโร และไม่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยใด ๆ เพราะเป็นการทยอยจ่ายเงินค่าตัวบ้านล่วงหน้า แต่ยอดเงินส่วนนี้ก็ไม่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

 

การกู้ธนาคาร (สินเชื่อบ้าน)

       การกู้ธนาคารเป็นการทำสัญญากู้ยืมเงินและผ่อนชำระระยะยาวมากสูงสุด 30 - 40 ปีกับสถาบันการเงิน เมื่อธนาคารอนุมัติและโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินแล้ว ตัวคอนโดจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเราทันที (โดยมีธนาคารเป็นผู้รับจำนองไว้) และสามารถย้ายเข้าอยู่ได้เลยทันที นอกจากนี้ ยังเป็นรูปแบบเดียวที่สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาทต่อปี แต่ขั้นตอนการยื่นขอสินเชื่อมีความยุ่งยาก เพราะต้องมีการตรวจสอบเครดิตบูโร ประวัติทางการเงินและภาระหนี้สินอย่างเข้มงวด ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันออกไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร เช่น MRR หรือ MLR

 


คอนโดผ่อนตรงกับโครงการ vs เจ้าของ แบบไหนดีกว่ากัน?

       เมื่อตัดสินใจเลือกการผ่อนตรง สิ่งที่เราต้องพิจารณาต่อคือรูปแบบคู่สัญญา โดยการผ่อนตรงกับผู้พัฒนาโครงการจะมีความน่าเชื่อถือในระบบเอกสารค่อนข้างสูง มีโครงสร้างสัญญาที่ชัดเจน เป็นธรรม และระบบการจัดการทรัพย์สินรวมถึงนิติบุคคลที่เป็นมืออาชีพ แต่ข้อจำกัดคือมักมีตัวเลือกเฉพาะโครงการที่ยังมียูนิตเหลือขาย

 

       ในทางกลับกันการทำสัญญากับเจ้าของห้องโดยตรง (บุคคลธรรมดา) จะมีความยืดหยุ่นในเรื่องการเจรจาต่อรองราคา ค่างวด และเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ง่ายกว่า รวมถึงมีโอกาสได้ทำเลที่หลากหลายและหลากหลายระดับราคา แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงของฝั่งเจ้าของทรัพย์สิน เช่น ปัญหาหนี้สินส่วนตัว หรือกรณีที่เจ้าของเสียชีวิตก่อนหมดสัญญา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิ์ในการโอนกรรมสิทธิ์ของเราในอนาคต ดังนั้นหากเน้นความปลอดภัย และมั่นคงในระยะยาว การเลือกทำสัญญาผ่านระบบของโครงการ หรือแพลตฟอร์มตัวกลางที่เป็นมืออาชีพย่อมได้เปรียบมากกว่า

 

ข้อดี คอนโดผ่อนตรง คอนโดเช่าซื้อ

 

คอนโดผ่อนตรงและคอนโดเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ)มีข้อดีอย่างไร?

       แม้อัตราดอกเบี้ยหรือราคารวมอาจสูงกว่าการกู้ธนาคารปกติ แต่คอนโดผ่อนตรง และคอนโดเช่าซื้อ(เช่าเพื่อซื้อ) ก็มาพร้อมข้อดีที่ตอบโจทย์คนอยากมีบ้านหลายด้าน ดังนี้ 

  • อนุมัติง่ายและรวดเร็ว การพิจารณาเงื่อนไขไม่ได้ใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดเท่ากับสถาบันการเงิน ทำให้ลดขั้นตอนและความซับซ้อนในการจัดเตรียมเอกสาร
     

  • เข้าอยู่อาศัยได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอผลการอนุมัติสินเชื่อที่นานหลายเดือน เพียงทำสัญญาและจ่ายค่าทำสัญญาตามเงื่อนไขก็รับกุญแจย้ายเข้าอยู่ได้เลย
     

  • เป็นโอกาสสำหรับทุกกลุ่มอาชีพ เปิดประตูให้กลุ่มอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือผู้ที่มีรายรับไม่สม่ำเสมอ สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้
     

  • ช่วยซื้อเวลาในการสร้างโปรไฟล์ เหมาะสำหรับผู้ที่ติดปัญหาเครดิตบูโร หรืออายุงานยังไม่ถึงเกณฑ์ ให้มีเวลา 1-3 ปีในการปรับปรุงเอกสารและสร้างเครดิตทางการเงินที่ดีเพื่อเตรียมยื่นกู้ธนาคารในอนาคต
     

  • เปลี่ยนค่าเช่าทิ้งให้เป็นเงินออม ค่างวดที่จ่ายไปในแต่ละเดือนไม่ได้สูญเปล่าเหมือนการเช่าห้องทั่วไป แต่จะถูกนำไปหักเป็นส่วนหนึ่งของราคาห้องเพื่อการเป็นเจ้าของในท้ายที่สุด
     

 

ก่อนเซ็นสัญญาคอนโดเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ) และผ่อนตรง ต้องระวังอะไรบ้าง?

       การทำธุรกรรมประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยวินัยทางการเงินที่สูงมาก เนื่องจากโครงสร้างสัญญาเช่าซื้อส่วนใหญ่จะมีข้อกำหนดที่รัดกุมและเด็ดขาด หากเราเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้หรือจ่ายค่างวดล่าช้าเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา ฝั่งผู้ขายมีสิทธิ์ตามกฎหมายในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันที พร้อมทั้งสามารถยึดห้องคืน และริบเงินค่างวดรวมถึงค่าทำสัญญาที่เราผ่อนชำระไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด โดยไม่มีสิทธิ์ได้รับคืน นอกจากนี้ราคาเสนอขายในระบบนี้อาจมีการคำนวณบวกเพิ่มค่าความเสี่ยง และอัตราดอกเบี้ยเข้าไปล่วงหน้า ทำให้ราคาโดยรวมอาจสูงกว่าการซื้อด้วยเงินสด หรือการกู้ธนาคารปกติ
 

หาคอนโดผ่อนตรงหรือเช่าเพื่อซื้อคอนโดที่ไหนดี?

       สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดผ่อนตรงหรือคอนโดเช่าซื้อ(เช่าเพื่อซื้อ) ช่องทางที่พบได้บ่อยมีอยู่หลายทาง ได้แก่ โครงการที่มีโปรโมชันผ่อนตรงหรือขายดาวน์กับผู้พัฒนาโดยตรง เว็บประกาศซื้อขายอสังหาฯ ที่มีหมวดขายดาวน์หรือผ่อนตรง กลุ่มซื้อขายคอนโดบน Facebook รวมถึงการติดต่อเจ้าของห้องที่ปล่อยผ่อนตรงเอง แต่ละช่องทางมีความยืดหยุ่นและความเสี่ยงต่างกัน โดยเฉพาะการทำสัญญากับเจ้าของห้องที่เป็นบุคคลธรรมดา
 

 

เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญาผ่อนตรงหรือเช่าซื้อคอนโด (เช่าเพื่อซื้อ)

  • ตรวจว่าห้องชุดมีกรรมสิทธิ์ถูกต้องและชื่อในเอกสารตรงกับตัวผู้ขาย

  • เช็กที่สำนักงานที่ดินว่าห้องติดจำนองกับธนาคารอยู่หรือไม่ และยอดคงเหลือเท่าไร

  • ระบุเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ ราคาปิดยอด และสัดส่วนค่างวดที่นำไปหักเป็นส่วนลดให้ชัดในสัญญา

  • ตกลงให้ชัดว่าใครรับผิดชอบค่าส่วนกลางและภาษีระหว่างผ่อน

  • ให้ทนายตรวจสัญญาก่อนเซ็น และเผื่อแผนรองรับกรณีเจ้าของมีปัญหาหนี้สินหรือเสียชีวิตก่อนโอน

 

       ทั้งนี้ หากอยากลดความเสี่ยงเรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและความมั่นคงของคู่สัญญา การเลือกทำผ่านแพลตฟอร์มตัวกลางที่มีนิติบุคคลและระบบสัญญากลางที่ได้มาตรฐานย่อมอุ่นใจกว่า ซึ่งโซลูชันเช่าเพื่อซื้อจาก JUZMATCH (จัซแมทช์) ก็เป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยระบบสัญญาเช่าเพื่อซื้อที่ได้มาตรฐาน โปร่งใส และช่วยยกระดับสภาพคล่องให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมกู้ธนาคาร จุดเด่นคือค่างวดรายเดือนที่จ่ายไปส่วนหนึ่งจะถูกสะสมเป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง ช่วยให้เราเข้าอยู่อาศัยในคอนโดที่ต้องการได้ก่อน โดยไม่ต้องรอสถาบันการเงินอนุมัติในช่วงแรก
 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ระหว่างผ่อนตรง ใครเป็นคนจ่ายค่าส่วนกลาง?

A: โดยทั่วไปแล้วตามข้อตกลงในสัญญา หน้าที่ในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ - ค่าไฟ) รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในระหว่างการพักอาศัย จะตกเป็นหน้าที่ของผู้เช่าเพื่อซื้อ เนื่องจากเป็นผู้เข้าใช้ประโยชน์และอยู่อาศัยในทรัพย์สินนั้นจริง
 

Q: ติดบูโรหรือกู้ไม่ผ่าน ผ่อนตรงคอนโดได้ไหม?

A: ผู้ที่มีปัญหาติดบูโร หรือกู้ไม่ผ่าน สามารถผ่อนตรงคอนโดได้ เนื่องจากโมเดลการผ่อนตรงและการเช่าเพื่อซื้อออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาติดเครดิตบูโร ประวัติทางการเงินไม่เหมาะสม หรือผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่ผ่าน โดยระบบนี้จะพิจารณาจากความสามารถในการชำระค่างวดในปัจจุบันเป็นหลัก
 

Q: ผ่อนตรงไปแล้ว เปลี่ยนไปกู้ธนาคารทีหลังได้ไหม?

A: เมื่อผ่อนตรงไปแล้วสามารถเปลี่ยนรูปแบบไปยื่นกู้กับธนาคารได้ตลอดเวลาเมื่อเรามีความพร้อม ซึ่งค่าเช่ารายเดือนที่จ่ายไปยังถูกสะสมไว้เป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง ช่วยให้ยอดเงินกู้ยืมที่จะยื่นกับสถาบันการเงินลดน้อยลง
 

Q: ถ้าผ่อนไม่ไหวหรือผิดนัดชำระ จะโดนยึดห้องและเสียเงินที่ผ่อนไปทั้งหมดไหม?

A: มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกยึดห้องและริบเงินทั้งหมด เนื่องจากในเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ (เช่าเพื่อซื้อ) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้เช่าซื้อทำผิดสัญญา หรือขาดส่งค่างวดตามจำนวนครั้งที่กำหนด เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา ครอบครองห้องตามเดิม และริบเงินที่ชำระมาแล้วทั้งหมดได้
 

 

       อย่างไรก็ตาม หากจำนวนเงินที่ถูกริบสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจพิจารณาลดหย่อนได้ในฐานะเบี้ยปรับ และผู้ขายไม่มีสิทธิเรียกค่างวดในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนด ทางที่ดีจึงควรอ่านเงื่อนไขการผิดนัดในสัญญาให้ละเอียด และวางแผนการเงินให้ผ่อนไหวก่อนตัดสินใจ
 

Q: ผ่อนตรงกับเช่าเพื่อซื้อคอนโด ต้องวางเงินดาวน์เท่าไหร่ และผ่อนได้กี่ปี?"

A: ระบบผ่อนตรงกับเช่าเพื่อซื้อคอนโดจะไม่ใช้เงินดาวน์ แต่จะเปลี่ยนมาเป็นค่าทำสัญญา ซึ่งมีจำนวนเริ่มต้นตามที่ตกลง ขึ้นอยู่กับราคาของอสังหาริมทรัพย์ ส่วนระยะเวลาในการผ่อนชำระค่างวดจะมีความยืดหยุ่นสูง โดยทั่วไปมีกรอบระยะเวลาตั้งแต่ 1 - 3 ปีสำหรับเตรียมยื่นกู้ธนาคาร หรือยาวนานถึง 5 - 10 ปีตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ


 

ป้ายกำกับ:

แชร์: