เผยแพร่เมื่อ 5 พ.ย. 2569

Freehold vs leasehold คืออะไร? ต่างกันอย่างไร แบบไหนคุ้มกว่า
Highlight
การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้าน หรือที่ดิน นอกจากต้องพิจารณาทำเล ราคา และศักยภาพในการเติบโตของพื้นที่แล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ รูปแบบกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะคำว่า Freehold และ Leasehold ที่อาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในการถือครอง มูลค่าทรัพย์สิน และโอกาสในการขายต่อในอนาคต
เราจะพาไปทำความเข้าใจว่า Freehold คืออะไรต่างจาก Leasehold อย่างไร มีข้อดีและข้อจำกัดอะไรบ้าง และแบบไหนเหมาะกับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือการลงทุน เพื่อช่วยให้คุณประเมินความคุ้มค่าและตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
Freehold คืออะไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร?
Freehold คืออะไร? มีความสำคัญยังไงในเรื่องกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ เรารวบรวมมาให้แล้ว
Freehold คืออะไร?
Freehold คือ การถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยผู้ซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย สามารถใช้ประโยชน์ โอน ขาย หรือส่งต่อเป็นมรดกได้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดตามกฎหมาย
สำหรับการซื้อคอนโดมิเนียมแบบ Freehold ผู้ซื้อจะได้รับกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของตนเอง และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินส่วนกลางตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
ในมุมของการลงทุน Freehold มีจุดเด่นเรื่องการถือครองในระยะยาว เพราะไม่มีวันหมดอายุของกรรมสิทธิ์เหมือน Leasehold ทำให้เจ้าของสามารถถือทรัพย์ไว้เพื่ออยู่อาศัย ปล่อยเช่า หรือรอจังหวะขายต่อได้ตามเป้าหมายการลงทุน โดยมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามทำเลและปัจจัยทางเศรษฐกิจ
Freehold มีข้อดีอย่างไร?
การถือครองอสังหาริมทรัพย์แบบ Freehold มีข้อได้เปรียบหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการถือทรัพย์ในระยะยาว แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนี้
ถือครองได้ในระยะยาว เจ้าของมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยไม่ต้องกังวลว่าสิทธิจะสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่า
มีความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์ สามารถอยู่อาศัย ปล่อยเช่า หรือขายต่อได้ตามเงื่อนไขและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว หากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าทรัพย์สินอาจเพิ่มขึ้นตามเวลา
ส่งต่อเป็นมรดกได้ กรรมสิทธิ์สามารถส่งต่อให้ทายาทได้ตามกฎหมาย จึงเหมาะกับผู้ที่วางแผนถือครองทรัพย์สินเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
สามารถซื้อขายได้ในตลาดมือสอง เนื่องจากสามารถถือกรรมสิทธิ์ต่อได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันสิ้นสุดของสัญญาเช่า
Freehold มีข้อเสียอย่างไร?
ราคาซื้ออาจสูงกว่า Leasehold โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในทำเลเดียวกันหรือโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นมากกว่า
มีค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ นอกจากราคาซื้อแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าบำรุงรักษา ค่าธรรมเนียมการโอน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สิน
ใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ การซื้อ Freehold อาจทำให้ผู้ซื้อมีเงินทุนเหลือสำหรับการลงทุนด้านอื่นน้อยลง จึงควรวางแผนสภาพคล่องและภาระหนี้ให้เหมาะสม
ไม่ได้รับประกันว่ามูลค่าทรัพย์จะเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นกรรมสิทธิ์แบบถาวร แต่ราคาขายต่อยังขึ้นอยู่กับทำเล สภาพตลาด ความต้องการซื้อ-เช่าและศักยภาพของโครงการ
อาจใช้เวลาขายต่อหากทำเลหรือทรัพย์ไม่เป็นที่ต้องการ การมีกรรมสิทธิ์ Freehold ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถขายได้ง่ายเสมอไป หากอสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงเกินตลาดหรืออยู่ในทำเลที่มีความต้องการต่ำ
Leasehold คืออะไร มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร?
หลังจากที่ทำความรู้จักกับ Freehold กันไปแล้ว คราวนี้มาทำความเข้าใจ Leasehold คืออะไร? รวมทั้งข้อดีและข้อเสียกันต่อ
Leasehold คืออะไร?
Leasehold คือ สิทธิในการเช่าหรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา โดยผู้ถือสิทธิไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ในประเทศไทย Leasehold มักพบในอสังหาริมทรัพย์บางประเภท เช่น คอนโดมิเนียม โรงแรม หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่มีข้อจำกัดด้านการถือครอง โดยระยะเวลาการเช่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น 30 ปี หรือระยะเวลาอื่นตามที่กฎหมายและสัญญากำหนด
สิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อควรพิจารณา คือ สิทธิของ Leasehold มีอายุจำกัด เมื่อครบกำหนดสัญญา สิทธิในการใช้ประโยชน์จะสิ้นสุดลง เว้นแต่จะมีการต่อสัญญาตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเหลือระยะเวลาการถือครองอีกกี่ปี เงื่อนไขการต่อสัญญาเป็นอย่างไร และสามารถโอนสิทธิดังกล่าวให้ผู้อื่นได้หรือไม่
ในมุมของการลงทุน Leasehold จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องแลกกับระยะเวลาการถือครองที่จำกัด ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาซื้อ ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าและมูลค่าขายต่อ เมื่อระยะเวลาสัญญาเหลือน้อยลง
Leasehold มีข้อดีอย่างไร?
Leasehold มีจุดเด่น คือ สามารถเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพได้ด้วยเงินลงทุนที่อาจต่ำกว่า Freehold แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการถือครองและมูลค่าขายต่อในอนาคต
ราคาซื้อเริ่มต้นอาจต่ำกว่า Freehold ในบางกรณี เนื่องจากผู้ซื้อไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบถาวร ทำให้ราคาอาจต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์ Freehold ที่มีทำเลและลักษณะใกล้เคียงกัน
มีโอกาสเข้าถึงทำเลศักยภาพสูง ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของสิทธิในการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่มีราคาสูง ซึ่งหากซื้อแบบ Freehold อาจต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
เหมาะกับการลงทุนที่มีกรอบเวลาชัดเจน หากวางแผนถือครองและสร้างผลตอบแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด Leasehold เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อรายได้จากค่าเช่ามีความเหมาะสมกับราคาซื้อ
มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า หากทรัพย์ตั้งอยู่ในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง รายได้จากค่าเช่าอาจช่วยสร้างกระแสเงินสดตลอดระยะเวลาที่ถือครองสิทธิ
ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่าในบางกรณี เงินทุนที่ประหยัดได้จากการซื้อ Leasehold เมื่อเทียบกับ Freehold อาจนำไปใช้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นหรือบริหารสภาพคล่องได้
Leasehold มีข้อเสียอย่างไร?
มีระยะเวลาการถือครองจำกัด สิทธิในการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดสัญญา เว้นแต่มีการต่อสัญญาตามเงื่อนไขที่กำหนด
มูลค่าขายต่ออาจลดลงเมื่อระยะเวลาสัญญาเหลือน้อยลง เนื่องจากผู้ซื้อรายใหม่จะได้รับสิทธิในช่วงเวลาที่สั้นลง ทำให้ความน่าสนใจและราคาขายลดลง
การต่อสัญญาอาจมีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เมื่อครบกำหนด Leasehold ผู้ซื้อไม่ควรคิดว่าสามารถต่อสัญญาได้โดยอัตโนมัติ เพราะการต่อสัญญาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา รวมถึงการตกลงกับเจ้าของทรัพย์สินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มีข้อจำกัดในการโอนหรือใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญาและข้อกำหนดของโครงการ จึงควรตรวจสอบสิทธิในการขายต่อ ปล่อยเช่า หรือโอนสิทธิก่อนตัดสินใจ
ไม่เหมาะกับการถือครองเพื่อส่งต่อเป็นมรดกระยะยาว เนื่องจากสิทธิ Leasehold มีอายุจำกัด ทายาทจะได้รับเพียงสิทธิที่เหลืออยู่ตามเงื่อนไขของสัญญา ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบถาวร
ดังนั้นการพิจารณา Leasehold ในฐานะการลงทุนจึงไม่ควรดูเพียง ราคาซื้อที่ถูกกว่า แต่ควรคำนวณผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่เหลือของสัญญา รวมถึงประเมินความสามารถในการปล่อยเช่า ค่าใช้จ่าย และโอกาสในการขายต่อ เพื่อดูว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับเงินลงทุนและระยะเวลาการถือครองหรือไม่
Freehold แตกต่างจาก Leasehold อย่างไร? มีจุดไหนบ้างที่ควรพิจารณา
เนื่องจากกรรมสิทธิ์ Freehold และ Leasehold มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน จุดสำคัญที่ควรนำมาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ มีดังนี้
รูปแบบกรรมสิทธิ์และสิทธิในการถือครอง
Freehold ให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ ขณะที่ Leasehold เป็นการได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา จึงมีความแตกต่างกันตั้งแต่พื้นฐานของสิทธิที่ผู้ซื้อได้รับ
ระยะเวลาการถือครอง
Freehold สามารถถือครองได้โดยไม่มีวันหมดอายุของกรรมสิทธิ์ ส่วน Leasehold มีระยะเวลาจำกัดตามสัญญา ดังนั้น หากวางแผนถืออสังหาริมทรัพย์เป็นเวลานาน ควรพิจารณาว่าระยะเวลาของ Leasehold สอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่
ราคาซื้อและเงินลงทุนเริ่มต้น
Leasehold อาจมีราคาซื้อเริ่มต้นต่ำกว่าในบางกรณีในทำเลหรือโครงการที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ใช้เงินลงทุนไม่มาก อย่างไรก็ตาม ควรเปรียบเทียบราคากับระยะเวลาสิทธิที่เหลืออยู่ ไม่ควรพิจารณาจากราคาซื้อเพียงอย่างเดียว
โอกาสในการสร้างมูลค่าและผลตอบแทน
Freehold มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว ขณะที่ Leasehold ต้องคำนึงถึงระยะเวลาสิทธิที่เหลือ เพราะเมื่อสัญญาใกล้หมดอายุ มูลค่าของสิทธิอาจลดลง
การขายต่อ
Freehold มักมีความได้เปรียบในเรื่องระยะเวลาการถือครอง เนื่องจากผู้ซื้อรายใหม่ได้รับกรรมสิทธิ์ต่อไปโดยไม่ต้องกังวลเรื่องวันหมดอายุของสัญญา ส่วน Leasehold ความน่าสนใจในการขายต่ออาจขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่เหลือและเงื่อนไขการโอนสิทธิ
การส่งต่อมรดก
Freehold สามารถส่งต่อกรรมสิทธิ์เป็นมรดกได้ตามกฎหมาย ขณะที่ Leasehold จะส่งต่อได้ภายใต้สิทธิและเงื่อนไขของสัญญา โดยทายาทจะได้รับสิทธิเท่าที่เหลืออยู่ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ถาวรในทรัพย์สิน
ความเหมาะสมกับเป้าหมายการซื้อ
หากต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว สร้างความมั่งคั่ง หรือถือเป็นทรัพย์สินเพื่อส่งต่อให้ครอบครัว Freehold อาจตอบโจทย์มากกว่า ในทางกลับกัน หากต้องการลงทุนในทำเลศักยภาพด้วยเงินลงทุนที่จำกัดและมีแผนสร้างผลตอบแทนภายในช่วงเวลาที่กำหนด Leasehold ก็อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

มูลค่า Leasehold เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป?
เมื่อระยะเวลา Leasehold เหลือน้อยลง มูลค่าของสิทธิในการใช้ประโยชน์อาจได้รับแรงกดดัน โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้วันสิ้นสุดสัญญา เนื่องจากผู้ซื้อรายใหม่จะได้รับสิทธิในช่วงเวลาที่สั้นลง อย่างไรก็ตาม ราคาตลาดไม่ได้ลดลงตามจำนวนปีที่เหลือแบบตายตัว เพราะยังขึ้นอยู่กับทำเล ความต้องการซื้อ-เช่า รายได้จากค่าเช่า และเงื่อนไขของ โดยปัจจัยที่ทำให้มูลค่า Leasehold เปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไปมีดังนี้
ระยะเวลาสิทธิที่เหลือลดลง
เมื่อจำนวนปีที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์ลดลง มูลค่าของสิทธิ Leasehold ก็มีแนวโน้มลดลงตาม โดยเฉพาะในช่วงที่ใกล้หมดอายุสัญญา
ความสามารถในการสร้างรายได้ลดลงในระยะยาว
สำหรับผู้ที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า จำนวนปีที่เหลืออยู่จะเป็นตัวกำหนดระยะเวลาที่สามารถสร้างรายได้จากทรัพย์ หากเหลือระยะเวลาน้อยลง ผู้ลงทุนอาจต้องนำรายได้ที่คาดว่าจะได้รับมาเปรียบเทียบกับราคาซื้ออย่างรอบคอบมากขึ้น
การขายต่ออาจทำได้ยากขึ้น
เมื่อ Leasehold เหลือระยะเวลาสั้น ผู้ซื้อรายใหม่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาที่สามารถใช้ประโยชน์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ซื้อแคบลงและอาจต้องปรับราคาขายเพื่อให้ดึงดูดใจผู้ซื้อ
ทำเลมีผลต่อการรักษามูลค่า
Leasehold ในทำเลที่มีความต้องการสูง เช่น ย่านธุรกิจหรือแหล่งท่องเที่ยว อาจยังคงได้รับความสนใจแม้ระยะเวลาสิทธิจะลดลง เพราะทำเลสามารถสร้างความต้องการเช่าหรืออยู่อาศัยได้อย่างต่อเนื่อง
เงื่อนไขการต่อสัญญามีความสำคัญ
หากสัญญามีเงื่อนไขการต่ออายุที่ชัดเจนและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ อาจช่วยลดความกังวลของผู้ซื้อได้ แต่ควรพิจารณาเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ไม่ควรประเมินมูลค่าจากการคาดการณ์ว่าจะต่อสัญญาได้เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น หากกำลังพิจารณาซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบ Leasehold ไม่ควรดูเพียงราคาขาย ณ วันที่ซื้อ แต่ควรดูว่าเงินที่จ่ายไปแลกกับสิทธิในการใช้ประโยชน์เป็นระยะเวลากี่ปี และสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากน้อยเพียงใด การเปรียบเทียบราคาซื้อ + ระยะเวลาที่เหลือ + รายได้จากค่าเช่า + โอกาสขายต่อ จะช่วยให้เห็นความคุ้มค่าของ Leasehold ได้ชัดเจนกว่าการดูราคาซื้อเพียงอย่างเดียว
ทำไมทำเลทองบางโครงการถึงเป็น Leasehold?
เมื่อพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทอง เช่น ย่านใจกลางเมือง แหล่งธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว หรือพื้นที่ติดรถไฟฟ้า บางโครงการอาจเป็น Leasehold แม้จะตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากที่ดินในทำเลเหล่านี้มีมูลค่าสูงและมีข้อจำกัดด้านการถือครอง เจ้าของที่ดินบางรายจึงอาจเลือกให้ผู้พัฒนาโครงการเช่าที่ดินระยะยาวแทนการขายกรรมสิทธิ์ ทำให้โครงการที่พัฒนาบนที่ดินดังกล่าวมีรูปแบบเป็น Leasehold
Freehold กับ Leasehold เหมาะกับใคร?
หากคุณกำลังสงสัยว่า Freehold กับ Leasehold เหมาะกับคุณไหม? มาดูกันว่าแต่ละอันเหมาะกับกลุ่มคนที่มีความต้องการแบบไหนบ้าง
Freehold เหมาะกับใคร?
Freehold เหมาะกับผู้ที่ต้องการถือครองทรัพย์ระยะยาวและให้ความสำคัญกับกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีเป้าหมายดังต่อไปนี้
ผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว หากตั้งใจซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่เองเป็นเวลานาน Freehold ช่วยให้สามารถถือครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องวันหมดอายุของสิทธิ
ผู้ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว หากมองอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์สำหรับสะสมความมั่งคั่ง Freehold เปิดโอกาสให้ถือครองทรัพย์และได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าในระยะยาว
ผู้ที่ต้องการส่งต่อทรัพย์สินให้ครอบครัว เนื่องจากกรรมสิทธิ์สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้ จึงเหมาะกับผู้ที่วางแผนถืออสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นทรัพย์สินของครอบครัว
ผู้ที่ให้ความสำคัญกับการขายต่อ Freehold ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาสิทธิที่เหลือเหมือน Leasehold จึงอาจมีความยืดหยุ่นในการขายต่อมากกว่า โดยเฉพาะหากเป็นทรัพย์ในทำเลที่มีความต้องการสูง
ผู้ที่มีเงินทุนเพียงพอ เนื่องจาก Freehold อาจมีราคาซื้อสูงกว่า Leasehold ผู้ซื้อจึงควรมีเงินทุนและสภาพคล่องที่เหมาะสมกับการถือครองทรัพย์ในระยะยาว
Leasehold เหมาะกับใคร?
ในทางกลับกัน Leasehold อาจเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับทำเล ราคา และกรอบเวลาการลงทุนมากกว่า เช่น
ผู้ที่ต้องการลงทุนในทำเลทอง หากต้องการลงทุนในย่านใจกลางเมืองหรือทำเลที่มีที่ดินจำกัด Leasehold อาจเป็นช่องทางในการเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ในทำเลเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อกรรมสิทธิ์แบบ Freehold
นักลงทุนที่มีกรอบเวลาการลงทุนชัดเจน ผู้ที่วางแผนถือครองเพื่อสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่ง อาจพิจารณา Leasehold ได้ หากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเหมาะสมกับระยะเวลาสิทธิที่เหลือ
ผู้ที่ต้องการสร้างรายได้จากค่าเช่า หากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง Leasehold อาจสร้างกระแสเงินสดจากค่าเช่าได้ตลอดช่วงเวลาที่ผู้ลงทุนมีสิทธิในทรัพย์
ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ในบางโครงการ Leasehold อาจมีราคาซื้อเริ่มต้นต่ำกว่า ทำให้สามารถเข้าถึงทำเลที่มีศักยภาพได้ง่ายขึ้นหรือเหลือเงินทุนสำหรับบริหารและลงทุนในสินทรัพย์อื่น
ผู้ที่ไม่ได้วางแผนถือทรัพย์ไว้เป็นมรดกระยะยาว หากเป้าหมายคือการใช้ประโยชน์หรือสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลาที่กำหนด และไม่ได้ตั้งใจส่งต่ออสังหาริมทรัพย์ให้คนรุ่นต่อไป Leasehold อาจตอบโจทย์มากกว่า
แล้วควรเลือกแบบไหนดี?
การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบ Freehold หรือ Leasehold ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพราะความเหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการซื้อ ระยะเวลาที่ต้องการถือครอง งบประมาณ และแผนการลงทุนของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยของอสังหาริมทรัพย์แต่ละโครงการ เช่น ราคา ทำเล คุณภาพ และศักยภาพในการสร้างผลตอบแทน
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรพิจารณา ราคาซื้อ ระยะเวลาการถือครอง ค่าใช้จ่าย ผลตอบแทนจากค่าเช่า และโอกาสในการขายต่อ ควบคู่กัน เพื่อประเมินว่ารูปแบบกรรมสิทธิ์และอสังหาริมทรัพย์นั้นตอบโจทย์เป้าหมายและความคุ้มค่าที่ต้องการหรือไม่
เช็กลิสต์ก่อนซื้อ Leasehold ต้องดูอะไรบ้าง?
การซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบ Leasehold ไม่ควรพิจารณาเพียงราคาขายหรือทำเลเท่านั้น เพราะสิ่งที่ผู้ซื้อกำลังซื้อคือ “สิทธิในการใช้ประโยชน์” ภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น รายละเอียดของสัญญาและระยะเวลาที่เหลือจึงมีผลต่อทั้งความคุ้มค่าและโอกาสในการขายต่อในอนาคต ก่อนตัดสินใจซื้อควรตรวจสอบประเด็นสำคัญให้ครบตามเช็กลิสต์ ดังนี้
เหลือระยะเวลา Leasehold อีกกี่ปี
ควรตรวจสอบระยะเวลาที่เหลืออยู่จริง ไม่ใช่ดูเพียงระยะเวลาที่ระบุว่าโครงการเริ่มต้นด้วยสัญญากี่ปี เพราะจำนวนปีที่เหลือจะมีผลโดยตรงต่อมูลค่าและความน่าสนใจของทรัพย์
ตรวจสอบสถานะของสัญญาและเอกสารสิทธิ
ก่อนทำสัญญาควรตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการเช่าและเงื่อนไขของโครงการให้ละเอียด รวมถึงตรวจสอบว่าข้อมูลที่ผู้ขายหรือผู้พัฒนาโครงการนำเสนอ สอดคล้องกับเอกสารทางกฎหมายหรือไม่ ที่สำคัญคือต้องตรวจสอบว่าสิทธิการเช่าได้จดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินแล้วหรือไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 หากสัญญาเช่าเกิน 3 ปีไม่ได้จดทะเบียน จะฟ้องร้องบังคับสิทธิได้เพียง 3 ปีเท่านั้น แม้สัญญาจะระบุระยะเวลา 30 ปีก็ตาม
เงื่อนไขการต่อสัญญาเป็นอย่างไร
ตรวจสอบว่าสัญญามีค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการต่ออายุหรือไม่ ต้องดำเนินการอย่างไร และไม่ควรนำระยะเวลาที่ “คาดว่าจะต่อได้” มาคิดรวมเป็นระยะเวลาการถือครองโดยอัตโนมัติ หากยังไม่มีข้อผูกพันตามกฎหมายหรือสัญญาที่ชัดเจน
สิทธิที่ผู้ซื้อได้รับมีอะไรบ้าง สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้หรือไม่
อ่านรายละเอียดสัญญาให้ชัดเจนว่าผู้ถือ Leasehold สามารถอยู่อาศัย ปล่อยเช่า โอนสิทธิ หรือขายต่อได้หรือไม่และมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดที่ต้องปฏิบัติตาม
ราคาซื้อคุ้มค่ากับระยะเวลาที่เหลือหรือไม่
อย่าดูเพียงว่า Leasehold มีราคาถูกกว่า แต่ควรนำราคาซื้อมาหารด้วยระยะเวลาสิทธิที่เหลือ และพิจารณาร่วมกับรายได้จากค่าเช่าหรือประโยชน์จากการอยู่อาศัย เพื่อประเมินความคุ้มค่าที่แท้จริง
คำนวณผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า
หากซื้อเพื่อการลงทุนควรประเมินค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ อัตราการเช่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ และช่วงเวลาที่คาดว่าจะถือครอง เพื่อดูว่าผลตอบแทนที่ได้รับเหมาะสมกับเงินลงทุนหรือไม่
ประเมินโอกาสในการขายต่อ
พิจารณาว่าเมื่อถึงวันที่ต้องการขายจะเหลือกรรมสิทธิ์ Leasehold อีกกี่ปี และผู้ซื้อในอนาคตจะมีแรงจูงใจในการซื้อมากน้อยแค่ไหน เพราะระยะเวลาที่เหลือน้อยจะทำให้กลุ่มผู้ซื้อแคบลงและส่งผลต่อราคาขาย
พิจารณาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด
แม้จะอยู่ในทำเลที่ดี แต่ราคาของ Leasehold ยังขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อและเช่า สภาพเศรษฐกิจ และการแข่งขันในตลาด ดังนั้น ทำเลดีไม่ได้หมายความว่าทรัพย์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสมอไป
Leasehold ต่างจากเช่าเพื่อซื้ออย่างไร?

แม้ Leasehold และเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) จะเกี่ยวข้องกับการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน แต่เป็นคนละรูปแบบกันและมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานแตกต่างกันอย่างชัดเจน
Leasehold คือ การได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา โดยไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างถาวร เมื่อสิทธิสิ้นสุดลง การใช้ประโยชน์ก็เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในขณะที่การเช่าเพื่อซื้อเป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เช่าอยู่อาศัยในทรัพย์สินก่อน พร้อมมีสิทธิหรือข้อตกลงในการซื้อทรัพย์นั้นภายใต้เงื่อนไข ราคา และระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จึงเหมาะกับคนที่มีเป้าหมายต้องการเป็นเจ้าของบ้านในอนาคต แต่ยังไม่พร้อมซื้อหรือขอสินเชื่อธนาคารในทันที
การเลือก Freehold หรือ Leasehold ควรพิจารณาจากเป้าหมายและระยะเวลาการถือครอง แต่หากมองในมุมการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์ชัดเจนและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้จริง เพราะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการถือครอง ขายต่อ และส่งต่อทรัพย์ในอนาคต โดยทรัพย์ในระบบ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้จริง ช่วยให้ผู้ซื้อหมดกังวลเรื่องกรรมสิทธิ์ และมั่นใจได้ว่าทรัพย์ที่ซื้อสามารถถือครองและโอนต่อได้จริง
ในขณะเดียวกัน สำหรับคนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่พร้อมกู้ธนาคาร เช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เริ่มต้นมีบ้านได้โดยย้ายเข้าอยู่ก่อน โดยไม่ต้องกู้ธนาคารทันที พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนและเตรียมความพร้อมด้านเครดิตเพื่อขอสินเชื่อในอนาคต รวมถึงสามารถล็อกราคาซื้อไว้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ช่วยลดความกังวลหากราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
Q: คอนโด Leasehold ครบ 30 ปีแล้วเกิดอะไรขึ้น ต่อสัญญาได้ไหม?
A: เมื่อครบกำหนด Leasehold สิทธิการเช่าหรือสิทธิในการใช้ประโยชน์จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ไม่จำเป็นว่าครบ 30 ปีแล้วจะสามารถต่อสัญญาได้โดยอัตโนมัติ ผู้ซื้อก็ควรทราบว่าตามกฎหมาย การต่อสัญญาต้องทำเมื่อสัญญาเดิมสิ้นสุดลงจริงเท่านั้น การรับปากต่อสัญญาล่วงหน้าไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายจนกว่าจะถึงเวลาต่อสัญญาจริง
การต่ออายุจะต้องพิจารณาจากเงื่อนไขของสัญญาและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ก่อนซื้อควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีเงื่อนไขการต่อสัญญาหรือไม่ ต้องดำเนินการอย่างไรและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไหม โดยควรตรวจสอบเอกสารกับผู้เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจ
ที่มา: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540
Q: ซื้อ Leasehold แล้วขายต่อหรือปล่อยเช่าได้หรือเปล่า?
A: สามารถทำได้ในบางกรณี แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ซื้อควรตรวจสอบก่อนว่า Leasehold ดังกล่าวเปิดให้โอนสิทธิหรือปล่อยเช่าต่อได้หรือไม่ รวมถึงมีค่าธรรมเนียมหรือข้อจำกัดอะไรบ้าง โดยเฉพาะการขายต่อ ควรพิจารณาจำนวนปีที่เหลือของ Leasehold เพราะเมื่อระยะเวลาสิทธิลดลง อาจส่งผลต่อความสนใจของผู้ซื้อและราคาขายต่อได้
Q: คอนโด Leasehold ขอสินเชื่อธนาคารได้ไหม?
A: สามารถขอสินเชื่อได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกธนาคารจะรับสินเชื่อสำหรับ Leasehold ทุกโครงการ เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาทั้งคุณสมบัติของผู้กู้และหลักประกัน รวมถึงรายละเอียดของสิทธิ Leasehold และระยะเวลาที่เหลืออยู่ การพิจารณาจึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคารและแต่ละโครงการ
ดังนั้น หากวางแผนใช้สินเชื่อเพื่อซื้อ Leasehold ควรสอบถามธนาคารตั้งแต่ก่อนวางเงินจอง และขอให้ธนาคารประเมินความเป็นไปได้ในการกู้จากทรัพย์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีข้อมูลเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากผู้ให้บริการหลายแห่งให้ตรวจสอบได้
Q: ชาวต่างชาติซื้อคอนโด Freehold ในไทยได้ไหม โควตา 49% คืออะไร?
A: ชาวต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแบบ Freehold ในประเทศไทยได้ ภายใต้เงื่อนไขของพระราชบัญญัติอาคารชุด โดยหลักสำคัญ คือ สัดส่วนกรรมสิทธิ์ของคนต่างด้าวในอาคารชุดต้องไม่เกิน 49% ของเนื้อที่ห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุด จึงมักเรียกว่า “โควตาต่างชาติ 49%”
ดังนั้น หากโควตาต่างชาติของโครงการเต็มแล้ว ชาวต่างชาติอาจไม่สามารถซื้อห้องชุดแบบ Freehold เพิ่มในอาคารนั้นได้ แม้ตัวโครงการจะเปิดขายห้องให้ชาวต่างชาติก็ตาม จึงควรตรวจสอบ Foreign Quota ของโครงการและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานที่ดินก่อนทำสัญญา
ที่มา: กรมที่ดิน
Q: Leasehold ถูกกว่า Freehold กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเรียกว่าคุ้ม?
A: ไม่มีตัวเลขตายตัวว่า Leasehold ต้องถูกกว่า Freehold กี่เปอร์เซ็นต์จึงจะเรียกว่า “คุ้ม” เพราะความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับระยะเวลาสิทธิที่เหลือ ทำเล ราคาซื้อ รายได้จากค่าเช่า ค่าใช้จ่ายและโอกาสในการขายต่อมากกว่าการดูส่วนลดจาก Freehold เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น Leasehold ที่ถูกกว่า Freehold 20% แต่เหลือสิทธิอีกไม่นาน อาจไม่คุ้มเท่ากับ Leasehold ที่ถูกกว่าเพียง 10% แต่มีระยะเวลาสิทธิเหลือยาวและสามารถสร้างรายได้จากค่าเช่าได้ดี
ในมุมการลงทุนจึงควรคำนวณผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่ถือครอง และเปรียบเทียบกับเงินลงทุนและความเสี่ยงที่ได้รับมากกว่ากำหนดว่าต้องถูกกว่า Freehold กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรพิจารณาความเสี่ยง ระยะเวลาการลงทุน สภาพคล่อง และเป้าหมายทางการเงินร่วมกันด้วย
หมายเหตุ: ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ Leasehold การต่อสัญญา การโอนสิทธิ และสินเชื่อมีรายละเอียดแตกต่างกันตามสัญญาและโครงการ หากเป็นการซื้อจริง ควรตรวจสอบเอกสารสิทธิและเงื่อนไขสัญญากับผู้พัฒนาโครงการ สำนักงานที่ดิน และธนาคารที่ต้องการขอสินเชื่อก่อนตัดสินใจ
ที่มา: CBRE Thailand
ป้ายกำกับ:

JUZMATCH คืออะไร รู้ครบจบที่เดียว เกี่ยวกับจัซแมทช์ และโมเดลนวัตกรรมเช่าเพื่อซื้อ Highlight จัซแ...

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน Highlight การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื...

ทางเลือกการลงทุน (Alternative Investment) คิดจะลงทุนอสังหาฯ ทำไมต้องลงทุนกับ JUZMATCH Highlight ...