การลงทุนมีอะไรบ้าง ประเภทการลงทุน มือใหม่เริ่มตรงไหนดี | JUZMATCH

เผยแพร่เมื่อ 29 พ.ค. 2569

Blog Image

ก่อนลงทุนต้องอ่าน! ประเภทของการลงทุนมีอะไรบ้างที่มือใหม่ต้องรู้

 

Highlight

 

การวางแผนการเงินถือเป็นหนึ่งในการวางแผนชีวิต เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุกช่วงจังหวะของชีวิตล้วนมีเรื่องของการใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ การหาเงินมาได้มากอาจไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักบริหารจัดการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายคนทำงานหนักเพื่อเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคต แต่ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวน การเก็บเงินไว้เฉย ๆ อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนอีกต่อไป การทำความเข้าใจว่า ประเภทของการลงทุนมีอะไรบ้าง และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตได้อย่างไร จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดทางการเงิน และสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้

การลงทุน คือ อะไร?

การลงทุน คือ การนำเงินทุนหรือทรัพยากรที่เรามีอยู่ไปจัดสรรและวางไว้ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนหรือเพิ่มมูลค่าของเงินก้อนนั้นให้เติบโตขึ้นในอนาคต ซึ่งแตกต่างจากการออมที่เน้นเพียงการเก็บรักษาเงินต้นให้มีความปลอดภัยสูงสุดและสามารถเบิกถอนมาใช้ได้ทันที ส่วนการลงทุนนั้นเป็นการที่เรายอมรับระดับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากทั่วไป หลักการสำคัญที่ต้องจดจำไว้เสมอคือ ผลตอบแทนที่สูงมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย โดยผลตอบแทนจากการลงทุนมักจะมาใน 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ กำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) เช่น ราคาหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น และ รายได้ประจำ (Passive Income) ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น เงินปันผลจากหุ้น ดอกเบี้ยจากพันธบัตร หรือค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์

ออมอย่างเดียวไม่พอ ทำไมคนยุคนี้ต้อง “ลงทุน”?

ค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งหมายความว่ามูลค่าของเงินที่เราถืออยู่ในมือจะมีอำนาจในการซื้อสินค้าและบริการลดลงเรื่อย ๆ หากเราเลือกที่จะเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาเพียงอย่างเดียว อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมากจนแทบไม่สามารถทำให้เงินออมงอกเงยหรือเติบโตได้ทันกับสภาวะเงินเฟ้อได้เลย การลงทุนจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยทำให้เงินทำงานแทนเรา เป็นการสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าและเหนือกว่าอัตราเงินเฟ้อ

 

5 ปัจจัยที่ควรรู้จักตัวเอง ก่อนเริ่มลงทุนมีอะไรบ้าง?

ก่อนทำความเข้าใจว่าประเภทของการลงทุนมีรูปแบบใดบ้าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสำรวจและประเมินความพร้อมของตนเองอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 4 ปัจจัยหลักที่ต้องนำมาพิจารณา ดังนี้

จำนวนเงินที่มี

ไม่ว่าเราจะมีเงินทุนเริ่มต้นมากหรือน้อยก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับขนาดของเงินทุน หากมีเงินทุนเริ่มต้นน้อย อาจเริ่มจากการทยอยซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมที่ใช้เงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพัน แต่หากมีเงินทุนจำนวนมาก ก็ควรใช้วิธีการกระจายเงินไปในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้น

ความเสี่ยงที่รับได้

การประเมินว่าตัวเราเองสามารถทนเห็นตัวเลขในพอร์ตการลงทุนติดลบชั่วคราวได้มากน้อยเพียงใด เป็นสิ่งสำคัญมากในการเลือกสินทรัพย์ให้ตรงกับ Risk Profile ของตนเอง หากเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย การเห็นเงินต้นหายไปอาจทำให้เกิดความเครียดและตัดสินใจผิดพลาดได้ จึงควรเลือกสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง ก็สามารถจัดสรรเงินไปในสินทรัพย์ที่ผันผวนเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่มากขึ้น

ระยะเวลาลงทุน

กรอบเวลาที่เราสามารถวางเงินลงทุนไว้โดยไม่ต้องดึงออกมาใช้ มีผลโดยตรงต่อการเลือกสินทรัพย์ หากเป็นการลงทุนระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) ควรเลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและเงินต้นปลอดภัย แต่หากเป็นการลงทุนระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) เราจะสามารถเปิดโอกาสให้ตนเองเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูงได้ เพราะมีเวลามากพอที่จะให้สินทรัพย์ฟื้นตัวจากความผันผวนของตลาด

เป้าหมาย

เป้าหมายในการนำเงินไปลงทุนของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน บางคนอาจลงทุนเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ บางคนต้องการซื้อบ้าน เตรียมทุนการศึกษาให้บุตร หรือเพียงแค่ต้องการสร้างรายได้เสริมเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในแต่ละเดือน เมื่อเป้าหมายมีความแตกต่างกัน แผนการลงทุนและระยะเวลาในการไปถึงเป้าหมายก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

ภาระผูกพันทางการเงิน

ก่อนเริ่มลงทุน สิ่งที่หลายคนมักมองข้าม คือ การประเมินภาระผูกพันทางการเงินในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินคงค้าง เช่น สินเชื่อบ้าน หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละเดือน เช่น ค่าเช่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น จึงควรจัดการชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อน เพราะดอกเบี้ยหนี้เหล่านี้มักสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วไป การลงทุนในขณะที่ยังแบกภาระหนี้ดอกเบี้ยสูงอยู่จึงอาจทำให้ผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับจริงนั้นติดลบโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การสำรวจภาระทางการเงินทั้งหมดให้ครบถ้วนและวางแผนจัดการอย่างเป็นระบบก่อน จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงยิ่งขึ้นในระยะยาว
ประเภทของการลงทุนมีอะไรบ้าง

ประเภทของการลงทุนมีอะไรบ้าง? รวม 8 ประเภทยอดนิยม

เมื่อเราเข้าใจเป้าหมายและความเสี่ยงของตนเองแล้ว ลำดับถัดมาคือการตอบคำถามว่าการลงทุนมีอะไรบ้าง ที่เปิดโอกาสให้เราเข้าไปต่อยอดเงินทุนได้ นี่คือ 8 สินทรัพย์ยอดนิยมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

เงินฝากประจำ

เงินฝากประจำ คือ การนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารโดยมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดและได้รับอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนเมื่อครบกำหนดสัญญา แม้ผลตอบแทนจะค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น แต่มีข้อดีคือเงินต้นมีความปลอดภัยสูงมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ลงทุนระยะสั้น หรือสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและไม่ต้องการเผชิญกับความเสี่ยงใด ๆ เลย

พันธบัตรรัฐบาล / ตราสารหนี้

ตราสารหนี้ หรือ พันธบัตรรัฐบาล คือ การที่เรานำเงินไปให้รัฐบาลหรือบริษัทเอกชนกู้ยืม โดยเราจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้และได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ข้อดีคือมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลถือเป็นการลงทุนที่มีความมั่นคงสูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสภาพคล่องของเงินต้นและต้องการกระแสเงินสดรับที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้

กองทุนรวม

กองทุนรวม คือ การระดมเงินทุนจากนักลงทุนจำนวนมากรวมเป็นก้อนใหญ่ แล้วนำไปให้ผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพบริหารจัดการและนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามนโยบายที่ระบุไว้ ข้อดีคือสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี และไม่ต้องคอยติดตามตลาดด้วยตนเองตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินจำนวนน้อย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเลือกสินทรัพย์ด้วยตนเอง

หุ้น

การลงทุนในหุ้น คือ การซื้อสิทธิในการเป็นเจ้าของร่วมในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หากบริษัทมีผลประกอบการที่ดี เราก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงทั้งในรูปแบบของเงินปันผลและกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น ถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงมาก แต่มีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง ต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของบริษัทในเชิงลึก เหมาะกับผู้ที่มีเวลาติดตามข่าวสารและรับความเสี่ยงได้สูง

กองทุน ETF

กองทุน ETF (Exchange Traded Fund) คือ กองทุนรวมรูปแบบหนึ่งที่จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้สามารถซื้อขายได้แบบเรียลไทม์เหมือนกับหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการที่ต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไป โดย ETF บางประเภทมีนโยบายอ้างอิงตามดัชนีตลาด (Passive ETF) ทำให้มีค่าธรรมเนียมต่ำ ในขณะที่บางประเภทก็มีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active ETF) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) และต้องการสภาพคล่องในการซื้อขายที่รวดเร็ว

ทองคำ

ทองคำ คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองและได้รับการยอมรับในระดับสากล มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในยามที่เศรษฐกิจเกิดวิกฤตหรือมีความไม่แน่นอนสูง เป็นหนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากสภาวะเงินเฟ้อได้ดี และนิยมใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม ทองคำไม่มีการจ่ายกระแสเงินสดประจำ หรือพูดง่าย ๆ คือไม่มีเงินปันผลหรือ อัตราดอกเบี้ย แต่ผลตอบแทนจะมาจากส่วนต่างของราคาซื้อขายเท่านั้น

อสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ การซื้อที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยเช่าสร้างรายได้ประจำ และขายเพื่อเอาส่วนต่างจากมูลค่าของสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีความผันผวนต่ำ แต่มีข้อเสียคือต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นที่สูงมากและมีสภาพคล่องต่ำ สำหรับผู้ที่สนใจแต่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน การเลือกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มอย่าง JUZMATCH ที่มีโซลูชัน ทางเลือกในการเช่าเพื่อซื้อ ถือเป็นทางออกที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้เราเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเตรียมเงินดาวน์ก้อนใหญ่ ลดความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงได้จริง

คริปโทเคอร์เรนซี

คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงมากในระยะเวลาอันสั้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงในระดับที่สูงมากที่สุดเช่นกัน ราคาอาจปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงได้ตลอด 24 ชั่วโมง การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจเทคโนโลยีอย่างละเอียด และควรนำเฉพาะเงินเย็นที่พร้อมจะสูญเสียได้มาลงทุนเท่านั้น

เปรียบเทียบการลงทุนแต่ละประเภท

8 ประเภทการลงทุนยอดนิยมที่ได้แนะนำไปนั้น ล้วนมีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าประเภทของการลงทุนมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบสินทรัพย์ทั้ง 8 ประเภทในด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกวางแผนได้อย่างเหมาะสม
เปรียบเทียบการลงทุนแต่ละประเภทวิธีเริ่มต้นลงทุนสำหรับมือใหม่

วิธีเริ่มต้นลงทุนสำหรับมือใหม่ มีอะไรบ้าง?

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาแนวทางการลงทุน เพื่อนำไปปฏิบัติจริง สามารถทำตาม 5 ขั้นตอนง่าย ๆ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงได้ ดังนี้

ขั้นที่ 1 จัดการหนี้และสำรองเงินฉุกเฉินให้พร้อม

ก่อนที่จะเริ่มนำเงินไปลงทุน ควรเคลียร์หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงและสำรองเงินฉุกเฉินให้ครอบคลุมรายจ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน โดยแยกเงินส่วนนี้ออกจากเงินลงทุนอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ขั้นที่ 2 กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนให้ชัด

มีเป้าหมายในการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ต้องการมีเงินทุนเกษียณอายุ 5 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 20 ปี การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราคำนวณได้ว่าต้องใช้เงินลงทุนต่อเดือนเท่าใด และคาดการณ์ผลตอบแทนที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบ

ขั้นที่ 3 ประเมินระดับความเสี่ยง (Risk Profile) ของตนเอง

ทำแบบประเมินความเสี่ยงเพื่อทำความเข้าใจขีดจำกัดของตนเอง จากนั้นจึงเลือกจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดเมื่อตลาดมีความผันผวน

ขั้นที่ 4 เริ่มต้นทีละน้อยด้วยกลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging)

สำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ควรใช้วิธีทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านจังหวะตลาด ถัวเฉลี่ยต้นทุน อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่าการลงทุนแบบเงินก้อนในช่วงตลาดขาขึ้น

ขั้นที่ 5 ติดตามผลและปรับพอร์ตเป็นระยะ

เมื่อลงทุนไปแล้ว ควรกลับมาตรวจสอบพอร์ตการลงทุนอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อดูว่าผลตอบแทนยังเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ และอย่าลืมกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ สินทรัพย์ เพื่อกระจายความเสี่ยง

ข้อควรระวังที่นักลงทุนมือใหม่ต้องรู้

ในโลกของการเงิน มีหลุมพรางมากมายที่นักลงทุนมือใหม่มักจะก้าวพลาด ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด คือ อย่าลงทุนเกินกำลังทรัพย์ของตนเอง ควรใช้เฉพาะเงินเย็นที่ไม่ได้มีแผนจะนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมาลงทุนเท่านั้น นอกจากนี้ อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่เสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริงหรือการการันตีว่าได้กำไรแน่นอน ไม่มีความเสี่ยง เพราะมักจะเป็นสัญญาณเตือนของการหลอกลวงหรือแชร์ลูกโซ่ อีกทั้งไม่ควรปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีบทบาทเหนือเหตุผลในการตัดสินใจ เช่น การตื่นตระหนกเทขายเมื่อตลาดปรับตัวลง หรือความโลภที่แห่ซื้อตามกระแสเมื่อราคาสูงขึ้น การหมั่นศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เราเข้าใจและมีสติในการตัดสินใจได้ดีที่สุด

การทำความเข้าใจว่าการลงทุน คืออะไร และการลงทุนมีอะไรบ้าง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ความมั่งคั่ง การเลือกประเภทของการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง ประกอบกับการมีวินัยและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เงินทำงานแทนเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่อยากเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร และไม่อยากปวดหัวกับการหาผู้เช่า JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รูปแบบใหม่ที่บริหารจัดการให้คุณแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกทรัพย์คุณภาพ คัดกรองผู้เช่าที่มีศักยภาพไปจนถึงการดูแลตลอดสัญญา ทำให้คุณลงทุนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็เริ่มต้นได้ เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่อยากต่อยอดการลงทุน โดยสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งแบบเครดิตหรือเงินสด เริ่มต้น 6% ต่อสัญญา พร้อมเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือน เปลี่ยนศักยภาพทางเครดิตที่ไม่ได้ใช้ หรือเงินที่มีอยู่ให้ทำงานแทนคุณ และนำผลตอบแทนไปต่อยอดสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย

Q: การลงทุน คืออะไร ต่างจากการออมอย่างไร?

A:  การลงทุน คือ การนำเงินไปจัดสรรในสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นกำไรจากส่วนต่างราคาหรือรายได้ประจำ ในขณะที่การออมคือการเก็บรักษาเงินต้นให้มีความปลอดภัยและเบิกถอนได้ง่าย แต่จะได้รับผลตอบแทนในระดับที่ต่ำมากจนมูลค่าอาจลดลงตามกาลเวลา

Q: การลงทุนมีอะไรบ้าง ประเภทไหนเหมาะกับมือใหม่?

A: สินทรัพย์สำหรับการลงทุนนั้นมีหลากหลาย เช่น เงินฝากประจำ ตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และคริปโทเคอร์เรนซี สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การเลือกลงทุนในกองทุนรวมถือเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพคอยดูแลบริหารจัดการให้ สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี และเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงหลักร้อยบาท

Q: เริ่มต้นลงทุนต้องมีเงินขั้นต่ำเท่าไร?

A: เราไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ก็สามารถเริ่มต้นเป็นนักลงทุนได้ โดยการลงทุนหลายประเภท เช่น กองทุนรวมรวมถึงกองทุน ETF บางแห่ง อนุญาตให้เราเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำด้วยเงินเพียง 1 บาท หรือ 100 บาทเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนเงินคือการมีวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอและระยะเวลาที่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยทบต้นทำงาน

Q: ลงทุนอะไรเสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับมือใหม่?

A: หากต้องการความปลอดภัยของเงินต้นในระดับสูงสุด การลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือ การฝากเงินในบัญชีฝากประจำ สลากออมทรัพย์ หรือการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล สินทรัพย์เหล่านี้ถือว่ามีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมากจนถึงแทบไม่มีความเสี่ยงเลย แต่ก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อการเอาชนะอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว

Q: DCA คืออะไร ทำไมมือใหม่ควรใช้วิธีนี้?

A: DCA ย่อมาจาก Dollar-Cost Averaging คือ กลยุทธ์การลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าในขณะนั้นราคาสินทรัพย์จะปรับตัวขึ้นหรือลงก็ตาม วิธีนี้เหมาะสำหรับมือใหม่เป็นอย่างมาก เพราะช่วยขจัดปัญหาเรื่องอารมณ์และความเครียดจากการพยายามกะเก็งจังหวะตลาด ช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้เหมาะสม และเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุนที่ดีในระยะยาว

ป้ายกำกับ:

แชร์:

บทความอื่นๆ