มาตรการ LTV คืออะไร อัปเดต 2569 ควรรู้ก่อนขอสินเชื่อบ้าน | JUZMATCH

เผยแพร่เมื่อ 29 พ.ค. 2569

Blog Image

LTV คืออะไร ปี 2569 มีอะไรอัปเดตใหม่ สำคัญอย่างไรกับการขอสินเชื่อบ้าน

 

Highlight

 

การตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตและเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่ต้องอาศัยการวางแผนจัดการทางการเงินอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากมูลค่าของตัวอสังหาริมทรัพย์ที่สูงแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีกฎเกณฑ์ นโยบาย และข้อบังคับหลายประการที่ผู้กู้ต้องทำความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือสะดุดกลางทางในวันที่เราพร้อมจะเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งมาตรการ LTV คือหนึ่งในเรื่องที่คนสนใจขอสินเชื่อบ้านต้องทำความเข้าใจ

 

LTV คืออะไร? (Loan to Value)

LTV  (Loan to Value) คือ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน โดยเป็นเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดขึ้นมาเพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินทั้งระบบ หากจะทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น LTV กำหนดว่าธนาคารจะปล่อยกู้ให้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้าน ส่วนต่างที่เหลือ คือ เงินดาวน์ที่เราต้องจ่ายเองด้วยเงินสด ซึ่งสัดส่วนของ LTV กับค่าทำสัญญาจะทำงานสวนทางกันเสมอ นั่นคือ หาก LTV สูง เงินดาวน์จะต่ำ แต่หาก LTV ต่ำ เงินดาวน์จะสูงตามไปด้วย
 

ทำไม ธปท. ต้องออกมาตรการ LTV?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงต้องเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อบ้านอย่างเข้มงวด การออกมาตรการ LTV มีจุดประสงค์เพื่อรักษาสมดุลของระบบเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว โดยมีเหตุผลหลัก ๆ ดังนี้

ป้องกันการเก็งกำไร

การปล่อยสินเชื่อที่หละหลวมอาจทำให้กลุ่มนักลงทุนกู้เงินซื้อบ้านหลายหลังพร้อมกันเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น พฤติกรรมนี้จะส่งผลให้ความต้องการในตลาดดูสูงกว่าความเป็นจริง และดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินความเหมาะสม มาตรการ LTV จึงเข้ามาช่วยชะลอผันผวนนี้ ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคาที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริง

ลดความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL)

มาตรการ LTV เป็นเครื่องมือที่ช่วยคัดกรองความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ตั้งแต่เริ่มต้น การกำหนดให้ผู้กู้ต้องมีเงินก้อนเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินดาวน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินและพิสูจน์ความพร้อมก่อนการขอสินเชื่อบ้าน วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อการลดลงของอัตราหนี้เสียที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

ป้องกันฟองสบู่อสังหาฯ

การกำหนดเพดานสินเชื่อผ่านมาตรการ LTV ช่วยควบคุมไม่ให้ปริมาณสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวและเติบโตเร็วเกินไปจนขาดความสมดุล การกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายแห่งพร้อมกันจะทำได้ยากขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาบ้านพุ่งสูงจนหลุดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะฟองสบู่แตก ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สกัดสินเชื่อเงินทอน

ในอดีตมักมีการประเมินราคาบ้านให้สูงกว่าความเป็นจริงเพื่อขออนุมัติสินเชื่อเกินกว่าราคาซื้อขาย ทำให้ผู้กู้ได้รับเงินส่วนต่างหรือเงินทอนกลับไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ มาตรการ LTV จึงเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่นี้โดยบังคับให้ธนาคารอ้างอิงวงเงินกู้จากราคาที่ต่ำกว่าเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวโดยไม่จำเป็น และทำให้มั่นใจว่าเม็ดเงินสินเชื่อถูกนำไปใช้เพื่อที่อยู่อาศัย ไม่ได้ถูกนำไปสร้างภาระหนี้บริโภคอื่น ๆ

ยกระดับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ

มาตรการ LTV ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานกลางในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินทุกแห่ง ช่วยป้องกันการแข่งขันแย่งชิงลูกค้า จนลดมาตรฐานหรือผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่หละหลวมเกินไป การมีเกณฑ์ที่ชัดเจนและรัดกุมนี้ช่วยให้ระบบธนาคารสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการเกิดปัญหาลูกโซ่ในระบบการเงิน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ทำความรู้จัก LTV กู้ซื้อบ้านทำไมธนาคารไม่ปล่อยเต็ม 100%?

เหตุผลหลักที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้เต็ม 100% เพราะการกำหนด LTV ช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หากธนาคารต้องนำทรัพย์ออกขายทอดตลาด มูลค่าบ้านที่ได้อาจต่ำกว่าราคาตลาดจริง การมีส่วนต่างหรือเงินดาวน์จากผู้กู้จึงเป็นเสมือนกันชนที่ช่วยให้ธนาคารยังคงได้รับเงินคืนครบแม้ในสถานการณ์เลวร้าย ในมุมของผู้กู้เอง การที่ต้องเตรียมเงินดาวน์ถือเป็นการพิสูจน์ว่ามีวินัยทางการเงินและความสามารถในการออมจริง ซึ่งช่วยลดโอกาสที่จะแบกรับภาระหนี้เกินตัวในระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยให้ยอดผ่อนชำระรายเดือนต่ำลง ลดความกดดันทางการเงินในระยะยาวได้อีกด้วย

ดังนั้น LTV จึงไม่ใช่อุปสรรคในการมีบ้าน แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบสินเชื่อบ้านและปกป้องทั้งผู้กู้และสถาบันการเงินไปพร้อมกัน การเข้าใจหลักการนี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้วางแผนเตรียมเงินดาวน์และจัดการการเงินได้อย่างรัดกุมก่อนยื่นกู้จริง

 

มีวิธีคำนวณ LTV อย่างไร? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ

การคำนวณ LTV คือ สิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินและเตรียมเงินสดล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การรู้สูตรคำนวณจะทำให้เรารู้สถานะทางการเงินของตนเองก่อนเดินเข้าไปเจรจากับธนาคาร
 

สูตรคำนวน LTV


ตัวอย่างที่ 1

ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท หากได้ LTV 90% หมายความว่าเราจะกู้ได้ 2.7 ล้านบาท และต้องจ่ายเงินดาวน์ 3 แสนบาท

ตัวอย่างที่ 2

ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท หากได้ LTV 80% หมายความว่าเราจะกู้ได้ 2.4 ล้านบาท และต้องจ่ายเงินดาวน์ 6 แสนบาท

จากตัวอย่างการคำนวณจะเห็นว่าอัตรา LTV ที่แตกต่างกันเพียง 10% ทำให้จำนวนเงินดาวน์ที่ต้องเตรียมจะแตกต่างกันถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว ซึ่งมีผลอย่างมากต่อสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้นก่อนจะซื้อบ้านควรทำการศึกษา และเตรียมความพร้อมให้ดี


อัตรา LTV สินเชื่อบ้าน สูงสุดเท่าไร?

ในสภาวะปกติเพดานการปล่อยสินเชื่อ และอัตรา LTV สินเชื่อบ้านจะถูกกำหนดตามลำดับของสัญญาและระดับราคาหลักประกัน โดยสามารถเปรียบเทียบเกณฑ์ได้ตามตาราง ดังนี้

ตาราง LTV
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

จากตารางจะเห็นได้ว่า ยิ่งซื้อบ้านหลายหลังมากขึ้น อัตรา LTV ที่ได้รับก็จะลดลงตามลำดับ หมายความว่าเงินดาวน์ที่ต้องเตรียมจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ควรทราบด้วยว่าเกณฑ์ LTV ที่แสดงในตารางเป็นเพดานสูงสุดในสภาวะปกติเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริง ธนาคารแต่ละแห่งอาจพิจารณาปล่อยสินเชื่อในอัตราที่ต่ำกว่านี้ขึ้นอยู่กับประวัติทางการเงิน รายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้แต่ละรายและอาจมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ตามนโยบายของ ธปท. ในแต่ละช่วงเวลาได้เช่นกัน
 

อัปเดตมาตรการ LTV ล่าสุด มีอะไรเปลี่ยนบ้าง?

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV สินเชื่อบ้านชั่วคราว สำหรับสัญญากู้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2568 ถึง 30 มิ.ย. 2569 โดยปรับเพดาน LTV เป็น 100% สำหรับสัญญากู้บ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไปที่มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท และสัญญากู้หลังบ้านที่ 1บ้าน ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป หมายความว่า ในช่วงนี้ผู้กู้ทุกกรณีสามารถกู้ได้เต็ม 100% โดยไม่ต้องเตรียมเงินดาวน์ เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาให้ตื่นตัวมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยระบายสต๊อกอสังหาริมทรัพย์เหลือขาย และเอื้อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ควรรู้คือ มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น ควรติดตามประกาศ ธปท. อย่างต่อเนื่อง เพื่ออัปเดตข้อมูล

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

กรณีกู้ร่วม นับสัญญา LTV อย่างไร?

สำหรับผู้ที่วางแผนจะกู้ร่วม การนับจำนวนสัญญาตามเกณฑ์ LTV คือ สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดีการกู้ร่วมจะนับสัญญาตามผู้กู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลัก ไม่ได้นับจากผู้ที่มีจำนวนสัญญามากที่สุด

ตัวอย่างเช่น หาก A มีสัญญา 1 หลัง และมากู้ร่วมกับ B ที่ยังไม่เคยกู้มาก่อน กรณีนี้จะแบ่งออกเป็น 2 สถานการณ์ คือ หากทั้ง A และ B มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่อยู่อาศัยหลังนี้ สัญญาฉบับนี้จะถูกนับเป็นสัญญาที่ 2 ของ A ทันที แต่หากกรรมสิทธิ์เป็นของ B เพียงผู้เดียว สัญญานี้จะถือเป็นสัญญาแรกของ B และไม่นับเป็นสัญญาที่ 2 ของ A แต่อย่างใด

ในอีกตัวอย่างหนึ่ง หาก A กับ B เคยกู้ร่วมกันและมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่แล้ว ต่อมา B ต้องการไปขอกู้ซื้อบ้านใหม่คนเดียว สัญญาฉบับใหม่นี้ก็จะถูกนับเป็นสัญญาที่ 2 ของ B เช่นกัน เพราะ B มีกรรมสิทธิ์ในสัญญาแรกอยู่แล้ว ดังนั้น ควรวางแผนเรื่องกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนก่อนกู้ร่วมเสมอ เพราะกรรมสิทธิ์คือปัจจัยหลักที่กำหนดว่าสัญญานั้นจะถูกนับเป็นลำดับที่เท่าไร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเพดาน LTV ที่จะได้รับ
 

มาตรการ LTV ส่งผลกระทบกับใครบ้าง?

มาตรการ LTV สินเชื่อบ้าน เป็นนโยบายวงกว้างที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนหลายภาคส่วนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้ซื้อบ้านหลังแรกถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะกู้ได้เต็ม 100% และอาจกู้เพิ่มตกแต่งบ้านได้อีก 10% ส่วนผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2-3 หรือกลุ่มนักลงทุนต้องเตรียมเงินดาวน์มากขึ้น 10–30% (ในช่วงปกติ) ด้านเจ้าของโครงการอสังหาฯ ก็ได้รับผลกระทบต่อยอดขายและกำลังซื้อของลูกค้าที่อาจเปลี่ยนไป สุดท้ายคือสถาบันการเงิน ที่ต้องปฏิบัติตามเพดาน LTV อย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาคุณภาพของสินเชื่อ

เตรียมตัวให้กู้บ้านผ่านผ่านภายใต้เกณฑ์ LTV

เทคนิคเตรียมตัวอย่างไรให้กู้บ้านผ่านภายใต้เกณฑ์ LTV ?

การเตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อบ้านเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่าเราจะได้รับอนุมัติวงเงินตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีเกณฑ์ LTV เข้ามาเป็นตัวกำหนดเพดานการปล่อยกู้ หากเรามีการวางแผนที่รัดกุมและเข้าใจเงื่อนไขของธนาคาร โอกาสที่จะกู้ผ่านก็จะมีสูงมาก

เตรียมเงินดาวน์ให้เพียงพอตามเกณฑ์ LTV ของสัญญาที่ตนเองอยู่

เทคนิคแรกที่ช่วยให้กู้ผ่านได้ง่ายคือเราต้องทำคือการตรวจสอบว่าตนเองกำลังจะซื้อบ้านเป็นสัญญาที่เท่าไร และราคาบ้านอยู่ในเกณฑ์ใด เพื่อให้ทราบถึงเพดาน LTV ที่ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้จริง สาเหตุที่ต้องรู้ตัวเลขนี้เพราะหากธนาคารไม่ได้ปล่อยกู้เต็ม 100% ส่วนต่างที่เหลือทั้งหมดจะกลายเป็นเงินดาวน์ที่เราต้องใช้เงินสดจ่ายเองในวันทำธุรกรรม หากไม่ได้เตรียมเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับเกณฑ์ LTV จะส่งผลต่อการยื่นกู้บ้าน และพลาดโอกาสในการเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นไป การเริ่มวางแผนออมเงินก้อนนี้ไว้แต่เนิ่น ๆ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เรามีความพร้อมในการกู้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ดูแลเครดิตบูโรให้ดี ไม่มีประวัติค้างชำระ

ประวัติข้อมูลเครดิตบูโรเป็นข้อมูลที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและวินัยทางการเงินของเราในอดีต ธนาคารทุกแห่งจะใช้ข้อมูลเครดิตบูโรเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ การรักษาประวัติการชำระหนี้ให้ตรงเวลา ไม่มีรายการค้างชำระจะช่วยให้ธนาคารมองว่าเราเป็นลูกหนี้ที่ดี หากเรามีประวัติการจ่ายชำระหนี้ล่าช้า หรือมีประวัติการติดหนี้เสีย ธนาคารจะประเมินทันทีว่าเราเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงและมีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ก้อนใหม่ได้ในอนาคต ส่งผลให้ธนาคารอาจปฏิเสธการให้สินเชื่อ หรืออาจลดวงเงินกู้ลงเพื่อป้องกันความเสี่ยงของสถาบันการเงินเอง ดังนั้น การจัดการชำระหนี้สินเดิมให้ตรงกำหนดทุกงวดอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการสร้างโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธนาคารมั่นใจและอนุมัติวงเงินให้เราได้ง่ายขึ้น

คำนวณภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่ให้เกิน 40–50%

การคำนวณภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ DSR (Debt Service Ratio) เป็นสิ่งที่ธนาคารใช้ประเมินว่าเราจะมีความสามารถในการผ่อนชำระค่างวดบ้านไหวหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วเราไม่ควรมีภาระหนี้สินรวมทั้งหมดเกิน 40-50% ของรายได้สุทธิต่อเดือน เหตุผลที่ต้องควบคุมสัดส่วนนี้ไว้ เพราะหากเรามีภาระหนี้เดิม เช่น งวดผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงเกินไป เมื่อนำมาบวกกับค่างวดบ้านที่กำลังจะขอกู้ จะทำให้สภาพคล่องทางการเงินตึงตัวจนเกินรับไหว ธนาคารจึงมักจะไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อป้องกันไม่ให้เราก่อหนี้เกินตัว การปิดเคลียร์หนี้ก้อนเล็ก ๆ ให้หมดก่อนยื่นกู้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดภาระหนี้และช่วยเพิ่มโอกาสในการได้วงเงินกู้บ้านที่สูงขึ้น

เตรียมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

การกู้ซื้อบ้านไม่ได้มีเพียงแค่ราคาบ้านและเงินดาวน์เท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์และการย้ายเข้าอยู่อาศัยจริง สาเหตุที่เราต้องเตรียมเงินสำรองในส่วนนี้เอาไว้ เพราะค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง ค่าประกันภัย รวมถึงค่าตกแต่งซ่อมแซมและค่าส่วนกลางล่วงหน้า มักจะเป็นก้อนเงินสดที่ธนาคารไม่ได้รวมไว้ในวงเงินกู้หลัก หากเราไม่ได้วางแผนเก็บออมเผื่อไว้ อาจทำให้สภาพคล่องทางการเงินติดขัดในช่วงแรกของการย้ายเข้าอยู่ การกันเงินสดสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะช่วยให้เราบริหารจัดการการเงินได้มีประสิทธิภาพและไม่ต้องไปพึ่งพาสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาใช้จ่ายเพิ่มเติมในภายหลัง

สำหรับคนที่มีศักยภาพในการผ่อนชำระสูง ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้ไม่คงที่ หรือผู้ที่ต้องการรักษาเงินสดไว้หมุนเวียนในธุรกิจ การเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อบ้านที่ตอบโจทย์ ด้วยความยืดหยุ่นที่มากกว่าการขอสินเชื่อบ้านแบบเดิม ช่วยให้คุณเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและย้ายเข้าอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องการกู้ธนาคาร การเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) มาพร้อมทีมที่ช่วยวางแผนเรื่องสินเชื่อ ปรับปรุงเครดิตเพื่อการกู้ในอนาคต ทำให้คุณเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในฝันได้โดยไม่ต้องเสียโอกาสทางการเงิน

คำถามที่พบบ่อย

Q: LTV คือ อะไร ย่อมาจากอะไร?

A: LTV ย่อมาจากคำว่า Loan to Value แปลว่า อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน เป็นเกณฑ์ที่ใช้กำหนดว่าธนาคารจะสามารถอนุมัติวงเงินกู้ให้เราได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับราคาประเมินของบ้านหลังนั้น

Q: LTV สินเชื่อบ้านหลังแรก กู้ได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์?

A: หากเป็นบ้านหลังแรกที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตามเกณฑ์ปกติเราสามารถกู้ได้สูงสุดถึง 100% ของราคาบ้าน และอาจได้รับวงเงินกู้เพิ่มเติมสำหรับค่าตกแต่งบ้านได้อีก 10% รวมเป็น 110%

Q: มาตรการ LTV ล่าสุด ผ่อนคลายถึงเมื่อไร?

A: มาตรการผ่อนปรนที่ให้กู้ได้เต็ม 100% ในทุกสัญญานั้น เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือชั่วคราว โดยจะมีผลบังคับใช้ครอบคลุมสำหรับสัญญาสินเชื่อที่ทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

Q: LTV ต่ำ หมายความว่าอย่างไร ต้องเตรียมเงินเท่าไร?

A: อัตรา LTV ที่ต่ำ หมายความว่า ธนาคารจะปล่อยวงเงินกู้ให้ในสัดส่วนที่น้อยลง ซึ่งจะทำให้เราต้องเตรียมเงินสดเพื่อมาจ่ายเป็นเงินดาวน์ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อครอบคลุมส่วนต่างของราคาบ้าน

Q: กู้ร่วมซื้อบ้าน LTV จะนับสัญญาอย่างไร?

A: การกู้ร่วมจะพิจารณานับสัญญาจากกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ไม่ใช่จำนวนสัญญาของผู้กู้ หากผู้กู้ทั้งสองฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน สัญญานี้จะถูกนับเป็นสัญญาที่ 2 ของผู้ที่มีบ้านอยู่แล้ว แต่หากกรรมสิทธิ์เป็นของผู้กู้อีกฝ่ายเพียงคนเดียว สัญญานี้จะไม่ถูกนับเป็นสัญญาเพิ่มของอีกฝ่าย ดังนั้นควรตรวจสอบเรื่องกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนก่อนทำสัญญากู้ร่วมทุกครั้ง

อ้างอิงเพิ่มเติม: https://online.scbprotect.co.th/content/what-is-ltv

ป้ายกำกับ:

แชร์:

บทความอื่นๆ