เผยแพร่เมื่อ 8 มิ.ย. 2569

Highlight
สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ในปี 2026 ตัวเลขการปฏิเสธคำขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าอัตราการกู้บ้านไม่ผ่านในบางเซกเมนต์พุ่งสูงถึง 40-70% สาเหตุหลักมาจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและนโยบายการประเมินความเสี่ยงของธนาคารที่รัดกุมขึ้น ทำให้คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร หลาย ๆ คนที่ฝันอยากมีบ้านต้องหยุดชะงักลงเพราะกู้ไม่ผ่าน ทำให้เกิดคำถามว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร และจะมีทางออกอย่างไรหากเรายังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารได้ในตอนนี้
การที่ธนาคารปฏิเสธคำขอสินเชื่อนั้นย่อมมีเหตุผลสนับสนุนเสมอ การทำความเข้าใจเกณฑ์การพิจารณาก่อนที่จะทำการยื่นกู้ จะช่วยให้เราหาจุดบกพร่อง และเตรียมความพร้อมก่อนยื่นกู้ใหม่อีกครั้ง โดยธนาคารจะพิจารณาปัจจัยหลัก 5 ข้อ ดังนี้
ธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ทุกประเภทผ่านบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อดูพฤติกรรมทางการเงินย้อนหลังของเรา ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อรถ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล หากเรามีประวัติการชำระที่ตรงเวลาสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก แต่หากมีประวัติค้างชำระแม้เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการพิจารณา ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ โดยเริ่มต้นจากการปิดหนี้ที่ค้างอยู่ให้เป็นศูนย์และรักษาประวัติให้เป็นปกติอย่างน้อย 6 - 12 เดือน เพื่อให้คะแนนเครดิตกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารยอมรับได้อีกครั้ง
DSR คือ สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ซึ่งธนาคารมักกำหนดว่าภาระหนี้รวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 40 - 50% ของรายได้ต่อเดือน หากเรามีรายได้สูงแต่มีภาระผ่อนรถ และบัตรเครดิตจำนวนมาก ธนาคารจะมองว่าเราไม่มีความสามารถในการรับหนี้ก้อนใหม่ วิธีปรับปรุง DSR ให้เหมาะสมคือ การปิดสินทรัพย์หนี้ก้อนเล็ก ๆ หรือปิดบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อลดเพดานภาระหนี้รายเดือนลง ทำให้มีพื้นที่เหลือสำหรับการผ่อนบ้านในระดับที่ธนาคารมั่นใจว่าเราจะไม่แบกรับภาระจนเกินกำลัง
รายได้ และความมั่นคงในการทำงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ธนาคารให้ความสำคัญ ความสม่ำเสมอของรายได้ สำหรับพนักงานประจำควรมีอายุงานขั้นต่ำ 6 เดือนถึง 1 ปี และมีหลักฐานสลิปเงินเดือนควบคู่กับรายการเดินบัญชีที่ชัดเจน ส่วนกลุ่มฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการต้องแสดงความมั่นคงผ่านเอกสารย้อนหลัง 6 - 12 เดือน เช่น ภ.พ.30 หรือ ภงด.90 และ 91 เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของรายได้ นอกจากนี้การเดินบัญชีอย่างเป็นระบบ และสม่ำเสมอจะช่วยแสดงให้สถาบันการเงินเห็นถึงความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว
การเตรียมเอกสารที่ครบถ้วน และถูกต้องตั้งแต่วันแรก ช่วยลดระยะเวลาการพิจารณา และสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ เอกสารพื้นฐานที่จำเป็นประกอบด้วย
แม้เราจะมีคุณสมบัติส่วนตัวที่ดี แต่หากราคาประเมินของบ้านหรือคอนโดจากเจ้าหน้าที่ประเมินของธนาคารต่ำกว่าราคาขายจริง ธนาคารอาจปล่อยกู้ได้ไม่เต็มวงเงินที่ขอไป หรือในบางกรณีหากตัวทรัพย์สินมีสภาพไม่พร้อมเป็นหลักประกันก็อาจถูกปฏิเสธได้เช่นกัน นอกจากนี้ธนาคารยังใช้ระบบเครดิตสกอริ่ง (Credit Scoring) คำนวณปัจจัยทั้งหมดออกมาเป็นคะแนน หากคะแนนรวมของคุณต่ำกว่าเกณฑ์ที่แต่ละธนาคารกำหนดไว้ ก็จะเป็นเหตุผลที่ทำให้ถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อ
.jpeg)
การสำรวจสาเหตุความผิดพลาดจะช่วยให้เรานำมาแก้ไขได้ตรงจุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการยื่นขอสินเชื่อครั้งถัดไป โดยสาเหตุที่พบบ่อยมี 7 สาเหตุ ดังนี้
หากเคยค้างชำระหนี้เกิน 30 วัน จะถูกบันทึกประวัติลงในเครดิตบูโรทันที และหากค้างเกิน 90 วัน จะถูกจัดว่าเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กู้ผ่านได้ยากมาก สำหรับข้อมูลหนี้เสียที่ชำระแล้วจะยังคงปรากฏในระบบ 3 ปี การมีประวัติค้างชำระสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่หย่อนยานในสายตาธนาคาร ทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงว่าหากปล่อยกู้แล้วจะผ่อนชำระไม่ไหว
การผ่อนหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ทั้งผ่อนรถ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล จนภาระหนี้รวมเกิน 40% ของรายได้ จะทำให้เพดานกู้บ้านลดลง ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้ 30,000 บาท แต่มีภาระผ่อนรวม 12,000 บาท ยอดหนี้สะสมนี้จะทำให้เรามี คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร เนื่องจากเหลือเงินไม่เพียงพอสำหรับค่างวดบ้าน
บ่อยครั้งที่ยอดกู้ที่ขอสูงเกินกว่าฐานรายได้จะรองรับได้ หรือกลุ่มอาชีพอิสระที่รับเงินสดโดยไม่นำฝากธนาคาร ทำให้ไม่มีรายการเดินบัญชีที่เชื่อถือได้มาเป็นหลักฐานยืนยันรายได้ที่แท้จริง ทำให้ธนาคารไม่สามารถประเมินความสามารถในการผ่อนชำระที่แน่นอนได้ ดังนั้นก่อนยื่นกู้ควรคำนวณวงเงินกู้สูงสุดก่อน เพื่อไม่เสียเวลาในการดำเนินการ
สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานได้ไม่ถึง 6 เดือน หรือยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน เมื่อยื่นขอสินเชื่อธนาคารจะมองว่าความมั่นคงในรายได้ยังไม่เพียงพอ รวมถึงการเปลี่ยนงานบ่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจถูกประเมินว่าเป็นความเสี่ยงในการขาดรายได้ในอนาคต ที่ทำให้ชำระไม่ไหว จึงไม่อนุมัติเงินกู้นั่นเอง
การเตรียมเอกสารเป็นขั้นตอนที่เราสามารถเตรียมให้พร้อมได้ง่าย ๆ หากมีความประมาทในการเตรียมเอกสาร เช่น สลิปเงินเดือนขาดหายบางเดือน หรือข้อมูลรายได้ในเอกสารเสียภาษีไม่ตรงกับรายการเดินบัญชี ทำให้ธนาคารเกิดความสงสัยในความถูกต้องของข้อมูลจนนำไปสู่การไม่อนุมัติ
การค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้อื่นถือเป็นภาระหนี้แฝง หากผู้กู้หลักที่เรารับรองไว้เกิดการผิดนัดชำระ ประวัติเครดิตของคุณจะถูกกระทบโดยตรงในฐานะลูกหนี้ร่วม และภาระหนี้นั้นจะถูกนำมาคำนวณลดวงเงินกู้ของคุณด้วย
นอกจากประวัติเครดิตเสียแล้ว การไม่เคยมีหนี้เลยก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปสำหรับการกู้บ้าน เนื่องจากธนาคารไม่สามารถตรวจสอบวินัยในการชำระหนี้ในอดีตได้ ทำให้ขาดข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงจนอาจเป็นสาเหตุให้ถูกปฏิเสธสินเชื่อได้ในบางกรณี หรือหากได้รับการอนุมัติสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยก็จะอาจสูงกว่าปกติ
.jpeg)
เมื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อ ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลใจว่ากู้บ้านไม่ผ่านเสียประวัติไหม จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำนิติกรรมอื่น ๆ ในอนาคตหรือไม่
หากกู้บ้านไม่ผ่านจะ “ไม่เสียประวัติ” โดยตรง แต่การที่ธนาคารปฏิเสธคำขอสินเชื่อไม่ได้ถูกบันทึกเป็นประวัติเสียหรือแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร สิ่งที่ถูกบันทึกคือประวัติการชำระหนี้จริงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ การยื่นกู้หลายธนาคารพร้อมกันในเวลาสั้น ๆ จะเกิดประวัติการสืบค้นข้อมูลเครดิตหลายครั้ง ซึ่งบางสถาบันการเงินอาจมองว่าเรากำลังมีปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนต้องไล่ขอกู้ไปทั่ว ดังนั้นควรแก้ไขสาเหตุให้เรียบร้อยก่อนยื่นใหม่ ไม่ควรยื่นแบบสุ่ม
เมื่อกู้ไม่ผ่าน สิ่งแรกที่ควรทำคือ ทบทวนว่าถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลใด ซึ่งระยะเวลาในการยื่นใหม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ถูกปฏิเสธ หากเป็นเพียงเรื่องเอกสารไม่ครบ สามารถแก้ไข และยื่นใหม่ได้ทันที แต่หากปัญหาคือ DSR เกิน ควรเว้นระยะ 3 - 6 เดือน เพื่อเคลียร์หนี้เก่าให้ลดลงก่อน หรือในกรณีที่ติดเครดิตบูโร อาจต้องรอ 6 - 12 เดือนเพื่อให้ประวัติการชำระใหม่ที่สม่ำเสมอเข้าไปแทนที่ข้อมูลเดิม หรือหากเป็นหนี้เสีย NPL อาจต้องรอถึง 1 - 3 ปีหลังปิดหนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความยืดหยุ่นของแต่ละสถาบันการเงิน
ตามหลักกฎหมาย เมื่อการกู้ไม่ได้รับการอนุมัติซึ่งไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ซื้อมีสิทธิ์ขอคืนเงินจอง และเงินทำสัญญาได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณารายละเอียดในสัญญาจะซื้อจะขายให้ดีว่ามีข้อตกลงพิเศษ หรือไม่ แนะนำให้ขอเอกสารยืนยันการปฏิเสธจากธนาคารเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ยืนยันกับโครงการในการขอรับเงินคืน
.jpeg)
เมื่อทราบสาเหตุที่ทำให้เราติดขัดแล้ว การกลับไปยื่นกู้ใหม่ให้สำเร็จต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และใช้เวลาในการปรับปรุงสุขภาพทางการเงินให้แข็งแรงขึ้น โดยเราสามารถลงมือทำตามขั้นตอนสำคัญดังนี้
ก่อนจะเริ่มต้นใหม่ เราควรตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรของตนเองให้ชัดเจนก่อน เพื่อดูรายงานข้อมูลเครดิตจาก NCB ว่ามีบัญชีค้างชำระที่หลงลืมไว้หรือไม่ หรือมีข้อมูลใดที่ผิดพลาดไปจากความเป็นจริง การทราบสถานะที่แน่นอนจะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เช่น การปิดยอดหนี้คงค้างให้เป็นศูนย์ก่อนจะถูกปฏิเสธซ้ำสอง ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ธนาคารเห็นว่าปัจจุบันเราไม่มีภาระที่ค้างชำระแล้ว
สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้เป็นตัวแปรสำคัญ เราควรจัดการปิดยอดหนี้ก้อนเล็ก หรือสินเชื่อผ่อนชำระสินค้าต่าง ๆ ให้หมด และปิดบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้งานทิ้งไปเพื่อลดวงเงินค้างจ่ายในระบบ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือนหรือค่า DSR ให้ดูดีขึ้นในสายตาธนาคาร ทำให้มีพื้นที่ในการแบกรับหนี้ก้อนใหม่สำหรับการกู้บ้านได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารจะมองว่าเรามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะผ่อนชำระบ้านได้โดยไม่กดดันจนเกินไป
เราควรสร้างระเบียบวินัยผ่านรายการเดินบัญชีอย่างน้อย 6 - 12 เดือน โดยการนำเงินฝากเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอในวันที่แน่นอน และหลีกเลี่ยงการถอนเงินจนหมดบัญชีเพื่อให้ธนาคารเห็นว่าเรามีพฤติกรรมการออมที่ดี การมีเงินสะสมคงค้างในบัญชี ไม่เพียงแต่แสดงความพร้อมในการจ่าย ค่าทำสัญญา และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันกับสถาบันการเงินว่าเรามีวินัยทางการเงินที่มั่นคง และพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
ความถูกต้องของเอกสารเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลในสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชี และเอกสารแสดงการเสียภาษีนั้นมีตัวเลขที่สอดคล้องกันทั้งหมด รวมถึงจัดเตรียมสำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านให้ชัดเจนพร้อมใช้งาน การยื่นเอกสารที่ครบถ้วน และเป็นระเบียบจะช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อทำงานได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสที่ธนาคารจะสงสัยในแหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคารได้ง่าย ๆ
หากรายได้ของเราเพียงคนเดียวยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด การหาผู้กู้ร่วมที่เป็นคู่สมรส พ่อแม่ หรือพี่น้องที่มีประวัติเครดิตดีและไม่มีภาระหนี้หนัก จะช่วยเพิ่มฐานรายได้รวมให้สูงขึ้น และส่งผลให้ธนาคารอนุมัติวงเงินกู้ได้ตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบด้วยว่าผู้กู้ร่วมไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน เพราะหากผู้กู้ร่วมมีปัญหาเครดิตก็จะส่งผลให้คำขอสินเชื่อถูกปฏิเสธได้เช่นกัน การเลือกผู้กู้ร่วมที่ประวัติขาวสะอาดจึงเป็นตัวช่วยทางเลือกที่ช่วยให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ
เราควรยื่นกู้พร้อมกันประมาณ 2 - 3 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบข้อเสนอ และอัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด เนื่องจากแต่ละธนาคารมีเกณฑ์การประเมินรายได้ และนโยบายความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การกระจายตัวเลือกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติให้กับเรา โดยไม่ต้องรอผลจากที่ใดที่หนึ่งเพียงแห่งเดียวซึ่งอาจทำให้เสียเวลาหากไม่ได้รับการอนุมัติ
สำหรับใครที่ไม่เคยมีประวัติการกู้ยืมใด ๆ มาก่อน ธนาคารอาจไม่มั่นใจในวินัยทางการเงิน วิธีแก้ไขคือ สมัครบัตรเครดิตและใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เช่น การชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือค่าน้ำค่าไฟ แล้วชำระคืนเต็มจำนวนอย่างตรงเวลาทุกงวดเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เรามีคะแนนเครดิตหรือ Credit Scoring ที่สวยงามในระบบเครดิตบูโร ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเราเป็นลูกหนี้ที่มีความรับผิดชอบ และพร้อมสำหรับการทำสัญญากู้บ้านที่มีมูลค่าสูงขึ้น
หากคุณยังติดอุปสรรคเรื่องรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ หรือต้องใช้เวลาปรับปรุงเครดิตอีกระยะหนึ่ง ก็ยังมีทางเลือกในการมีบ้านเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องรอ JUZMATCH (จัซแมทช์) คือ ทางเลือกใหม่ในรูปแบบเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) โซลูชันที่ไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือรอการอนุมัติจากธนาคาร แต่สามารถย้ายเข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการได้ทันทีหลังทำสัญญา
จุดเด่น คือ ส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จ่ายไประหว่างที่อยู่อาศัย จะถูกนำไปเป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง เมื่อเครดิตของคุณพร้อมหรือรายได้ถึงเกณฑ์ในอีก 1–3 ปีข้างหน้า ก็สามารถยื่นกู้ซื้อบ้านหลังนั้นต่อกับธนาคารได้ โดยมีเงินสะสมรองรับไว้เรียบร้อย เหมาะสำหรับผู้ที่อายุงานยังน้อย กำลังเคลียร์ประวัติเครดิตบูโร หรือผู้ที่ถูกปฏิเสธจากธนาคารแต่มีความสามารถในการผ่อนชำระจริง
การกู้บ้านไม่ผ่านไม่ใช่จุดจบและไม่ได้ทำให้เสียประวัติร้ายแรงในเครดิตบูโร แต่เป็นเพียงสัญญาณให้กลับมาปรับปรุงสุขภาพทางการเงินให้แข็งแรงขึ้น และหากเวลาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณไม่อยากรอ โซลูชันเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own)จาก JUZMATCH (จัซแมทช์) คือทางเลือกที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบธนาคาร ไปสู่การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมั่นใจและมั่นคง
A: กู้บ้านไม่ผ่านไม่เสียประวัติ เพราะข้อมูลการถูกปฏิเสธจะไม่ปรากฏในเครดิตบูโร แต่จะมีการบันทึกประวัติว่าเราเคยยื่นขอสืบค้นข้อมูลบ่อยครั้งในเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการเว้นระยะก่อนยื่นใหม่
A: ระยะเวลาในการรอเพื่อยื่นขอสินเชื่อใหม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเป็นเรื่องรายได้ หรือหนี้สิน ควรเว้นช่วง 3 - 6 เดือนเพื่อปรับปรุงฐานะทางการเงิน แต่หากเป็นเรื่องเอกสาร สามารถแก้ไขและยื่นที่ธนาคารใหม่ได้ทันที
A: ในเบื้องต้นหากคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร ให้ปรับปรุงเครดิตทางการเงินให้ดีขึ้นก่อน หรือหาผู้กู้ร่วมเพื่อเพิ่มฐานรายได้ หรือเลือกธนาคารรัฐที่มีนโยบายยืดหยุ่นกว่า หากยังไม่ได้ผล แนะนำให้เลือกใช้ระบบเช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เพื่อเข้าอยู่อาศัยก่อนแล้วค่อยยื่นกู้ภายหลัง
A: หากชำระหนี้จนปิดบัญชีแล้ว ข้อมูลจะคงอยู่ในระบบอีก 3 ปีนับจากวันที่ปิดบัญชี แต่ธนาคารบางแห่งอาจรับพิจารณาหลังปิดหนี้ไปแล้ว 6 - 12 เดือน
A: หากกู้บ้านไม่ผ่าน แต่ยังอยากมีบ้าน โมเดลเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะเปิดโอกาสให้เข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการได้ทันทีหลังทำสัญญา พร้อมใช้ช่วงเวลาระหว่างสัญญาในการปรับปรุงเครดิต Statement สะสมรายได้ ให้พร้อมสำหรับการยื่นกู้ธนาคารในอนาคต โดยไม่ต้องเสียโอกาสในการมีบ้านในฝัน
ป้ายกำกับ:

ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน ตลาดเงินและตลาดทุนไร้ทิศทาง นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกใหม่...

ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2567 จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังห...

ถ้าจากความรู้สึก...เราอาจจะยังรู้สึกว่า คนส่วนใหญ่เลือกซื้อบ้านมือหนึ่ง แต่ถ้าจากสถิติที่ไม...