กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

เผยแพร่เมื่อ 20 มิ.ย. 2568

Blog Image

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

Highlight

          การซื้อบ้านหลังแรกคือ “หมุดหมายสำคัญ” ของชีวิตหลายคน และ “การกู้ซื้อบ้าน” คือประตูด่านแรกที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนจะได้จับจองบ้านในฝัน แต่โลกของการกู้บ้านมีมิติลึกซึ้ง ซึ่งหากเข้าใจจริง อาจช่วยประหยัดเงินได้หลักแสนหรือหลักล้านบาท บทความนี้จะพาคุณเข้าสู่ “จักรวาลการกู้บ้าน” เพื่อให้คุณรู้ตั้งแต่ก่อนกู้ ระหว่างกู้ และหลังกู้ รวมถึงสาเหตุที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่านและทางเลือกเมื่อยื่นกู้บ้านไม่ผ่าน เพื่อให้คุณตัดสินใจอย่างมั่นใจในได้ทุกขั้นตอน

การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรกู้เมื่อ “พร้อม”

          ในอดีต บ้านเป็นทรัพย์สินที่สืบทอดมากกว่าซื้อขาย ที่ดินส่วนใหญ่เป็นของขุนนางหรือรัฐ ใครจะมีบ้านต้องสร้างเอง หรือรอรับมรดกจากครอบครัว จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากการมีระบบธนาคาร ที่ทำให้คนชนชั้นกลางสามารถกู้ซื้อบ้านเองได้โดยมีบ้านเป็นหลักประกัน ปัจจุบันค่านิยมของการซื้อบ้านของคนส่วนใหญ่เกือบ 100% จึงใช้วิธีขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหรือกู้ซื้อบ้านจากธนาคาร เพราะให้มีบ้านได้ง่ายและเร็วกว่าซื้อเงินสด

          “กู้ซื้อบ้าน ผิดไหม?” ในโลกการเงิน “หนี้” หรือ “การกู้” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ความเข้าใจ” ของคนที่มีต่อมัน คนจำนวนมากมองว่าการกู้คือทางลัดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่อยากได้ทันที แต่ในความเป็นจริง การกู้หรือการเป็นหนี้คือ “เครื่องมือ” และเครื่องมือทุกชนิด หากใช้เป็น...ก็จะเกิดประโยชน์ได้มหาศาล แต่ถ้าใช้ไม่เป็น...มันทำร้ายคนใช้ได้เช่นกัน

          เรามักได้ยินคำว่า “หนี้ดี (Good Debt)” และ “หนี้เสีย (Bad Debt)” อยู่เสมอ ซึ่งตามหลักการแล้ว หนี้ดีคือ หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือมูลค่าเพิ่มในอนาคต ซึ่ง “หนี้บ้าน” ถูกจัดเป็นหนี้ดี เพราะบ้านเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ข้อมูลจากกรมธนารักษ์ระบุว่า ราคาประเมินที่ดินรอบปี 2566–2569 มีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 8%) การกู้ซื้อบ้านจึงนับเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่า และสามารถใช้เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตทั้งของตนเองและครอบครัวในระยะยาว

          การกู้ซื้อบ้าน ไม่ใช่เรื่องผิด กู้ได้...แต่ควรกู้เมื่อ “พร้อม” และต้องมีวินัยทางการเงิน ก่อนตัดสินใจขอกู้ ควรมีการประเมินศักยภาพหรือความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองก่อนว่าอย่างไร ถ้าเราประเมินจุดนี้ได้ เราก็จะรู้ว่าเราควรซื้อบ้านหรือทรัพย์สินราคาเท่าไหร่ที่จะไม่ก่อหนี้เกินตัว

          หลักการประเมินคร่าว ๆ ด้วยตัวเอง คือให้เราดูว่าเราผ่อนไหวเดือนละเท่าไหร่ แนะนำว่างบผ่อนต่อเดือนรวมหนี้สินทั้งหมดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ที่มี หลังจากที่เรารู้แล้วว่ามีความสามารถในการจ่ายเดือนละเท่าไหร่ เราก็สามารถรู้ได้เลยว่าราคาบ้านที่เราควรเล็งหรือราคาบ้านที่น่าจะกู้ได้จะอยู่ที่กี่ล้านบาท ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ล้านละ 6,000-7,000 บาท

          ตัวอย่าง การคำนวณราคาบ้านที่น่าจะกู้ผ่าน หรือยอดวงเงินกู้สูงสุดที่คาดว่าจะได้ (คิดแบบล้านละ 6,000 บาท)
เงินเดือนหรือรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยที่ 30,000 บาท หากไม่มีหนี้สินอื่น สามารถตั้งงบผ่อนได้ = 30,000 x 40% = 12,000 บาท ดังนั้น ราคาบ้านที่สามารถขอกู้ได้ = 12,000 x 1,000,000 / 6000 = 2,000,000 หรือ ราคาบ้านสูงสุด คือ 2 ล้านบาท

สูตรประเมิน ราคาบ้านสูงสุด = (รายได้ต่อเดือน x 40%) x (1,000,000 / 6,000)

          หากเราประเมินตัวเอง บวกลบคูณหารถี่ถ้วนแล้ว คิดว่าเราผ่อนไหว เลือกราคาบ้านเป็น ก็เดินหน้าหาบ้านในฝันและหาแหล่งเงินทุนได้เลย

3 พื้นฐานเรื่องที่ควรเข้าใจ: ประเภทสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย และปัจจัยที่ธนาคารจะปฏิเสธการปล่อยกู้

1. ประเภทสินเชื่อ

          ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีสินเชื่อหลากหลายประเภท เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่เป็นการกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน คอนโด หรือที่ดินพร้อมบ้าน และสามารถใช้บ้านเป็นหลักประกันได้ นอกจากนี้ยังมี สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้านแลกเงิน/รถแลกเงิน สินเชื่อเพื่อการศึกษา/สินเชื่อเฉพาะกิจ เป็นต้น
          ในบรรดาสินเชื่อหรือเงินกู้ทั้งหมด เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยต่ำที่สุด ดังนั้นหากจะกู้ซื้อบ้าน ต้องเลือกประเภทให้ถูก เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หากใช้ผิดประเภทอาจนำไปสู่ภาระทางการเงินที่ไม่เหมาะสม เช่น ผ่อนแพงเกิน หรือระยะเวลาผ่อนสั้นเกินไปก็ได้

2. อัตราดอกเบี้ย

          พอรู้ว่ามีสินเชื่อหลายแบบแล้ว ก็มาถึงเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจที่สุด คือ “ดอกเบี้ย” ซึ่งมี 2 รูปแบบหลัก

          ▪︎ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขเฉพาะ ซึ่งก็มีรายละเอียดย่อยอีกหลายแบบ เช่น คงที่ตลอดอายุสัญญา คงที่เฉพาะช่วงต้น (เช่น 3 ปีแรก) หรือ คงที่เป็นช่วงขั้นบันได

          ▪︎ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate)
แบบนี้จะซับซ้อนกว่าเล็กน้อย เริ่มที่นิยามก่อน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของธนาคาร ซึ่งธนาคารจะประกาศออกมาเป็นคราว ๆ ไป แต่ละธนาคารก็จะมีฐานอัตราที่ต่างกัน ขึ้นกับนโยบายและสภาพตลาด แต่สิ่งที่เหมือนกันคืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จากลูกค้ารายย่อยจะเรียกว่า MRR (Minimum Retail Rate) และธนาคารจะกำหนดเป็นอัตราเพิ่มหรือลดเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MLR +/- x%

          ตัวอย่าง: สินเชื่อที่ระบุ “MRR -1.5%” หมายความว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับว่า MRR ของธนาคารนั้นอยู่ที่เท่าไร เช่น ถ้า MRR = 6.5%, ดอกเบี้ยที่จ่ายจริงคือ 5%

          ข้อควรระวัง เวลาดู MRR อย่าดูแค่ตัวเลขไหนน้อยกว่า เช่น ดูแค่ว่า “MRR -2%” เทียบกับ “MRR -1.5%” ไม่ได้ ควรจะดูค่าจริงของ MRR แต่ละธนาคารด้วย เพราะธนาคารบางแห่ง MRR อาจสูงกว่า ทำให้ดอกเบี้ยแท้จริงที่ต้องจ่ายแพงกว่านั่นเอง

          จะเลือกแบบไหนดี ดอกเบี้ย คงที่ หรือ ลอยตัว ดีกว่า? คำตอบคือ ไม่มีคำตอบที่ถูก 100% แต่พอมีแนวทางให้คิดต่อได้ คือ
▪︎ ควรเลือกดอกเบี้ยคงที่ ถ้าคาดว่าดอกเบี้ยในอนาคตจะสูงขึ้น ขณะที่รายได้คุณมีลักษณะเป็นตัวเลขประจำ คุณต้องการความมั่นใจว่าผ่อนตัวเลขเท่าเดิมทุกเดือน (ทั้งนี้ต้องดูดี ๆ เพราะช่วงแรก เช่น 3 ปีแรก บางธนาคารจะกดอัตราดอกเบี้ยลง จัดโปรโมชันที่ถูกมาก เพื่อดึงดูด แต่ปีท้าย ๆ ดอกเบี้ยจะเด้งสูงขึ้น) หรือ
▪︎ ควรเลือกดอกเบี้ยลอยตัว ถ้าคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอ ดอกเบี้ยอาจลดลง และคุณมีแผนปิดหนี้ไว มีโอกาสมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงพร้อมบริหารเงินและความเสี่ยงด้วยตัวเอง

3. ปัจจัยที่ธนาคารจะปฏิเสธการปล่อยกู้

          หากเจอบ้านในฝันแล้ว ไปขอกู้ธนาคารแล้วกู้ผ่านได้ก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่รู้ ๆ กันดีว่า การเข้าถึงสินเชื่อหรือเงินกู้ธนาคารยากมาก ลูกค้าราว 50-70% โดนปฏิเสธสินเชื่อบ้าน ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่านหรือยื่นกู้บ้านไม่ผ่านมีดังนี้

  1. ประวัติเครดิตไม่ดี: เคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ ค้างบัตรเครดิตหรือสินเชื่ออื่น มีรายการในเครดิตบูโรเป็น NPL หรือมีหนี้ค้างที่ยังไม่ปิด เป็นปัจจัยอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ธนาคารปฏิเสธ
  2. ภาระหนี้สินรวมเกิน 40% ของรายได้: เมื่อรวมผ่อนทุกก้อน (บัตรเครดิต รถ สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ) แล้วเกิน 40% ของรายได้ ธนาคารมองว่าผ่อนเพิ่มไม่ไหว
  3. ฐานรายได้/เงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์: รายได้ต่อเดือนไม่พอกับยอดผ่อนของบ้านที่อยากซื้อ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคาร
  4. อาชีพอิสระไม่มีหลักฐานรายได้ชัดเจน: ฟรีแลนซ์ ค้าขายออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่มีใบรับรอง และเดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ ทำให้ธนาคารประเมินรายได้ไม่ได้
  5. อายุงานน้อยหรือเพิ่งย้ายงาน: อายุงานในที่ปัจจุบันน้อยกว่า 1-2 ปี หรือมีการย้ายงานในช่วงที่กำลังทำเรื่องกู้ ธนาคารมองว่ารายได้ยังไม่นิ่ง
  6. อายุผู้กู้มาก: เมื่ออายุผู้กู้บวกกับระยะผ่อนแล้วเกินเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด (โดยทั่วไป 65-70 ปี) ธนาคารอาจตัดวงเงินหรือปฏิเสธ
  7. รายการเดินบัญชีไม่ดี: เงินหมุนเวียนในบัญชีน้อย ฝาก-ถอนไม่สม่ำเสมอ หรือเงินกระจายในหลายบัญชี ทำให้ดู Statement แล้วประเมินรายได้ไม่ออก
  8. ปัญหาจากผู้กู้ร่วม: หากต้องกู้ร่วม แต่ผู้กู้ร่วมมีประวัติเครดิตไม่ดี หรือมีหนี้สูง ก็อาจทำให้กู้บ้านไม่ผ่านเช่นกัน
  9. ตัวบ้านหรือหลักประกันมีปัญหา: หลายคนโฟกัสแต่ตัวเอง ลืมไปว่าบ้านที่จะซื้อก็ถูกธนาคารตรวจเหมือนกัน ถ้าทำเลเสี่ยง ราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายมาก สภาพทรัพย์ทรุดโทรม หรือโฉนด/เอกสารสิทธิ์มีปัญหา ธนาคารก็ลดวงเงินหรือปฏิเสธได้ เพราะบ้านคือสิ่งที่ธนาคารยึดเป็นหลักประกัน หลายเคสที่กู้บ้านไม่ผ่านก็มาจากจุดนี้โดยที่ผู้กู้เองไม่ทันคิด
  10. เคยค้ำประกันหรือกู้ร่วมให้คนอื่น: ไม่ใช่แค่ผู้กู้ร่วมของเราที่มีผล ถ้าก่อนหน้านี้เราไปค้ำประกันสินเชื่อ หรือเป็นผู้กู้ร่วมบ้าน/รถให้ญาติหรือเพื่อน ยอดหนี้ก้อนนั้นก็ติดตัวเราไปด้วย ธนาคารจะนับรวมเป็นภาระหนี้ ทำให้ความสามารถในการกู้ลดลง และอาจกลายเป็นเหตุที่ทำให้ยื่นกู้บ้านไม่ผ่านแบบงง ๆ

สรุปสาเหตุที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่าน

ยื่นกู้บ้านไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ เพิ่มโอกาสให้ธนาคารอนุมัติ

          ข่าวดีคือ “กู้ไม่ผ่าน” ส่วนใหญ่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นสัญญาณว่ามีบางจุดต้องแก้ก่อน ถ้ารู้ว่าติดตรงไหนแล้วค่อย ๆ จัดการ รอบหน้าก็มีลุ้นผ่านได้ ลองทำตามนี้ดูก่อน

  • ถามเหตุผลจากธนาคาร แล้วเช็กเครดิตบูโรของตัวเอง รู้สาเหตุที่แท้จริงก่อนเป็นอันดับแรก แล้วลองขอตรวจเครดิตบูโรของเราเอง เผื่อมีข้อมูลผิดพลาดหรือหนี้ที่ปิดไปแล้วแต่ยังค้างในระบบ จะได้รีบแก้
  • ลดภาระหนี้ให้เบาลง ทยอยปิดหนี้ก้อนเล็ก ปิดบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้ เพื่อกด DSR ให้ต่ำลง เป็นวิธีที่เห็นผลชัดที่สุดในการเพิ่มโอกาสอนุมัติ
  • ทำเอกสารรายได้ให้แน่น คนเงินเดือนประจำควรรอให้พ้นช่วงทดลองงาน ส่วนอาชีพอิสระให้เดินบัญชีให้สวย มีเงินเข้าสม่ำเสมอ เก็บสเตทเมนต์และหลักฐานรายได้ย้อนหลังให้นานพอ
  • เพิ่มเงินดาวน์หรือเก็บเงินก้อนไว้ ดาวน์เยอะขึ้นเท่ากับวงเงินกู้ลดลง ภาระต่อเดือนก็เบาลง ธนาคารอนุมัติง่ายขึ้น โดยทั่วไปถ้ามีเงินเก็บราว 10-20% ของราคาบ้านจะช่วยได้มาก
  • หาผู้กู้ร่วมที่เครดิตดี และเลือกบ้านให้พอดีกับกำลัง ผู้กู้ร่วมที่มีรายได้มั่นคงช่วยเสริมโอกาสได้ และการเลือกบ้านในงบที่ผ่อนไหวจริง ก็ทำให้ตัวเลขผ่านเกณฑ์ง่ายกว่าเดิม
  • ลองยื่นกับสถาบันอื่น หรือพักไว้ก่อนแล้วค่อยยื่นใหม่ แต่ละธนาคารใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกัน บางแห่งอย่าง ธอส. ก็ออกแบบมาเพื่อช่วยคนสร้างเครดิต ถ้ายังไม่พร้อมจริง พักสัก 3-6 เดือนให้เครดิตและเอกสารนิ่งก่อนแล้วค่อยยื่นรอบใหม่ก็ยังไม่สาย

          แต่ถ้าลองดูทุกทางแล้วยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะกู้ผ่าน หรือเพิ่งเจอปัญหาการเงินมาหมาด ๆ การ “เช่าก่อนแล้วค่อยซื้อ” ก็เป็นอีกเส้นทางที่ช่วยให้ได้เข้าอยู่บ้านก่อน มีเวลาตั้งหลักวางแผนเครดิตและเอกสารให้พร้อม ก่อนจะไปยื่นกู้ธนาคารทีหลัง ซึ่งจะพาไปต่อในหัวข้อถัดไป

รู้ไว้ก่อนยื่น: มาตรการ LTV กู้ได้ 100% (ต่ออายุถึง 30 มิ.ย. 2570)

          ปกติธนาคารจะปล่อยกู้ราว 70-90% ของราคาบ้าน ส่วนต่างที่เหลือเราต้องเตรียมเป็นเงินดาวน์เอง แต่ช่วงนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ให้กู้ได้สูงสุด 100% และล่าสุด (พ.ค. 2569) ขยายเวลาออกไปถึง 30 มิถุนายน 2570 จากเดิมที่จะหมดมิถุนายน 2569 ครอบคลุมบ้านหลังที่ 2 ราคาต่ำกว่า 10 ล้าน และบ้านราคา 10 ล้านขึ้นไปตั้งแต่สัญญาแรก แปลว่าภาระเงินดาวน์เบาลงเยอะ แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะ “กู้ได้ 100%” ไม่ได้แปลว่า “อนุมัติแน่” ธนาคารยังดูเครดิตและความสามารถในการผ่อนเหมือนเดิม คนที่เสี่ยงกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านก็ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ดี

แหล่งเงินทุนไม่ได้มีทางเดียว รู้ให้ครบ เข้าใจให้ลึก ก่อนตัดสินใจเป็นหนี้

          การกู้ธนาคารไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการเป็นเจ้าของบ้านแล้ว ถ้ามั่นใจว่าคุณมีความพร้อมทั้งในแง่การเงินและความเข้าใจตัวเอง อย่าตั้งโจทย์ว่ากู้ผ่านมั้ย...แต่ให้ตั้งโจทย์ว่าต้องทำอย่างไร ถึงจะเป็นเจ้าของบ้านได้... ถ้าเป้าหมายคุณชัดเจน ทุกอย่างมีทางไปเสมอ ก็เหมือนกับการขับรถไปยังเป้าหมาย หากขับไปตามทางหลักแล้วดันไปเจอทางตัน คุณก็แค่ถอยออกมาตั้งหลักแล้วลองหาเส้นทางใหม่อีกครั้ง (Reroute) สุดท้ายคุณก็ไปถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน แต่ถ้าวันนี้คุณยังไม่ได้สตาร์ทเครื่อง ลองมาดูก่อนว่าเส้นทางไหนที่ดีและเหมาะกับคุณมากที่สุด เส้นทางที่เลือกแล้วไม่ต้องเสียเวลาเจอทางตันมีเส้นทางไหนบ้าง

ตารางเปรียบเทียบแหล่งเงินทุนระหว่างกู้ธนาคาร กู้เงินถูกกฎหมายและเช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH

          สรุป หากเจอบ้านในฝันแล้วและ ตั้งใจซื้อบ้านโดยตรง กู้ธนาคารคือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีวงเงินสูง ระยะเวลาผ่อนชำระยาว ดอกเบี้ยต่ำ และใช้บ้านเป็นหลักประกันได้ตามกฎหมาย แต่ถ้าคุณพร้อมกู้ ก็เตรียมเอกสาร ซึ่งจะมีหลัก ๆ 3 หมวด คือเอกสารประจำตัว เอกสารเกี่ยวกับรายได้ และเอกสารอื่น ๆ ตามธนาคารกำหนด (ตามรูป)

สรุปเอกสารที่ต้องเตรียมในการกู้เงินกับธนาคาร

          แต่หากเราประเมินตัวเองแล้ว อาจจะเสี่ยงกู้ไม่ผ่าน หรือได้ยื่นขอกู้ไปแล้วและถูกธนาคารปฏิเสธมาแล้ว JUZMATCH คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะง่าย ย้ายเข้าอยู่ได้รวดเร็ว ได้อยู่ก่อนซื้อ ทางเลือกที่ดีที่ช่วยให้คุณเป็นเจ้าของบ้านได้ขณะเช่า และมีเวลาในการวางแผนเครดิต แล้วค่อยไปกู้ธนาคารภายหลัง (ปีที่ 4) ส่วนการกู้ Non-Bank ก็พอใช้ได้ เฉพาะในกรณีเงินก้อนเล็ก เช่น เตรียมเงินดาวน์ แต่หากจะใช้เงินกู้จาก Non-Bank เพื่อซื้อบ้านทั้งหลังคงจะไม่เหมาะสม เพราะวงเงินและระยะเวลาการผ่อนชำระจำกัด และที่สำคัญคือ ไม่ควรกู้ “นอกระบบ” เพื่อซื้อบ้านเด็ดขาด เพราะเสี่ยงเจอดอกเบี้ยมหาโหด ถูกโกง เสียทั้งเงินทั้งบ้าน เสียชื่อเสียง และความฝันในการเป็นเจ้าของบ้านด้วย วันนี้คุณยังไม่พร้อมจริง ๆ “การเช่าก่อน” ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะหลายคนที่เป็นเจ้าของบ้านวันนี้ก็เคยเช่ามาก่อนเช่นกัน หรือคุณลองมาปรึกษา JUZMATCH ดูก่อน ทางเลือกในการ “เช่าเพื่อซื้อ” ที่ช่วยให้คุณได้บ้านสมดังหวัง มีเวลาในวางแผนทางการเงินให้พร้อม ก่อนยื่นกู้ธนาคารภายหลังได้

ไม่ต้องกู้ ก็เป็นเจ้าของบ้านได้ กับ JUZMATCH

          หากคุณเป็นคนที่กำลังจะขอสินเชื่อแต่คิดว่าน่าจะโดนปฏิเสธ หรือกำลังเป็นหนึ่งใน 50-70% ที่โดนปฏิเสธมาแล้ว ไม่ว่าจะจากสารพัดสาเหตุต่อไปนี้...เช่น เคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ อายุที่มากเกินกำหนด มีการย้ายที่ทำงานระหว่างทำเรื่องกู้ มีอาชีพอิสระ ไม่มีข้อมูลการทำงานและพื้นฐานอาชีพที่น่าเชื่อถือเพียงพอ เงินหมุนเวียนและเงินเก็บในรายการเดินบัญชีน้อย (ทั้งที่เงินน้อยและแยกหลายบัญชี) ฐานเงินเดือนไม่พอในการกู้บ้านราคานี้ มีปัญหาจากผู้กู้ร่วม หรือโดยไม่ทราบสาเหตุ... ไม่เป็นไร ขอแค่คุณเชื่อมั่นในตัวเองว่าคุณเป็นคนมีศักยภาพ JUZMATCH พร้อมช่วยคุณ

          JUZMATCH เป็นถนนเส้นใหม่ในการเป็นเจ้าของบ้าน ลูกค้าเรามีทั้งที่เปลี่ยนมาใช้ JUZMATCH เป็นถนนสายหลักเลย และที่ใช้เป็นทางผ่านชั่วคราว แล้วกลับสู่เส้นทางหลัก กล่าวคือเช่าเพื่อซื้อก่อน แล้วค่อยกู้ธนาคารต่อ ทุกคนก็มีสิทธิ์เลือกได้ แต่ความพิเศษคือจากวันที่ JUZMATCH เป็นรายแรกของเช่าเพื่อซื้อบนความตั้งใจในการช่วยให้คนอยากมีบ้าน มีบ้านได้ จวบจนวันนี้เรา พิสูจน์ให้ลูกค้าเราเห็นแล้วว่า เราไม่ทิ้งลูกค้า และนี่คือตัวอย่างเรื่องเล่าจากลูกค้าเช่าเพื่อซื้อจริงกับเรา

เรื่องจริงเช่าเพื่อซื้อ แล้วโปะปิดจาก คุณโมจิ
จากความฝันที่เกือบหลุดมือ... สู่บ้านหลังแรกในชีวิต

          บ้านหลังแรก สำหรับหลายคนคือความฝัน แต่สำหรับคุณโมจิ อินฟลูเอนเซอร์สาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือเป้าหมายที่เธอวางไว้ชัดเจน เพื่อใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างอบอุ่นในบ้านเดี่ยวที่เป็นของตัวเอง

          คุณโมจิรายได้ดี มีงานต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ “ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ” เพราะรายได้ของเธอไม่เข้าเกณฑ์แบบรายเดือน ไม่มีใบรับรองเงินเดือน ทั้งที่รายได้จริงมากพอจะผ่อนได้สบาย แต่กลับไม่มีสิทธิ์กู้ เหมือนฝันจะต้องพักไว้กลางทาง แต่คุณโมจิไม่ยอมแพ้ เธอเลือกทางเลือกใหม่ เช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH เพราะง่ายกว่า แค่เลือกบ้านที่ชอบ เซ็นสัญญาไม่ยุ่งยาก ก็ได้เข้าอยู่ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากธนาคาร และภายในไม่ถึงเดือนหลังเข้าอยู่ ทีม Home Ownership Advisory ของ JUZMATCH ก็เข้ามาช่วยวางแผนการเงินให้แบบเฉพาะตัว ช่วยให้เธอสามารถโปะปิดบ้านได้ในเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง กลายเป็นเจ้าของบ้านสมบูรณ์แบบ ไม่มีภาระหนี้ยาว ไม่มีดอกเบี้ย

          จะเห็นได้ว่าเส้นทางเช่าเพื่อซื้อ แล้วโปะปิดกับ JUZMATCH นี้ไม่ใช่ทางลัด แต่เป็น “ทางเลือกที่ฉลาดและปลอดภัย” สำหรับคนที่มองเห็นโอกาสในวันที่ระบบเดิมไม่เปิดทางให้

เรื่องจริงเช่าเพื่อซื้อ แล้วกู้ออก จากคุณภานุ
จากโอกาสที่เกือบหลุดลอย... สู่บ้านหลังใหม่ที่ได้มาทันใจ

          คุณภาณุ ฟรีแลนซ์หนุ่ม ผู้มุ่งมั่นในการทำงาน ในช่วงที่ต้องทำงานจากบ้านบ่อยขึ้น คุณภาณุเริ่มมองหาบ้านที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเดิมสำหรับชีวิต จนไปเจอบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งที่ทั้งทำเลดี ราคาดี และตรงใจแบบไม่ต้องคิดนาน

          แต่ด้วยภาระบ้านอีกหลังที่ยังผ่อนอยู่ เมื่อเขาไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารทำให้ธนาคารตัดคะแนนเครดิต และไม่สามารถกู้ได้เต็มวงเงินที่ต้องการ แทนที่จะปล่อยให้บ้านในฝันหลุดมือไป คุณภาณุเลือกเส้นทางใหม่เช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH เพราะรวดเร็วกว่าและชัวร์กว่า เขาจองบ้านมูลค่า 6.3 ล้านบาท และภายใน 30 วันก็เซ็นสัญญา ย้ายเข้าอยู่ได้ทันที จ่ายค่าเช่าพร้อมค่างวดเดือนแรก จากนั้นทีม Home Ownership Advisory ของ JUZMATCH ก็เข้ามาช่วยวางแผนการเงินและการเดินบัญชีอย่างมืออาชีพ ทำให้เพียง 6 เดือนต่อมา คุณภาณุก็สามารถยื่นกู้กับธนาคารผ่าน พร้อมเปลี่ยนไปใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม ที่พิเศษกว่านั้นคือ ไม่ใช่แค่ได้บ้านทันใจ แต่ยังได้ราคาถูกกว่าตลาดอย่างเห็นได้ชัด เพราะราคาประเมินบ้าน ณ วันที่ยื่นกู้ธนาคารสูงถึง 7.7 ล้านบาท ในขณะที่ราคาบ้านที่คุณภาณุทำสัญญากับ JUZMATCH ถูกล็อกราคาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ 6.3 ล้านบาท เท่ากับได้บ้านถูกกว่าราคาตลาดถึง 1.4 ล้านบาท

          เส้นทางนี้เช่าเพื่อซื้อ แล้วกู้ออกกับ JUZMATCH ไม่ใช่แค่เร็วกว่าชัวร์กว่า... แต่ยังให้ความ “คุ้มกว่า ถึงหลักล้าน” อย่างแท้จริง

เช่าเพื่อซื้อแล้ว…อยู่ได้ยาว VS เช่าเพื่อซื้อแล้ว…ปิดสัญญาได้ไว

เช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH

เช่าเพื่อซื้อ แล้วโปะปิด ปิดสัญญาได้ไว เหมาะกับใคร ?

          เหมาะสำหรับ ผู้ที่ไม่ต้องการยื่นกู้ธนาคาร ไม่ต้องการเป็นหนี้ระยะยาว มีเงินก้อน หรือวางแผนจะมีในอนาคต และไม่อยากผ่อนบ้านนาน 30 ปี

          เช่าเพื่อซื้อ แล้วโปะปิดตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการล็อกบ้านไว้ก่อน เช่น เจอบ้านทำเลดี ใกล้ครอบครัว หลังสุดท้ายในโครงการ หรืออยากอยู่ติดกับญาติ โดยสามารถเช่าอยู่ไปก่อน และเมื่อพร้อมก็โปะจ่ายทีเดียว ทำให้เป็นเจ้าของบ้านได้ทันที ลดทั้งดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน เป็นทางเลือกที่เหมาะกับคนวางแผนการเงินได้ดี และต้องการปลดหนี้เร็ว

          รูปแบบการเช่าเพื่อซื้อที่ควรเลือก คือ รูปแบบ Preferred Program

เช่าเพื่อซื้อ แล้วอยู่ได้ยาว เหมาะกับใคร ?

          เหมาะสำหรับ ผู้ที่ยังไม่พร้อมยื่นกู้ธนาคาร เช่น เพิ่งผ่านวิกฤตการเงิน มีภาระหนี้ชั่วคราว เอกสารรายได้ยังไม่ครบ แต่ต้องรีบซื้อบ้านด่วน เช่น ภายใน 30–60 วัน

          เช่าเพื่อซื้อ แล้วอยู่ได้ยาว ๆ ไม่บังคับกู้ธนาคารออก เปิดโอกาสให้ถือครองบ้านได้ก่อนเลย แล้วค่อยรีไฟแนนซ์เมื่อพร้อม มักใช้ในสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เจอบ้านราคาดี ทำเลเด่น หรือเจ้าของต้องการขายด่วน เหมาะกับผู้ที่มั่นใจว่าสามารถจัดการการเงินให้พร้อมภายในไม่กี่เดือนถึงหนึ่งปี ได้บ้านเร็วทันใจ พร้อมแผนรีไฟแนนซ์รองรับในอนาคต

          รูปแบบการเช่าเพื่อซื้อที่ควรเลือก คือ รูปแบบ Life Program ที่ค่าเช่าเพียงล้านละ 6,800-7,200 บาท (ขึ้นกับประเภททรัพย์)

          สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะอยากเช่าเพื่อซื้อ แล้ววางแผน “โปะปิดเต็มจำนวน” เพื่อปลดภาระเร็ว หรือจะเช่าเพื่อซื้อแบบเตรียม “กู้ออกกับธนาคาร” เมื่อพร้อมในภายหลัง หรือจะเช่าเพื่อซื้อแล้ว “อยากอยู่ยาว ๆ” JUZMATCH ก็พร้อมช่วยให้เป็นเจ้าของบ้านได้ตามที่คุณปรารถนา ด้วยทางเลือกที่ฉลาดปลอดภัย และตอบโจทย์ทุกรูปแบบการเงินของคุณ ด้วยทีมที่ปรึกษาด้านการเป็นเจ้าของบ้านมืออาชีพ (HOA: Home Ownership Advisory) พร้อมวางแผนให้คุณก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านอย่างจริงใจและจริงจัง หากต้องการประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นเช่าเพื่อซื้อ หรือปรึกษาเส้นทางที่เหมาะสมในการเป็นเจ้าของบ้านของคุณ ปรึกษาเราฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q: กู้บ้านไม่ผ่านเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

A: สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่าน ได้แก่ ประวัติเครดิตไม่ดี (เคยผิดนัดชำระ ติด NPL) ภาระหนี้รวมเกิน 40% ของรายได้ ฐานเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์ อาชีพอิสระไม่มีหลักฐานรายได้ชัดเจน รายการเดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ อายุงานน้อย หรือมีปัญหาจากผู้กู้ร่วม

Q: ถ้ายื่นกู้บ้านไม่ผ่านครั้งแรก ยื่นใหม่กับธนาคารอื่นได้ไหม?

A: ได้ แต่แนะนำให้เว้นระยะอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้รอบการเช็กเครดิตบูโรไม่ซ้ำกันถี่ และในระหว่างนี้ควรเตรียมตัวให้พร้อม เช่น เคลียร์หนี้ก้อนเล็กให้หมด เดินบัญชีให้สม่ำเสมอ ลดภาระผ่อนรวมให้อยู่ไม่เกิน 40% ของรายได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านสูงขึ้น

Q: กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน มีทางเลือกอื่นในการเป็นเจ้าของบ้านอะไรบ้าง?

A: มีหลายทางเลือก เช่น (1) เช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH เพื่อล็อกบ้านไว้ก่อน แล้วโปะปิดหรือกู้ออกภายหลัง (2) เก็บออม-เคลียร์หนี้แล้วยื่นกู้ใหม่อีกครั้ง (3) หาผู้กู้ร่วมที่มีเครดิตดี (4) ใช้ Non-Bank สำหรับเงินก้อนเล็ก เช่น เตรียมเงินดาวน์ ทั้งนี้ ไม่ควรกู้นอกระบบเด็ดขาด เพราะเสี่ยงดอกเบี้ยมหาโหดและเสียทั้งเงินทั้งบ้าน

Q: ควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ยื่นกู้บ้านไม่ผ่านน้อยที่สุด?

A: ก่อนยื่นกู้ควรเช็กเครดิตบูโรของตัวเอง เคลียร์หนี้ค้างให้หมด เดินบัญชีสม่ำเสมอ 6-12 เดือนก่อนยื่น ไม่ย้ายงานในช่วงทำเรื่องกู้ และตั้งงบราคาบ้านให้สอดคล้องกับรายได้ (รวมยอดผ่อนทั้งหมดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้) จะช่วยให้ผ่านง่ายขึ้นมาก

Q: เช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH ต่างจากการเช่าทั่วไปอย่างไร?

A: การเช่าทั่วไปคือจ่ายค่าเช่าไปเรื่อย ๆ ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่เช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH เป็นการล็อกราคาและกรรมสิทธิ์ไว้ตั้งแต่วันแรก ระหว่างที่เช่าก็มีทีม Home Ownership Advisory ช่วยวางแผนการเงิน เพื่อให้เลือกเส้นทางได้ระหว่างโปะปิดเต็มจำนวน ยื่นกู้ธนาคารภายหลัง หรืออยู่ยาว ๆ กับจัซแมทช์ เป็นทางออกที่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมยื่นกู้แต่ไม่อยากให้บ้านในฝันหลุดมือ

ป้ายกำกับ:

แชร์: