Mega Trend คืออะไร? สรุปเทรนด์ลงทุนจาก JUZMATCH Investor Club 2025

เผยแพร่เมื่อ 20 ส.ค. 2568

Blog Image

Mega Trend คืออะไร? สรุปเทรนด์ลงทุนจาก JUZMATCH Investor Club 2025

Highlight

          ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน ตลาดเงิน และตลาดทุนไร้ทิศทาง นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกใหม่ ที่ไม่เพียงปลอดภัย แต่ยังมีศักยภาพในการเติบโต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะลงทุนในอะไร” แต่คือ “จะลงทุนอย่างไรให้ฉลาด ปลอดภัย และเติบโตได้จริง?”

          จัซแมทช์ (JUZMATCH) ได้จัดงานสัมมนา JUZMATCH Investor Club 2025 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้ธีม Smart & Secure ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยมีนักลงทุนอสังหาฯ ของ JUZMATCH และผู้สนใจลงทุนร่วมงานกว่า 400 ราย โดยงาน คุณณัฏฐ์ บุญญาภิบาล COO JUZMATCH ได้เปิดเสวนาชวนเจาะลึกเทรนด์การลงทุนที่แม่นยำสำหรับนักลงทุนไทย ในหัวข้อ “Precise Trends & Thai Market Outlook” โดยได้เชิญ คุณกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่ สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) สายลึกการลงทุน และคุณนรีกุล เกตุประภากร (หมอฟรัง) นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการ ตัวแทนนักลงทุนรุ่นใหม่ มาร่วมกระทบความคิดเพื่อค้นหา “การลงทุนที่ฉลาด และปลอดภัย (Smart & Secure)” )” บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ Mega Trend และเทรนด์ที่กำลังขับเคลื่อนโลกในปี 2025 - 2030 ก่อนเจาะลึก 4 ประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา

Mega Trend คืออะไร?

          Mega Trend คือ พลังการเปลี่ยนแปลงระดับมหาภาคที่มีขนาดใหญ่ และทรงพลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมในระดับโลก โดยมักเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มีความต่อเนื่อง และยาวนาน ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีไปจนถึงหลายทศวรรษ ซึ่ง Mega Trend เหล่านี้ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของโลกในอนาคต ส่งผลต่อทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจที่ต้องปรับปรุงโครงสร้าง กลยุทธ์ และนวัตกรรมขนานใหญ่เพื่อให้อยู่รอด และเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ได้

Mega Trend vs. Micro Trend ต่างกันอย่างไร?

          Mega Trend vs. Micro Trend มีความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ขนาด และระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลง โดย Mega Trend เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ใต้น้ำที่ขับเคลื่อนโลกในระยะยาว และกระทบคนทุกกลุ่ม เช่น การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ในขณะที่ Micro Trend คือ กระแสการเปลี่ยนแปลงเฉพาะกลุ่ม หรือเกิดขึ้นในระยะสั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่เกิน 1 - 3 ปี เช่น เทรนด์แฟชั่นบางประเภท หรือความนิยมในอาหารเฉพาะอย่าง ทำให้ Micro Trend มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจางหายไปได้ง่ายตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล หรือกระแสสังคมในช่วงนั้น ๆ

Mega Trend ปี 2025 - 2030 มีอะไรบ้าง?

          สังคมช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ในปี ปี 2025 - 2030 เองก็ถือว่าเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านนวัตกรรม ประชากร หรือสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจ “Megatrends” เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งวิถีชีวิต และการดำเนินธุรกิจในระยะยาวแบบที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำหรับเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าจับตามองมีด้วยกันหลายอย่าง ดังนี้

AI Integration

          AI หรือที่รู้จักกันในภาษาไทยคือ ปัญญาประดิษฐ์ ได้เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทางเลือกสู่การเป็นสมองกลหลักที่ฝังตัวอยู่ในทุกอุตสาหกรรม การเข้ามาของ AI ได้เปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ และเครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล และช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นให้เข้าใจง่าย เพื่อเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น ในระดับสังคม AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านระบบอัจฉริยะต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันก็บีบให้มนุษย์ต้องเร่งปรับทักษะ เพื่อก้าวให้ทันการทำงานรูปแบบใหม่ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากกว่างานรูทีนแบบเดิม ๆ

Net Zero Economy

          ด้วยสภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ที่ทำให้เกิดภาวะวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงกว่าโลกร้อน (Global Warming) ทำให้เทรนด์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร่งด่วนของวิกฤตภูมิอากาศ ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อโลกมากขึ้นในทุก ๆ ขั้นตอน ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนมาให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในระดับโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ และอนาคตของมวลมนุษยชาติในระยะยาว

สังคมผู้สูงอายุ

          การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบในปี 2025 - 2030 เป็นผลมาจากอัตราการเกิดที่ลดลง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น เทรนด์สังคมผู้สูงอายุส่งผลกระทบทำให้โครงสร้างแรงงานที่ลดลง และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการการบริการดูแลสุขภาพ และนวัตกรรมสมาร์ทโฮมสำหรับผู้สูงวัยจะกลายเป็นโอกาสทองทางธุรกิจ สังคมต้องปรับตัวด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงสามารถพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด

          ด้วยสภาวะที่โลกขาดแคลนทรัพยากรหลาย ๆ อย่าง ทำให้เกิดเทรนด์การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสะอาด (Clean Energy) โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และไฮโดรเจนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยลดปัญมลพิษทางอากาศ แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่นผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ส่งผลให้เราสามารถเข้าถึงพลังงานที่สะอาด และราคาถูกลงในอนาคต กระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียวที่เปลี่ยนโฉมการใช้ชีวิตในครัวเรือน และการเดินทาง

ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ

          อีกหนึ่งเทรนด์ที่คาดการณ์ว่ามาแรงคือ ศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนย้ายจากกลุ่มประเทศตะวันตก และญี่ปุ่น (G7) มาสู่ตลาดเกิดใหม่ในฝั่งตะวันออก (E7) โดยเฉพาะเอเชียอย่างจีน และอินเดียที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และการกำหนดวาระทางการเมืองโลก ภาคธุรกิจจึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ในภูมิภาคนี้ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้วัฒนธรรม และการบริโภคแบบเอเชียมีอิทธิพลต่อสังคมโลกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว

          ประชากรโลกส่วนใหญ่กำลังอพยพเข้าสู่เขตเมือง และมหานครขนาดใหญ่ เพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา และการทำงานที่ดีกว่า ส่งผลให้เกิดความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการทรัพยากรที่ซับซ้อนขึ้น นำไปสู่การพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” ที่ใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ความแออัดกับมลพิษยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องแก้ไขผ่านการจัดการพื้นที่สีเขียว และการคมนาคมที่ไร้มลพิษเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

          ปัจจุบันเรากำลังอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เทคโนโลยีอย่าง IoT, Quantum Computing และหุ่นยนต์ขั้นสูงทำงานประสานกัน ข้อมูล (Data) กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่าน้ำมัน ช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และการศึกษาได้อย่างทั่วถึงผ่านโลกดิจิทัล ความก้าวหน้านี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความเป็นส่วนตัวที่ทุกคนในสังคมต้องตระหนัก และปรับตัวตามให้ทัน

          สำหรับอสังหาริมทรัพย์ในยุค Mega Trend 2025 - 2030 กำลังถูกปฏิวัติให้กลายเป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือ พื้นที่อัจฉริยะ (Smart Space) ที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของโลกใหม่ โดยมีการนำ AI และเทคโนโลยี IoT เข้าใช้ภายในอาคารเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และลดค่าใช้จ่าย ตัวโครงสร้างถูกบีบให้เปลี่ยนสู่ Net Zero และการใช้พลังงานสะอาดผ่านการติดตั้ง Solar Cell หรือ EV Charger เพื่อรับมือกับสภาวะโลกเดือด ขณะที่การออกแบบต้องปรับสู่ Universal Design เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ที่ต้องการความสะดวกสบาย และระบบดูแลสุขภาพทางไกล นอกจากนี้การขยายตัวของเมือง และอำนาจเศรษฐกิจที่หลั่งไหลมาสู่เอเชีย ยังผลักดันให้อสังหาริมทรัพย์กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงในเชิงการลงทุน และการอยู่อาศัยแบบยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา : สวทช.

          อย่างไรก็ตาม ใน Mega Trend ทั้งหมดที่กล่าวมา มีบางเทรนด์ที่ “คงอยู่ตลอดกาล” และบางเทรนด์เป็นเพียง “รูปแบบ” ที่จะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แล้วเทรนด์ไหนที่จะคงอยู่ในระยะยาวและเหมาะสำหรับนักลงทุนไทย? มาเจาะลึก 4 ประเด็นสำคัญจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ในงาน JUZMATCH Investor Club 2025 ภายใต้ธีม Smart & Secure ดังนี้

Mega Trend Mega Trend ที่ยั่งยืน อสังหาฯ โอกาสของนักลงทุนไทยเปลี่ยนไป

          ในโลกที่เทรนด์เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว คนจำนวนไม่น้อยอาจสับสนระหว่างสิ่งที่ “กำลังมาแรง” กับสิ่งที่ “คงอยู่ระยะยาว” คุณกวี ชวนทุกคนทำความเข้าใจคำว่า Mega Trend ว่าแท้จริงแล้วมีทั้งเทรนด์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (เทรนด์ใหญ่) และเทรนด์ที่เปลี่ยนไป (เทรนด์ย่อย) เช่น การสื่อสารคือเทรนด์ใหญ่ ส่วนเทคโนโลยีการสื่อสารคือเทรนด์ย่อย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เราเริ่มสื่อสารจากนกพิราบส่งสารก่อนเปลี่ยนมาเป็นคนส่งไปรษณีย์ อีเมล โทรศัพท์ สุดท้ายมาเป็นไลน์ เพราะฉะนั้นรูปแบบการสื่อสารมันเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี แต่ Megatrend เรื่องสื่อสารไม่เคยหายไปไหน และในอนาคตเรายังคงต้องสื่อสารกันอยู่ ดังนั้นการสื่อสารคือ Megatrend

          หากจะตอบว่าอะไรคือ Mega Trend ที่ควรรู้ และควรลงทุน ส่วนตัวคุณกวีเลือกลงทุนใน Megatrend ที่เป็นเทรนด์ใหญ่ (ไม่ใช่เทรนด์ย่อย) และหากมองมาที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็นับเป็นเทรนด์ใหญ่เช่นกัน

“Mega Trend มีทั้งเทรนด์ใหญ่ และเทรนด์ย่อย อสังหาฯ คือ เทรนด์ใหญ่ที่คงอยู่ตลอด แค่เปลี่ยนรูปแบบ”

— คุณกวี ชูกิจเกษม Chief Portfolio Advisory, Pi Securities PCL —

เศรษฐกิจไทยกับตลาดอสังหาฯ อยู่ในจังหวะวิกฤตแล้วหรือไม่?

          คุณณัฏฐ์ วิเคราะห์ภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่สร้างความกังวลให้กับหลาย ๆ คน ทั้งจาก GDP ที่เติบโตช้า ระดับหนี้ครัวเรือนไทยยังสูง และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หากมองมาที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็ย่อมได้รับกระทบเช่นกัน แต่หากจะบอกว่าตลาดอสังหาฯ อยู่ในภาวะวิกฤตก็ไม่ถูกต้อง เพราะถ้ามองลึกลงไปในตลาดของที่อยู่อาศัยจริงๆ มีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบ และผู้ที่ได้ประโยชน์ในเวลานี้

          กลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว คือกลุ่มที่มีของอยู่ในมือมากเกินไป เช่น ผู้พัฒนาอสังหาฯ (Developer) เพราะช่วงนี้ตลาดมีความต้องการซื้อลดลงไม่สมดุลกับของที่มี รวมถึงการกู้ไม่ผ่านจากภาระหนี้ครัวเรือน และกฎเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวดสูงขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ Shift Strategy หันไปพัฒนาโครงการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และกลยุทธ์ที่จะทำให้มีสภาพคล่องระบายสต๊อกได้ด้วยการลดราคา เพื่อดึงดูดผู้ซื้อในตลาดที่มีกำลังซื้อ นักลงทุนรายย่อยที่อาจจะถือทรัพย์อยู่ในมือจำนวนมาก ต้องแข่งราคาบ้านมือสองกับบ้านมือหนึ่งรายใหญ่ จึงเรียกได้ว่า ช่วงนี้เป็นวิกฤตสำหรับคนมีของล้นมือ

          ในทางกลับกัน ช่วงนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย และเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่กำลังสนใจการลงทุนที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน และมูลค่าเติบโตได้ เนื่องจากในช่วงเวลาที่ตลาดชะลอตัว ราคาอสังหาฯ จะตกเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะเข้าไปลงทุน นักลงทุนเองก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งโดยปกติตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร (Real Estate Cycle) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก คือ Recovery (ระยะฟื้นตัว), Expansion (ระยะขยายตัว), Hyper Supply (ระยะล้นตลาด) และ Recession (ระยะถดถอย) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่เริ่มมี Over Supply ในบาง Segment โครงการบางทำเลเริ่มมีการเร่งระบายสต๊อก ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีที่ผู้ถือเงินสด และมีเครดิตดีเข้าถือครอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้สูงขึ้นในอนาคต

          “ในตลาดอสังหาฯ ไม่ได้มีวิกฤตที่แท้จริง มันเป็นวิกฤตสำหรับคนกลุ่มนึง แต่เป็นโอกาสสำหรับผู้ซื้อ และนักลงทุนที่พร้อม”

— คุณณัฏฐ์ บุญญาภิบาล COO & Co-Founder JUZMATCH

อะไร คือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven)? ที่ควรหลบภัยในปีนี้

          คุณกวี ชวนทำความเข้าใจ Safe Haven ว่าคือที่พักที่ปลอดภัยในบางช่วงเวลา เป็นการลงทุนที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในรอบหลายร้อยปี ว่าสามารถให้ผลตอบแทนต่อเนื่องในระยะยาว และคนมีความเชื่อในการลงทุนนั้น ไม่ว่าจะ ทองคำ หุ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้เอกชน คือ Safe Haven ทั้งหมด ส่วนอสังหาฯ คือหนึ่งใน Safe Haven เพียงแต่จะถูกเรียกว่า Safe Haven ในบางช่วงเวลา อย่างเช่น เวลาเศรษฐกิจดี ตราสารหนี้เอกชน พันธบัตรรัฐบาล จะถูกเรียกว่าเป็น Safe Haven แต่เวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหนัก ๆ อย่างตอนนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กลับไม่ได้ถูกมองว่าเป็น Safe Haven เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะคนเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย

          คุณณัฏฐ์ เสริมมุมมองว่า Safe Haven ไม่ได้อยู่ที่สินทรัพย์ แต่ขึ้นอยู่กับ “ช่วงเวลา” และ “ความต้องการจริง” เพราะหุ้นบางตัว พันธบัตรรัฐบาลบางรัฐบาล หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ก็อาจจะมีตัวที่เป็น และอาจจะมีบางตัวที่ไม่ใช่ เช่นเดียวกับอสังหาฯ ที่ไม่ใช่ทุกอสังหาฯ ที่เป็น Safe Haven เพราะอสังหาฯ มีหลายตัวแปร มีทั้งเรื่องของทำเล ราคา ซึ่งหากจะบอกว่าอสังหาฯ แบบไหนเป็น Safe Haven คุณณัฏฐ์มองว่า ต้องเป็นอสังหาฯ ที่มีความต้องการซื้อ หรือความต้องการเช่าจริง ๆ อยู่แล้ว (Real Demand) แต่ปัญหาคือ นักลงทุนบางครั้งก็ไม่รู้ ว่าอสังหาฯ ที่จะลงนั้นจะมีความต้องการจริงหรือเปล่า หรือหากมีตอนนี้แล้ว ในอนาคตจะยังมีอยู่หรือไม่

          ปรัชญาการลงทุนของ จัซแมทช์ (JUZMATCH) คือ เราจะไม่เข้าไปลงทุนในอสังหาที่ไม่มี Real Demand เพราะฉะนั้น ทรัพย์ทุกยูนิตที่เข้ามาในพอร์ตของ จัซแมทช์ (JUZMATCH) จะมีการคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นบ้านที่มีคนอยากเข้าไปอาศัยจริง ๆ เพราะผู้ซื้อยินดีที่จะจ่ายเงินล่วงหน้าอยู่ที่ 10% ของราคาบ้าน ดังนั้นเรามั่นใจได้ว่าเราเป็นคนที่รู้เฉลยในการลงทุน รู้ว่าอสังหาฯ ที่มีความต้องการจริงอยู่ที่ไหน ดังนั้นนักลงทุน จัซแมทช์ (JUZMATCH) ปลอดภัย เพราะเรากำลังลงทุนในอสังหาฯ ที่มี Real Demand จึงไม่ต้องเสี่ยงขาดทุน

          ในด้านการกระจายความเสี่ยงของ จัซแมทช์ (JUZMATCH) ปัจจุบันเราถือครองทรัพย์มากกว่า 2,300 หลัง ครอบคลุมหลากหลาย Segment ทั้งในด้านราคา ประเภททรัพย์ และทำเล โดยทุกยูนิตผ่านการประเมิน เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างเป็นระบบด้วย JUZMATCH Asset Score ความเสี่ยงจึงถูกกระจายอย่างมีโครงสร้าง ไม่กระจุกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจตลาดอสังหาฯ จริง

          “อสังหาฯ จะเป็น Safe Haven ได้ ถ้ามีความต้องการจริง (Real Demand) JUZMATCH รู้เฉลยในการลงทุนอสังหาฯ และเป็นการลงทุนใน Real Demand”

— คุณณัฏฐ์ บุญญาภิบาล COO & Co-Founder JUZMATCH

การลงทุนมีให้เลือกหลากหลาย สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ถ้าจะเลือกการลงทุน ควรเริ่มอย่างไร?

          คุณฟรัง แชร์มุมมองการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลเยอะ การเข้าถึงข้อมูลผ่านโลกอินเตอร์เน็ตง่าย ซึ่งถือว่าเป็นทั้งข้อดี และข้อเสีย ข้อเสียคือ การที่ข้อมูลเยอะ และเข้าถึงข้อมูลง่ายเกินไป ทำให้เจอกับข่าวบางอย่างที่จริง และบางข่าวไม่จริง เจอข้อมูลที่อาจถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อเรียกการมีส่วนร่วม (Engagement) หรืออาจเจอกับข้อมูลที่มีอคติ (Bias) แต่ข้อดีก็คือ เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง หากเราศึกษามันมากพอ เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่าน จะทำให้เราได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและดีจริง ๆ

          จากประสบการณ์การลงทุนของตัวเองใน 3 ปีที่ผ่านมา สอนให้เรารู้ว่า ไม่จำเป็นต้องลงทุนตามเทรนด์ เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีที่สุดว่าเราเป็นใคร เป้าหมายในการลงทุนของเราคืออะไร และรู้จักไลฟ์สไตล์ของเรา เพื่อให้เราสามารถเลือกรูปแบบการลงทุนได้เหมาะสมกับตัวเองได้ที่สุด

          "เราต้องศึกษาข้อมูลให้มากพอ เลือกตัดสินใจลงทุนในสิ่งที่เรารู้จริง และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง"

— หมอฟรัง นรีกุล เกตุประภากร คุณหมอ นักธุรกิจ และตัวแทนนักลงทุนรุ่นใหม่

          คุณกวี เห็นด้วยว่า หากเรามีความรู้ลึกในเรื่องอะไร เราจะสามารถทำกำไรจากมันได้ ยกตัวอย่าง เคสจริงของผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกแป้งมันสำปะหลัง ที่ต้องขนส่งแป้งเป็นประจำ มีความใกล้ชิดกับธุรกิจเดินเรือ เขาเลือกลงทุนในหุ้นเกี่ยวกับธุรกิจเดินเรือ และสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้ หรือแม้แต่การลงทุนในไวน์ รถโบราณ รูปภาพ ของสะสม ก็สามารถทำกำไรได้ เพราะฉะนั้นเราถนัดอะไร ให้เลือกลงทุนในสิ่งนั้น

          นอกจากนี้คุณกวียังเพิ่มมุมมองเกี่ยวกับการเริ่มต้นลงทุนว่า ควรจะเริ่มต้นสัดส่วนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนทางหลักก่อน ส่วนการลงทุนทางเลือกในสิ่งที่เราชอบค่อยตามมา

          การลงทุนทางเลือกคือ การลงทุนที่ไม่สร้างกระแสเงินสดให้กับเราในอนาคต จะได้กำไรต่อเมื่อราคาขึ้นเท่านั้น ส่วนการลงทุนทางหลักคือ การลงทุนที่ให้กระแสเงินสดไปเรื่อย ๆ จะได้มาก หรือน้อย แล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งหลายๆ คนมักคิดว่าการลงทุนในอสังหาฯ เป็นการเก็งกำไร แต่จริง ๆ แล้วอสังหาฯ เป็นการลงทุนทางหลัก เพราะเราได้ผลตอบแทนส่วนใหญ่จากค่าเช่า ที่ให้กระแสเงินสดเราไปเรื่อย ๆ

          “หลักการลงทุนคือ รู้ลึกในสิ่งที่จะลงทุน และเริ่มลงทุนในสินทรัพย์ทางหลักก่อน ในสัดส่วนที่ใหญ่กว่า”

— คุณกวี ชูกิจเกษม Chief Portfolio Advisory, Pi securities PCL

มุมมองต่อโมเดลธุรกิจเช่าเพื่อซื้อของ จัซแมทช์ (JUZMATCH) เป็นอย่างไร?

          คุณฟรัง แม้จะไม่เคยลงทุนอสังหาฯ มาก่อน แต่ฟังโมเดลแล้วคิดว่า โมเดล จัซแมทช์ (JUZMATCH) ตอบโจทย์ทั้งคนที่อยากมีบ้านแต่กู้ไม่ผ่าน และนักลงทุนที่ไม่มีเวลาบริหารการลงทุนด้วยตนเอง เพราะตัวเองก็ประกอบอาชีพนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ก็เข้าใจว่าคนร่วมอาชีพที่ก็อาจจะมีปัญหาการกู้ทั้งที่เป็นคนที่มีศักยภาพ และถ้ามองในฐานะนักลงทุนก็ชอบโมเดล เหมือนได้ช่วยคนที่อยากมีบ้าน แล้วเราก็ได้ผลตอบแทนด้วย โดยมี จัซแมทช์ (JUZMATCH) เป็นคนกลางที่เชี่ยวชาญช่วยบริหารความเสี่ยงให้

          คุณกวี มีมุมมองต่อ จัซแมทช์ (JUZMATCH) ว่าเป็นการลงทุนในอสังหาฯ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ทางหลัก แต่ลูกเล่นเป็นแบบใหม่ โดยส่วนตัวมักไม่ปฏิเสธการลงทุนใหม่ ๆ แต่จะจำกัดการลงทุน เพื่อจำกัดความเสี่ยง

          จัซแมทช์ (JUZMATCH) เป็นธุรกิจที่แก้ painpoint ของทั้งนักลงทุน และผู้เช่า เกี่ยวกับอสังหาฯ ที่เป็น Real Demand ซึ่งเราลงทุนได้ แค่จำกัดความเสี่ยง และต้องขอข้อมูลจาก จัซแมทช์ (JUZMATCH) ไปศึกษา เพราะ จัซแมทช์ (JUZMATCH) เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยจัดการอสังหาฯ แทนเรา และทำให้ผู้เช่าที่มีศักยภาพมีบ้านอย่างที่ต้องการ

บทสรุปสำหรับนักลงทุน

          ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน และความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่แน่นอน จัซแมทช์ (JUZMATCH) ไม่ใช่โมเดลที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงที่สุด แต่เป็นการลงทุนที่ฉลาด และปลอดภัย (Smart & Secure) เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือเป็นการลงทุนทางหลัก เป็น Mega Trend ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นเทรนด์ที่คงอยู่เสมอมา นอกจากนี้การลงทุนในอสังหาฯ ในไทย ยังมีความต้องการเสมอและมีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

          สำหรับปีนี้ที่ตลาดอสังหาฯ เผชิญกับความท้าทาย ไม่ใช่ทุกอสังหาฯ จะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และสร้างความมั่นคงในการลงทุนได้ วันนี้นักลงทุนต้องเล็งการลงทุนอสังหาฯ ในแบบที่มีความต้องการอยู่จริง (Real Demand) เท่านั้นถึงจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

          จัซแมทช์ (JUZMATCH) เป็นโซลูชันทางเลือกการลงทุนอสังหาฯ ที่ลงทุนในความต้องการที่มีอยู่จริง และเป็นการลงทุนที่ได้ช่วยให้คนมีที่อยู่อาศัย และมีพื้นฐานชีวิตที่ดีขึ้น โดยบริษัทเองได้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เหมาะสม และดำเนินการอย่างมืออาชีพ นั่นทำให้ตั้งแต่ปีแรกในฐานะแพลตฟอร์มเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) รายแรก จนปัจจุบันเราก้าวสู่ปีที่ 6 มีนักลงทุนมากถึง 800 ราย ที่เชื่อมั่นในโมเดลเช่าเพื่อซื้อของ จัซแมทช์ (JUZMATCH) ได้รับผลตอบแทนการลงทุนไปแล้วกว่า 500 ล้านบาท และ จัซแมทช์ (JUZMATCH) ยังคงบทบาทความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ตลอด 5 ปีต่อเนื่อง โดยได้รับความไว้วางใจจากผู้เช่าซื้อให้บริหารสินทรัพย์รวมกว่า 10,000 ล้านบาท

คำถามที่พบบ่อย

Q: การลงทุนตาม Mega Trend มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

A: แม้ Mega Trend จะมีแนวโน้มระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยง เช่น การเข้าลงทุนในจังหวะที่ราคาสูงเกินมูลค่าจริง (Overvalued), การสับสนระหว่างเทรนด์ใหญ่กับเทรนด์ย่อยที่จางหายไป รวมถึงความเสี่ยงจากกฎระเบียบใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง นักลงทุนจึงควรกระจายการลงทุน และศึกษาตัวทรัพย์สินที่แท้จริง ไม่ใช่ลงทุนตามกระแสเพียงอย่างเดียว

Q: Mega Trend กับ Disruption ต่างกันอย่างไร?

A: Mega Trend คือการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในระยะยาว ส่วน Disruption คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและพลิกอุตสาหกรรมในชั่วข้ามคืน เช่น การที่ Netflix ทำให้ร้านเช่าวิดีโอหายไป โดย Disruption มักเป็น "ผลพวง" หรือ "จุดเร่ง" ที่เกิดขึ้นภายใต้ Mega Trend ที่ใหญ่กว่า

Q: ธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SMEs ควรรับมือกับ Mega Trend อย่างไร?

A: SMEs ไม่จำเป็นต้องลงทุนใหญ่เพื่อไล่ตาม Mega Trend แต่ควรเริ่มจากการปรับใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง AI หรือ Automation ในกระบวนการทำงาน, ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป (เช่น ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม) และปรับสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ Real Demand ของกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ที่เกิดจาก Mega Trend

Q: นักลงทุนควรจัดสรรพอร์ตตาม Mega Trend ในสัดส่วนเท่าไหร่?

A: ไม่มีสูตรตายตัว แต่หลักการทั่วไปคือ ควรแบ่งพอร์ตเป็น "สินทรัพย์หลัก" ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือหุ้นปันผล ประมาณ 60-80% และ "สินทรัพย์ทางเลือก" ที่เกาะ Mega Trend ใหม่ ๆ เช่น กองทุน Thematic ด้าน AI หรือ Clean Energy ประมาณ 20-40% ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และช่วงอายุของนักลงทุน

Q: Mega Trend ในไทย แตกต่างจาก Mega Trend ระดับโลกอย่างไร?

A: แม้ Mega Trend คือแนวโน้มระดับโลก แต่เมื่อมาถึงไทยจะมีบริบทเฉพาะที่แตกต่าง เช่น ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้ว และการ Urbanization กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ไม่กี่แห่ง นักลงทุนไทยจึงต้องมองทั้งภาพโลกและภาพในประเทศประกอบกัน เพื่อหาโอกาสที่แท้จริง

ป้ายกำกับ:

แชร์: