รวม 10 สไตล์บ้านยอดนิยม 2569 มีแบบไหนบ้าง? เลือกสไตล์ไหนให้ตรงใจคุณ

เผยแพร่เมื่อ 5 พ.ย. 2569

Blog Image

รวม 10 สไตล์บ้านยอดนิยม 2569 มีแบบไหนบ้าง? เลือกสไตล์ไหนให้ตรงใจคุณ
 

Highlight


 

       บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน การเลือกสไตล์บ้านจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญสำหรับคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน ซื้อบ้าน หรือรีโนเวตบ้าน เพราะแต่ละดีไซน์มีทั้งเอกลักษณ์ ความสวยงาม และฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกัน

       บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเทรนด์สไตล์บ้านยอดนิยมในปี2569พร้อมจุดเด่น ข้อควรรู้ และแนะนำว่าแต่ละสไตล์เหมาะกับใคร เพื่อช่วยให้เลือกบ้านที่ตรงใจและตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากที่สุด

 

สไตล์บ้านคืออะไร?ทำไมต้องเลือกตั้งแต่แรก?

       สไตล์บ้าน (House Style)คือ แนวคิดในการออกแบบบ้านที่กำหนดภาพลักษณ์ของตัวอาคาร ทั้งรูปทรง สัดส่วน หลังคา วัสดุ สี และรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม โดยแต่ละสไตล์ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม ภูมิอากาศ และวิถีการอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน

       การเลือกสไตล์บ้านไม่ได้เกี่ยวกับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่ต้องพิจารณา เช่น
 

  • งบประมาณการก่อสร้าง และค่าตกแต่ง
  • โครงสร้าง และฟังก์ชันที่ใช้งานจริง
  • การดูแลรักษาในระยะยาว
  • การแต่งบ้าน และซื้อเฟอร์นิเจอร์
  • ความเหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองไทย
  • มูลค่าของบ้านในอนาคต หากต้องการขาย หรือปล่อยเช่า

 

สไตล์บ้านกับสไตล์ตกแต่งภายในต่างกันอย่างไร?
 

       คำว่า สไตล์บ้านและสไตล์ตกแต่งภายในมีความหมายและขอบเขตที่แตกต่างกัน โดยสไตล์บ้าน (House Style)คือ รูปแบบการออกแบบตัวอาคารตั้งแต่ภายนอก เช่น รูปทรงอาคาร หลังคา หน้าต่าง ประตู วัสดุที่ใช้และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดภาพลักษณ์โดยรวมของบ้าน เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์นหรือบ้านสไตล์มินิมอลแต่ละสไตล์จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน
 

       ในขณะที่สไตล์ตกแต่งภายใน (Interior Design Style)คือ การออกแบบพื้นที่ภายในบ้านให้มีบรรยากาศและอารมณ์ตามที่ต้องการ โดยสามารถเลือกให้แตกต่างจากสไตล์ภายนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสไตล์เดียวกัน เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์นอาจตกแต่งภายในแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่นหรือสไตล์สแกนดิเนเวียนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นได้เช่นกัน

 

เปรียบเทียบสไตล์บ้านกับสไตล์ตกแต่งภายใน



สไตล์บ้านกับทรงบ้านต่างกันอย่างไร?
 

      หลายคนมักเข้าใจว่า "สไตล์บ้าน" และ "ทรงบ้าน" คือเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละองค์ประกอบของการออกแบบบ้าน โดยสไตล์บ้าน คือ แนวคิดการออกแบบภาพรวมของบ้าน ทั้งรูปทรงอาคาร วัสดุ โทนสีและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม เช่น สไตล์โมเดิร์น หรือสไตล์ลอฟท์

 

ส่วนทรงบ้านหรือที่หลายคนเรียกว่า ทรงหลังคาบ้าน คือ รูปแบบของหลังคาที่เลือกใช้ ซึ่งส่งผลต่อการระบายอากาศ การกันแดดกันฝน และภาพลักษณ์ของบ้านโดยตรง เช่น ทรงปั้นหยา ทรงจั่ว หรือทรงเพิงหมาแหงน

 

อย่างไรก็ตาม บ้านสไตล์เดียวกันสามารถใช้ทรงหลังคาได้หลายแบบ เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์นอาจใช้หลังคาเรียบหรือเพิงหมาแหงน ขณะที่บ้านสไตล์ไทยร่วมสมัยมักใช้หลังคาทรงปั้นหยาหรือจั่วผสมปั้นหยาเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

 

ตัวอย่างทรงหลังคาบ้านยอดนิยมในไทย?

 

1.หลังคาทรงจั่ว (Gable Roof)

 

        สไตล์บ้านทรงหลังคาที่พบได้บ่อยที่สุดและเหมาะกับประเทศไทยมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่เกิดจากหลังคาลาดเอียงสองด้านมาบรรจบกันเป็นหน้าจั่วช่วยระบายน้ำฝนและระบายความร้อนใต้หลังคาได้ดี

 

 

2.หลังคาทรงปั้นหยา (Hip Roof)

       หลังคาทรงปั้นหยาสไตล์บ้านยอดฮิตเป็นทรงหลังคาลาดเอียงทั้ง4ด้านมาบรรจบกันด้านบน มีความแข็งแรง รับแรงลมได้ดีและป้องกันแดดฝนได้รอบทิศทาง แต่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าทรงจั่ว จึงนิยมใช้กับบ้านเดี่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะบ้านสองชั้นและบ้านสไตล์ร่วมสมัย
 

 

3.หลังคาทรงเพิงหมาแหงน (Lean-to Roof)

       หลังคาที่ลาดเอียงเพียงด้านเดียวมีด้านหนึ่งสูงและอีกด้านหนึ่งต่ำ ไม่มีสันตรงกลาง โครงสร้างเรียบง่าย ใช้วัสดุน้อย และประหยัดงบ แต่ควรออกแบบความลาดเอียงให้เหมาะสมและมีระบบระบายน้ำฝนที่ดีเพื่อป้องกันน้ำย้อนหรือรั่วซึมในช่วงฝนตกหนัก

 

4.หลังคาทรงเรียบ (Flat Roof)

       หลังคาทรงเรียบหรือหลังคาแบนเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านยอดนิยม คือ หลังคาที่มีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกันช่วยให้รูปทรงอาคารดูเรียบเท่ ทันสมัยและสามารถใช้พื้นที่ด้านบนทำประโยชน์ได้ หากเลือกใช้หลังคาทรงเรียบ ควรทำระบบกันซึมและระบบระบายน้ำตามมาตรฐานเพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในระยะยาว

 

รวม 10 สไตล์บ้านยอดนิยม2569มีอะไรบ้าง?

       รวม 10 เทรนด์ สไตล์บ้านยอดนิยมที่ยังคงเน้นความเรียบง่าย อยู่สบาย ประหยัดพลังงานและปรับให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยมากขึ้น
 

1.บ้านสไตล์โมเดิร์น (Modern)


 

        บ้านสไตล์โมเดิร์นเป็นหนึ่งในสไตล์บ้านยอดนิยมที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องเพราะเน้นความเรียบง่าย ทันสมัยและให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานมากกว่ารายละเอียดตกแต่งที่ซับซ้อน
 

จุดเด่น

  • ถูกออกแบบด้วยรูปทรงของเรขาคณิต
  • พื้นที่โปร่งโล่ง เชื่อมต่อภายในและภายนอก
  • มีกระจกบานใหญ่ช่วยให้มองเห็นพื้นที่ข้างในและข้างนอก
  • ใช้โทนสีเรียบ เช่น ขาว เทา ดำ และน้ำตาล

วัสดุหลัก

  • ปูนเปลือยหรือคอนกรีต
  • กระจก
  • เหล็กหรือโลหะ
  • ไม้

เหมาะกับใคร

  • คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาดูแลรักษาทำความสะอาดบ้าน
  • ผู้ที่ชอบบ้านทันสมัย เรียบง่ายและทนทาน
  • ผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยยืดหยุ่น

 

ข้อควรระวังในไทย

        บ้านสไตล์โมเดิร์นในไทยมักเจอปัญหาบ้านร้อนจัดจากผนัง กระจกบานใหญ่และไม่มีชายคายื่นยาวทำให้ไม่มีร่มเงาช่วยบังแดด จึงควรเลือกกระจกกันความร้อน (Low-E)เพิ่มชายคาหรือใช้ระแนงบังแดดเพื่อลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน รวมถึงปัญหาน้ำรั่วซึมจากหลังคาแบน (Flat Slab)ที่ระบายน้ำไม่ทันในฤดูฝนจึงควรทำระบบกันซึม (Waterproofing)ได้มาตรฐาน ออกแบบความลาดเอียงให้ถูกต้องและทำทางระบายน้ำสำรอง

 

2.บ้านสไตล์มินิมอล (Minimalist)


       บ้านสไตล์มินิมอลได้รับอิทธิพลจากแนวคิด "Less is More" เน้นความเรียบง่าย ลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็น เน้นพื้นที่โล่ง โปร่ง และใช้งานได้จริง

 

จุดเด่น
 

  • ดีไซน์เรียบง่ายสบายตา ไม่มีลวดลายมาก
  • โทนสีธรรมชาติ เช่น สีขาว ครีม เบจ สีเอิร์ธโทนและสีไม้ธรรมชาติ
  • เน้นแสงธรรมชาติ ช่วยให้บ้านดูไม่อึดอัดและรู้สึกผ่อนคลาย
  • เฟอร์นิเจอร์จะเน้นการซ่อนเก็บ (Built-in)เพื่อไม่ให้ห้องดูรก

วัสดุหลัก
 

  • ไม้สีอ่อน
  • คอนกรีต ปูนเปลือยขัดมัน หรือปูนฉาบเรียบ
  • กระจกใส
  • หินธรรมชาติหรือกระเบื้องสีเรียบ

เหมาะกับใคร
 

  • เหมาะกับผู้ที่มีเวลาน้อยในการดูแลบ้าน
  • เหมาะกับผู้ที่ชอบความผ่อนคลายและชอบโทนสีสบายตา
  • ผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่าย โปร่งโล่ง และเป็นระเบียบ

ข้อควรระวังในไทย

       การใช้กระจกบานใหญ่รับแสงทำให้ความร้อนเข้าบ้านและหลังคาไม่มีชายคาทำให้ผนังโดนแดดและฝนตรง ๆ เสี่ยงต่อปัญหารั่วซึมและสีหลุดล่อน หากกระจกหรือบ้านร้อนอบอ้าว ควรติดฟิล์มกรองแสง วางทิศทางลมให้ดีหรือทำช่องระบายอากาศ ที่สำคัญการใช้โทนสีขาวหรือปูนเปลือยอาจเห็นคราบสกปรกที่เกิดคราบดำและเชื้อราได้ง่ายจากฝนและอากาศชื้นในไทย ดังนั้น บ้านสีขาวหรือโทนอ่อนควรเลือกสีภายนอกที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนและป้องกันเชื้อราเพื่อช่วยลดคราบดำจากฝนและความชื้น

 

3.บ้านสไตล์ลอฟท์ (Loft)


       บ้านสไตล์ลอฟท์โดดเด่นด้วยการโชว์โครงสร้างและพื้นผิววัสดุแบบดิบเท่ ได้แรงบันดาลใจจากโรงงานหรือโกดังอุตสาหกรรมจึงให้ความรู้สึกเท่และมีเอกลักษณ์
 

จุดเด่น
 

  • ผนังปูนเปลือย
  • โชว์ท่อและโครงเหล็ก
  • ฝ้าเพดานสูง
  • พื้นที่โล่งต่อเนื่อง

วัสดุหลัก
 

  • คอนกรีตเปลือย
  • ท่อเหล็ก และงานไม้
  • อิฐบล็อก หรืออิฐมอญแดง

เหมาะกับใคร
 

  • ผู้ที่ชื่นชอบสไตล์ดิบ เท่ โล่งโปร่ง
  • โฮมออฟฟิศ
  • ผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยแบบเปิดโล่ง (Open Plan)เช่น สตูดิโอ

ข้อควรระวังในไทย
 

        ปัญหาบ้านสไตล์ลอฟท์ คือ เรื่องความร้อน อากาศชื้นและรอยแตกร้าวจากปูนเปลือยและหลังคาสูงคำแนะนำ คือ ควรเสริมฉนวนกันความร้อน ระบายอากาศใต้หลังคาและปูนเปลือยภายนอกควรเคลือบผิว (Concrete Sealer)เพื่อป้องกันการดูดซับน้ำและการเกิดคราบเชื้อรา

 

4.บ้านสไตล์อินดัสเทรียล (Industrial)

     
       บ้านสไตล์อินดัสเทรียลเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านยอดนิยมที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงงานหรือโกดังในยุคอุตสาหกรรม แม้จะคล้ายลอฟท์ แต่บ้านสไตล์อินดัสเทรียลจะเน้นความเป็นโรงงานมากกว่า ทั้งสี วัสดุ และรายละเอียดของงานเหล็กจึงให้บรรยากาศเข้ม เท่และร่วมสมัย
 

จุดเด่น
 

  • โทนสีเข้มหรือสีโมโนโครม เช่น สีดำ เทา น้ำตาลเข้ม และสีส้มอิฐ
  • โครงเหล็ก ท่อประปาและวัสดุผิวดิบอย่างเด่นชัด
  • ผนังอิฐหรือคอนกรีต
  • ใช้ไฟ และของตกแต่งแนววินเทจ

วัสดุหลัก
 

  • เหล็ก
  • อิฐส้ม
  • ปูนเปลือยคอนกรีต
  • หนังและไม้เก่า

เหมาะกับใคร
 

  • ผู้ที่ชอบสไตล์Urbanไม่ซ้ำใคร
  • เจ้าของคาเฟ่หรือสตูดิโอ
  • ผู้ที่ชอบความเรียบง่ายและต้องการประหยัดงบงานตกแต่งผนัง
  • ผู้ที่ชอบความโปร่งโล่ง ชอบพื้นที่ใช้สอยแบบOpen Spaceเพดานสูง

ข้อควรระวังในไทย
 

        ปัญหาบ้านสไตล์อินดัสเทรียล คือ เรื่องความร้อนจากเพดานสูงและผนังปูนเปลือยรวมถึงปัญหาความชื้นและสนิมจากเหล็ก คำแนะนำ คือ ควรติดฉนวนกันความร้อนบนหลังคา เลือกใช้กระจกตัดแสงหรือติดฟิล์มกรองแสงและออกแบบทิศทางลมให้ถ่ายเทสะดวก ต้องเลือกเหล็กเคลือบกันสนิมและทาน้ำยาเคลือบผิวคอนกรีต (Coating)เสมอเพื่อกันน้ำซึมและฝุ่นผงจากผิวปูน

 

5.บ้านสไตล์ญี่ปุ่นและมูจิ (Japandi)

       บ้านสไตล์ญี่ปุ่น (Japandi)คือ การผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายและอบอุ่นแบบญี่ปุ่น (Japanese Minimalism)กับฟังก์ชันการใช้งานที่เรียบเท่สบายตาแบบสแกนดิเนเวีย (Scandinavian Functionality)จนกลายเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านแบบต่าง ๆ ที่มาแรงในปี2569

 

จุดเด่น
 

  • โทนสีธรรมชาติ เช่น เบจ น้ำตาล เทาอ่อน
  • วัสดุจากธรรมชาติ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ดีไซน์เรียบ ผ้าลินินหรือคอตตอนเพื่อความอบอุ่น
  • พื้นที่เป็นระเบียบ ไม่รก เน้นคุณภาพและการใช้งานจริง
  • ห้องเปิดรับแสงแดดและเพิ่มความสดชื่นด้วยต้นไม้

วัสดุหลัก
 

  • ไม้โอ๊ก ไม้วอลนัท ไม้แอช หรือไม้สีอ่อน
  • ผ้าและเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าลินิน ฝ้าย หรือผ้าคอตตอน
  • ปูนฉาบและหินธรรมชาติ เช่น ปูนเปลือยขัดมัน หินอ่อน
  • เซรามิกงานฝีมือและดินเผา
  • หวาย ไม้ไผ่ และกก

เหมาะกับใคร
 

  • ผู้ที่ชอบความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น เฟอร์นิเจอร์น้อยเน้นประโยชน์ใช้สอย
  • ผู้ที่อยู่คอนโดมิเนียมหรือมีพื้นที่จำกัด
  • ผู้ที่ชอบพักผ่อนหย่อนใจแบบใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ข้อควรระวังในไทย
 

       ในต่างประเทศนิยมผ้าม่านลินินบางที่ไม่กันแสงเพื่อให้ห้องสว่าง แต่แดดเมืองไทยร้อนและแรงมาก การใช้ผ้าบางเกินไปจะทำให้บ้านร้อนและแสงจ้าเกินไป ควรเลือกผ้าที่มีซับในกันยูวีหรือเลือกเท็กซ์เจอร์ผ้าที่หนาขึ้นแต่ยังดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยมักมีอากาศชื้นอาจทำให้เฟอร์นิเจอร์ไม้แท้ งานจักรสาน (หวาย ไม้ไผ่) หรือเครื่องปั้นดินเผาเกิดเชื้อรา หรือผุพังได้ง่าย ต้องเลือกไม้ที่ผ่านการอบแห้งอย่างดีและดูแลรักษาความสะอาดสม่ำเสมอ

 

6.บ้านสไตล์สแกนดิเนเวียน (Scandinavian)

       
       บ้านสแกนดิเนเวียน หรือNordic Styleเน้นความอบอุ่น เรียบง่าย และฟังก์ชันการใช้งาน เหมาะกับการใช้ชีวิตแบบครอบครัวภายใต้แนวคิด "น้อยแต่มาก" (Less is More)และสามารถปรับให้เข้ากับอากาศไทยได้ดี

 

จุดเด่น
 

  • หลังคาทรงจั่วสูง
  • โทนสีสว่าง เช่น สีขาว เทาอ่อน หรือเอิร์ธโทน
  • วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน หรือผ้าลินิน
  • หน้าต่างทรงสูงหรือกระจกบานใหญ่

วัสดุหลัก
 

  • ไม้ เช่น ไม้โอ๊ค ไม้สน หรือไม้เบิร์ช
  • หินและกระเบื้องสีอ่อน
  • กระจกและโลหะโปร่งแสง
  • ผ้าฝ้ายและผ้าลินิน

เหมาะกับใคร
 

  • ผู้ที่ชอบความเรียบง่ายและเป็นระเบียบ
  • ผู้ที่ชอบธรรมชาติและความโปร่งโล่ง
  • ผู้ที่ชอบบรรยากาศบ้านอบอุ่น
 

ข้อควรระวังในไทย
 

       บ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนมีหน้าต่างขนาดใหญ่และผนังโทนสีอ่อนจึงควรเพิ่มกันสาด ฉนวนกันความร้อนและเลือกใช้กระจกเขียวตัดแสงหรือกระจกLow-Eเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด นอกจากนี้ ควรออกแบบช่องเปิดให้รับลมธรรมชาติได้ดีและเลือกสีทาภายนอกที่ทนรังสีUVและคราบน้ำฝนเพื่อช่วยลดปัญหาสีซีดและผนังสกปรกจากสภาพอากาศเมืองไทย

 

7.บ้านสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary)


       บ้านสไตล์ร่วมสมัย คือ การออกแบบบ้านที่ผสมผสานความคลาสสิกในอดีตเข้ากับความทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้อย่างกลมกลืนจึงมีความยืดหยุ่นทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชัน

จุดเด่น
 

  • ดีไซน์เรียบง่ายสะอาดตา
  • หลังคาทรงปั้นหยาหรือจั่ว
  • ใช้วัสดุหลากหลาย
  • เน้นพื้นที่ใช้สอยจริง

วัสดุหลัก
 

  • ไม้
  • กระจก
  • หินธรรมชาติ
  • คอนกรีตและเหล็ก

เหมาะกับใคร
 

  • ครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่อยากยึดติดกับสไตล์เดียว
  • ผู้ที่มองหาความคุ้มค่าและใช้งานได้จริง
  • บ้านที่มีทั้งผู้สูงอายุและเด็ก

ข้อควรระวังในไทย
 

       บ้านสไตล์ร่วมสมัยมักมีกระจกบานใหญ่อาจทำให้บ้านร้อนและเปลืองแอร์หากไม่ติดฟิล์มกรองแสงหรือเลือกกระจกLow-Eรวมถึงควรออกแบบชายคายื่นยาว ทำระแนงบังแดดให้เพียงพอเพื่อลดความร้อน และฝนสาด
 

นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่างความคลาสสิกกับความโมเดิร์น อาจทำให้บ้านดูรกได้ง่ายจึงควรคุมโทนสีแบบEarth Toneหรือหลักการคุมสัดส่วนสี (เช่น60-30-10)เพื่อความสะอาดตาและดูกลมกลืน โดยแบ่งสัดส่วน ดังนี้
 

  • สีหลัก60%สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่
  • สีรอง30%สำหรับเฟอร์นิเจอร์
  • สีไฮไลท์10%สำหรับของตกแต่งชิ้นเล็ก เพื่อดึงสายตาและสร้างจุดเด่นให้ห้องดูมีลูกเล่น

 

8.บ้านสไตล์คลาสสิกและโคโลเนียล (Classic & Colonial)


 

       บ้านสไตล์คลาสสิกและโคโลเนียลได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป โดดเด่นด้วยความสมมาตร เสา และรายละเอียดตกแต่งที่ดูหรูหรา โดยในไทยมักพบการประยุกต์กับบ้านยุคโคโลเนียลในสมัยรัชกาลที่ 5

จุดเด่น

  • เสาและซุ้มโค้งที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมกรีก โรมัน
  • อาคาร และองค์ประกอบต่างๆ สมดุล และสมมาตร
  • ความหรูหราจากบัวปูนปั้น ลายลูกฝักหน้าต่าง หรือเสาโรมัน
  • โทนสีขาว ครีม หรือเอิร์ธโทน
  • ระเบียงกว้างที่มีลวดลายไม้ฉลุหรือราวระเบียง

วัสดุหลัก

  • ปูนปั้นและบัวผนัง
  • หินอ่อน
  • ไม้จริง ไม้ฉลุลาย และไม้ซ้อนเกล็ด (Lap Siding)
  • กระเบื้องลวดลายคลาสสิก

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ชอบบ้านหรู ประณีตแบบผู้ดีตะวันตก และความเป็นไทย
  • ผู้ที่ชอบบรรยากาศบ้านที่อบอุ่น และอ่อนหวาน
 

ข้อควรระวังในไทย

        บ้านสไตล์นี้มักมีเพดานสูงและหลังคาทรงปั้นหยาหรือจั่วผสมที่ทำให้ตัวบ้านร้อนจึงควรมีหน้าต่างบานสูงที่รับลมได้ดีหรือเลือกกระจกตัดแสง ที่สำคัญคือบ้านมักจะมีจุดต่อและรอยต่อเยอะ หากระบบกันซึม (Waterproofing)ไม่ดี น้ำฝนจะซึมเข้าผนังและเกิดคราบน้ำขังได้ง่ายจึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมักสูงกว่าบ้านทั่วไป

 

9.บ้านสไตล์ฟาร์มเฮาส์และคอทเทจ (Farmhouse & Cottage)


 

       บ้านสไตล์ฟาร์มเฮาส์และคอทเทจให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบชนบทตะวันตกมีความเป็นธรรมชาติ และบรรยากาศผ่อนคลาย โดยบ้านสไตล์ฟาร์มเฮาส์ให้ความรู้สึกเรียบง่าย โปร่งโล่ง บรรยากาศชนบทและใช้งานได้จริง ในขณะที่บ้านสไตล์คอทเทจจะมีเสน่ห์แบบยุโรปให้ความรู้สึกอบอุ่น เน้นรายละเอียดตกแต่งและโรแมนติก

 

จุดเด่น

  • หลังคาทรงจั่ว
  • ระเบียงหน้าบ้าน
  • พื้นที่ส่วนกลางใช้งานร่วมกัน
  • หน้าต่างบานใหญ่ทรงสูง
  • สวนและพื้นที่สีเขียว

วัสดุหลัก

  • ไม้และหินธรรมชาติ
  • กระเบื้องสีเข้ม
  • อิฐ เหล็กสีดำ และโลหะ

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ชอบบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง
  • ผู้ที่มองหาบ้านพักตากอากาศ
  • ครอบครัวที่ชอบแชร์พื้นที่ส่วนรวมสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน


ข้อควรระวังในไทย

        บ้านสไตล์นี้มักมีปัญหาเรื่องความร้อนจากหลังคาทรงจั่วสูงจึงควรทำฉนวนกันความร้อนและติดตั้งหน้าต่างหลายบาน ปัญหาจากการใช้ไม้หรืออิฐ หากโดนฝนและความชื้นนาน ๆ จะเกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ ปลวกหรือไม้ผุกร่อน ต้องทาน้ำยาเคลือบกันซึมและเลือกใช้ไม้เทียมแทน รวมถึงออกแบบชายคาให้ยาวขึ้นเพื่อป้องกันฝนสาด

 

10.บ้านสไตล์ไทยประยุกต์ (Thai Oriental)


 

        บ้านไทยประยุกต์ คือ การนำเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมไทยมาผสมกับการออกแบบร่วมสมัย เช่น หลังคาทรงไทย ชายคากว้างและพื้นที่เปิดรับลมเพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตและภูมิอากาศของประเทศไทย
 

จุดเด่น

  • หลังคาทรงจั่วหรือปั้นหยา
  • ชายคายื่นยาว หรือยกพื้นสูง
  • ระเบียงหรือเฉลียงเชื่อมต่อสวน
  • ประตูหน้าต่างบานใหญ่

วัสดุหลัก

  • คอนกรีตผสมไม้
  • อิฐ และกระเบื้องดินเผา
  • หินธรรมชาติ
  • กระจกใส

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ชอบความร่มรื่นและบ้านถ่ายเทอากาศได้ดี
  • ผู้ที่ชอบกลิ่นอายความเป็นไทยแบบร่วมสมัย
  • ครอบครัวที่ชอบทำกิจกรรมร่วมกัน

 

ข้อควรระวังในไทย

       ปัญหาหลักของบ้านสไตล์นี้ คือ หากใช้ไม้จริงจำนวนมากควรเลือกไม้เนื้อแห้งที่ป้องกันปลวก หรือพิจารณาใช้วัสดุทดแทนไม้ เช่น ไฟเบอร์ซีเมนต์ เพื่อความทนทาน รวมถึงออกแบบระบบระบายอากาศ เช่น ช่องลม หน้าต่างบานเกล็ดใต้หลังคา หรือพื้นที่เปิดโล่งเพื่อช่วยระบายความร้อน

 

ควรเลือกสไตล์บ้านแบบไหนดี?
 

       แม้จะมีสไตล์บ้านยอดนิยมให้เลือกมากมาย แต่ไม่มีสไตล์ไหนดีที่สุดสำหรับทุกคนเพราะบ้านที่เหมาะสมควรสอดคล้องกับงบประมาณ ไลฟ์สไตล์และความเหมาะสม หากเลือกได้เหมาะตั้งแต่แรกก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการต่อเติมหรือรีโนเวตในอนาคตได้มาก

 

ถ้างบจำกัด เลือกสไตล์ไหน

       หากมีงบประมาณจำกัดควรเลือกสไตล์บ้านแบบต่าง ๆ ที่มีรูปทรงเรียบง่าย โครงสร้างไม่ซับซ้อน และใช้วัสดุมาตรฐานที่หาได้ง่าย เพราะจะช่วยควบคุมต้นทุนทั้งค่าก่อสร้าง และค่าตกแต่งได้ดี เช่น
 

  • บ้านสไตล์มินิมอลเน้นรูปทรงเรียบง่าย ใช้วัสดุ และการตกแต่งเท่าที่จำเป็น
  • บ้านสไตล์โมเดิร์นที่มีรูปทรงเรขาคณิต และโครงสร้างที่ก่อสร้างง่ายไม่ซับซ้อน
 

       นอกจากนี้ การเลือกหลังคาทรงจั่วหรือเพิงหมาแหงน ยังช่วยลดความซับซ้อนของงานก่อสร้างได้มากกว่าหลังคาหลายระดับ และหากต้องการบ้านไม้ ควรเลือกไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือไม้สังเคราะห์แทนไม้จริง เพราะทนแดด ทนฝน และดูแลรักษาง่ายกว่า

 

ถ้ากลัวร้อนและดูแลยาก เลือกสไตล์ไหน

       ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้นเกือบตลอดปี การเลือกบ้านที่รับลม ระบายความร้อนได้ดีและใช้วัสดุที่ทนแดดฝน จะช่วยลดค่าไฟและค่าบำรุงรักษาในระยะยาว เช่น
 

  • บ้านสไตล์ไทยประยุกต์ มีชายคายาว ช่องเปิดขนาดใหญ่ และระบายอากาศได้ดี
  • บ้านสไตล์ร่วมสมัย มักใช้หลังคาทรงจั่วหรือทรงปั้นหยา ซึ่งช่วยระบายความร้อนและกันฝนได้ดี
 

        เพื่อให้บ้านเย็นขึ้นควรติดตั้งกันสาดหรือชายคา ใช้กระจกกันความร้อน เช่น กระจกLow-Eหรือกระจกเขียวตัดแสง เพิ่มฉนวนใต้หลังคาและปลูกต้นไม้ช่วยบังแดดรอบบ้านจะช่วยลดความร้อนสะสมและประหยัดพลังงานได้มากขึ้น

 

ถ้ามีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ เลือกสไตล์ไหน
 

       บ้านสำหรับครอบครัวควรให้ความสำคัญกับUniversal Designหรือการออกแบบที่ทุกวัยใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากกว่าแค่เลือกสไตล์ที่สวย เช่น
 

  • บ้านสไตล์โมเดิร์นเน้นพื้นที่ใช้สอยแบบเปิด ทำให้สมาชิกในบ้านมองเห็นและเชื่อมต่อกันได้ง่าย
  • บ้านสไตล์ไทยประยุกต์มีเฉลียงและพื้นที่พักผ่อน พร้อมช่องเปิดที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี
  • บ้านสไตล์ร่วมสมัยปรับฟังก์ชันและต่อเติมพื้นที่ใช้งานได้ง่าย รองรับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวในอนาคต
  • บ้านสไตล์มินิมอลมีพื้นที่โล่ง เป็นระเบียบ ลดมุมอับและสิ่งกีดขวางภายในบ้าน
 

        นอกจากนี้ ควรเลือกพื้นกันลื่น ทางเดินกว้าง และลดระดับพื้นต่างระดับ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
 

ถ้าคิดเรื่องขายต่อ เลือกสไตล์ไหน
 

        สำหรับคนที่มองบ้านเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสินทรัพย์ การเลือกสไตล์บ้านยอดนิยมที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบจะช่วยเพิ่มโอกาสขายต่อหรือปล่อยเช่าได้ง่ายกว่า เช่น
 

  • บ้านสไตล์โมเดิร์นดีไซน์เรียบ ทันสมัย และตอบโจทย์ผู้ซื้อได้หลายช่วงวัย
  • บ้านสไตล์มินิมอลเป็นสไตล์ที่คนรุ่นใหม่นิยม เพราะโปร่ง สะอาด และตกแต่งต่อได้ง่าย
  • บ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนให้บรรยากาศอบอุ่น น่าอยู่ เหมาะกับครอบครัวยุคใหม่
  • บ้านสไตล์คลาสสิกและโคโลเนียลมีภาพลักษณ์หรูหรา เหมาะกับตลาดบ้านระดับกลางถึงระดับบน
 

        อย่างไรก็ตาม มูลค่าขายต่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับสไตล์บ้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับทำเล คุณภาพวัสดุ การดูแลรักษาและแปลนบ้านที่ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาวด้วย

 

สไตล์บ้านแบบไหนเหมาะกับอากาศเมืองไทยที่สุด?
 

        ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น (Tropical Climate)มีอุณหภูมิสูง ความชื้นมากและฝนตกหนักในหลายช่วงของปี ดังนั้นการเลือกสไตล์บ้านไม่ควรดูแค่ความสวยงาม แต่ควรคำนึงถึงการระบายความร้อน การป้องกันฝน และการเลือกวัสดุที่ทนต่อความชื้นด้วย
 

โดยทั่วไปบ้านที่เหมาะกับเมืองไทยมักมีลักษณะดังนี้

  • หลังคาที่ช่วยกันแดดและระบายน้ำฝนได้ดี
  • ช่องเปิดรับลมธรรมชาติหลายทิศทาง
  • ชายคายื่นยาว ลดแดดและฝนสาด
  • ใช้วัสดุที่ทนความชื้น เชื้อรา และปลวก
 

ทรงหลังคากับแดดและฝน

        หลังคาเป็นส่วนที่รับแดดและฝนมากที่สุด การเลือกทรงหลังคาที่เหมาะสมจะช่วยให้บ้านเย็นขึ้น ระบายน้ำฝนได้ดี และลดปัญหารั่วซึมในระยะยาว
 

  • หลังคาทรงจั่วเป็นทรงที่เหมาะกับอากาศเมืองไทย เพราะมีความลาดเอียงทั้งสองด้าน ช่วยระบายอากาศใต้หลังคาและระบายน้ำฝนได้รวดเร็ว มักพบในบ้านสไตล์ไทยประยุกต์ สแกนดิเนเวียน และฟาร์มเฮาส์
  • หลังคาทรงปั้นหยาช่วยกันแดดและฝนได้รอบทิศทาง รับแรงลมได้ดี จึงนิยมใช้กับบ้านสไตล์ไทยประยุกต์และบ้านสไตล์ร่วมสมัย
  • หลังคาทรงเพิงหมาแหงนมีความลาดเอียงไปด้านเดียว ทำให้ระบายน้ำฝนได้รวดเร็ว และให้ลุคทันสมัย เหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์น
  • หลังคาทรงเรียบให้ภาพลักษณ์เรียบเท่าทันสมัยและใช้พื้นที่ด้านบนทำประโยชน์ได้ แต่ต้องทำระบบกันซึมและความลาดเอียงให้ได้มาตรฐาน มักพบในบ้านสไตล์โมเดิร์นและลอฟต์
 

วัสดุกับความชื้นและเชื้อรา

       อากาศร้อนชื้นของไทยทำให้บ้านมีโอกาสเกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ และความเสียหายจากความชื้นได้ง่าย การเลือกวัสดุที่ทนต่อสภาพอากาศจึงช่วยให้บ้านดูแลรักษาง่าย และใช้งานได้ยาวนาน

       บ้านสไตล์โมเดิร์นและบ้านสไตล์มินิมอลมักเลือกใช้วัสดุผิวเรียบที่ทำความสะอาดง่าย เช่น โลหะเคลือบกันสนิม ไม้สังเคราะห์หรือไม้เทียม (WPC)ที่ทนแดด และความชื้น รวมถึงสีทาภายนอกชนิดกันเชื้อราและตะไคร่น้ำซึ่งช่วยลดคราบดำและยืดอายุผนังบ้านในระยะยาว
 

ช่องเปิดกับการระบายอากาศ

        การออกแบบช่องเปิดเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านอยู่สบายในอากาศเมืองไทย เพราะช่วยให้อากาศถ่ายเท ลดความร้อนสะสมภายในบ้าน และลดการใช้เครื่องปรับอากาศ
 

       สไตล์บ้านที่โดดเด่นเรื่องการระบายอากาศ ได้แก่ บ้านสไตล์ไทยประยุกต์ ที่มีช่องเปิดหลายด้านและชายคายาว บ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนที่ใช้หน้าต่างขนาดใหญ่รับแสงและลมธรรมชาติและ บ้านสไตล์ร่วมสมัยที่ออกแบบตำแหน่งหน้าต่างให้เกิดการไหลเวียนของลม (Cross Ventilation)
 

       หากต้องการให้บ้านเย็นขึ้นควรจัดวางหน้าต่างและประตูให้อยู่คนละด้านของตัวบ้านเพื่อรับลมธรรมชาติ เพิ่มช่องระบายอากาศใต้หลังคาและเลือกกระจกกันความร้อน เช่น กระจกLow-Eหรือกระจกเขียวตัดแสงเพื่อลดความร้อนจากแสงแดดโดยไม่ลดความสว่างภายในบ้าน

 

เลือกสไตล์บ้านให้ตรงใจต้องดูอะไรบ้าง?
 

ก่อนตัดสินใจเลือกสไตล์บ้านยอดนิยม ลองพิจารณา4ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
 

1. ไลฟ์สไตล์และสมาชิกในบ้าน

       หากอยู่คนเดียวหรือเป็นคู่รัก บ้านสไตล์มินิมอลหรือบ้านสไตล์ญี่ปุ่นและมูจิจะเหมาะกับการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า เน้นความเรียบง่าย โปร่งโล่ง และดูแลรักษาง่าย ขณะที่ครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ควรเลือกสไตล์บ้านร่วมสมัย บ้านสไตล์โมเดิร์นหรือบ้านสไตล์ไทยประยุกต์ที่สามารถออกแบบพื้นที่ตามหลักUniversal Designได้ เช่น มีห้องนอนชั้นล่าง ทางเดินกว้าง และพื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมต่อกัน
 

สำหรับคนที่ทำงานจากบ้าน (Work from Home)บ้านสไตล์โมเดิร์นและบ้านสไตล์ร่วมสมัยจะตอบโจทย์มากกว่าเพราะสามารถแบ่งพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อนได้อย่างเป็นสัดส่วน โดยยังคงความโปร่งและรับแสงธรรมชาติได้ดี

 

2. งบก่อสร้างและงบดูแลระยะยาว

       นอกจากงบสร้างบ้านแล้ว ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตลอดอายุการใช้งานของบ้านด้วยเพราะสไตล์บ้านแต่ละแบบมีต้นทุนระยะยาวไม่เท่ากัน ทั้งค่าทาสี ซ่อมแซมวัสดุและค่าไฟฟ้า
 

บ้านสไตล์โมเดิร์นและบ้านสไตล์มินิมอลมักควบคุมงบก่อสร้างได้ง่ายเพราะรูปทรงอาคารไม่ซับซ้อน ใช้วัสดุมาตรฐานและตกแต่งน้อยชิ้นทำให้ทั้งค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาอยู่ในระดับที่จัดการได้ง่าย

 

3. ข้อกำหนดของโครงการหรือหมู่บ้านจัดสรร

       หากซื้อบ้านในโครงการหรือวางแผนสร้างบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ควรตรวจสอบ ข้อกำหนดด้านการออกแบบ (Design Guideline)ก่อนเลือกสไตล์บ้านเพราะหลายโครงการมีเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบภายนอกของบ้านเพื่อให้ภาพรวมของโครงการมีความเป็นระเบียบและมีมาตรฐานเดียวกัน ข้อกำหนดที่พบได้บ่อย เช่น
 

  • จำกัดโทนสีของผนังภายนอก
  • กำหนดรูปแบบหรือความสูงของหลังคา
  • จำกัดวัสดุที่ใช้บริเวณหน้าบ้านหรือรั้ว
  • กำหนดระยะร่นและการต่อเติมอาคาร
 

       ตัวอย่างเช่น หากต้องการรีโนเวตบ้านให้เป็นสไตล์มินิมอลทั้งหลัง แต่โครงการกำหนดให้ใช้หลังคาทรงปั้นหยา และสีโทนครีม ก็อาจต้องปรับดีไซน์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของโครงการก่อนดำเนินการ การตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยหลีกเลี่ยงการแก้ไขแบบหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายหลัง

 

4. มูลค่าตอนขายต่อ

       หากมองบ้านเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและการลงทุน สไตล์บ้านยอดนิยมมีผลต่อความน่าสนใจของบ้านในตลาดขายต่อไม่น้อยเพราะผู้ซื้อส่วนใหญ่มักเลือกบ้านที่ดีไซน์ใช้งานง่าย ตกแต่งต่อได้สะดวก และไม่ตกเทรนด์เร็ว
 

       บ้านสไตล์โมเดิร์นและบ้านสไตล์มินิมอลถือเป็นตัวเลือกที่ขายต่อได้ง่าย เพราะดีไซน์เป็นกลาง เข้ากับผู้ซื้อหลายกลุ่ม และสามารถรีโนเวต หรือเปลี่ยนการตกแต่งภายในได้ง่ายโดยไม่ต้องปรับโครงสร้างมาก
 

       ส่วนบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนและบ้านสไตล์ร่วมสมัยก็ได้รับความนิยมต่อเนื่องเพราะให้ภาพลักษณ์อบอุ่น น่าอยู่และตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ขณะที่บ้านสไตล์คลาสสิกและโคโลเนียลเหมาะกับตลาดบ้านระดับกลางถึงระดับบนเพราะมีดีไซน์ที่โดดเด่นและให้ภาพลักษณ์หรูหราเหนือกาลเวลา
 

       เมื่อเลือกสไตล์บ้านที่ตรงใจได้แล้วอีกเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน คือ การวางแผนซื้อบ้านให้เหมาะกับความพร้อมทางการเงินเพราะหลายคนอาจเจอบ้านในฝันแล้วแต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องการขอสินเชื่อหรือยังไม่พร้อมกู้ธนาคารในวันนี้
 

       หากยังไม่พร้อมกู้บ้านJUZMATCH (จัซแมทช์)เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจด้วยโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own)ที่ให้คุณเข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการได้ก่อน พร้อมล็อกราคาซื้อไว้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาเพื่อช่วยลดความกังวลหากราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
 

       ระหว่างช่วงเวลาเช่ายังสามารถเตรียมความพร้อมด้านการเงินและเครดิต รวมถึงจัดการเอกสารทางการเงินให้พร้อมสำหรับการยื่นสินเชื่อในอนาคตจึงเหมาะกับผู้ที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เข้าเกณฑ์สินเชื่อในวันนี้

 

คำถามที่พบบ่อย

Q:สไตล์บ้านกับสไตล์ตกแต่งภายใน ต้องเป็นแบบเดียวกันไหม?

A:ไม่จำเป็น สไตล์บ้านและสไตล์ตกแต่งภายในสามารถเป็นคนละสไตล์กันได้เพราะทั้งสองอย่างมีหน้าที่ต่างกัน โดยสไตล์บ้าน คือ รูปแบบงานสถาปัตยกรรมภายนอก เช่น รูปทรงอาคาร หลังคา และวัสดุ ส่วนสไตล์ตกแต่งภายใน คือ การเลือกสี เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศภายในบ้าน

ตัวอย่างเช่น บ้านสไตล์โมเดิร์นสามารถตกแต่งภายในแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่นและมูจิ หรือบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นได้

Q:สไตล์บ้านแบบไหนสร้างประหยัดที่สุด?

A:หากเน้นควบคุมงบประมาณ บ้านสไตล์มินิมอลและบ้านสไตล์โมเดิร์นมักเป็นตัวเลือกที่สร้างประหยัดที่สุดเพราะมีรูปทรงอาคารเรียบง่าย โครงสร้างไม่ซับซ้อนและใช้วัสดุมาตรฐานที่หาได้ง่ายในท้องตลาด

การเลือกแบบบ้านที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม หลังคาทรงจั่วหรือเพิงหมาแหงนและลดรายละเอียดตกแต่งภายนอกจะช่วยลดทั้งค่าก่อสร้างและค่าแรงได้ นอกจากนี้ยังต่อเติมหรือรีโนเวตในอนาคตได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับบ้านที่มีรายละเอียดสถาปัตยกรรมจำนวนมาก

Q:บ้านสไตล์โมเดิร์นร้อนจริงไหม แก้ได้ยังไง?

A:ไม่เสมอไป บ้านสไตล์โมเดิร์นจะร้อนเมื่อออกแบบที่ใช้กระจกขนาดใหญ่ หลังคาเรียบหรือชายคาสั้น ซึ่งทำให้แสงแดดเข้าสู่ตัวบ้านได้มากซึ่งไม่เหมาะกับอากาศประเทศไทย วิธีแก้คือออกแบบบ้านให้เหมาะกับอากาศเมืองไทย เช่น

  • เพิ่มชายคาหรือกันสาดเพื่อบังแดด
  • ใช้กระจกกันความร้อน (Low-E)หรือกระจกตัดแสง
  • ติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา
  • ออกแบบช่องเปิดให้เกิดการระบายอากาศแบบCross Ventilation

เมื่อปรับองค์ประกอบเหล่านี้ บ้านสไตล์โมเดิร์นก็สามารถอยู่เย็นและช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศได้มากขึ้น

Q:ซื้อบ้านมือสองแล้วอยากเปลี่ยนสไตล์ทำได้แค่ไหน?

A:ทำได้ในหลายระดับขึ้นอยู่กับโครงสร้างเดิมของบ้านและงบประมาณที่มี หากเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศภายนอก เช่น สีผนัง วัสดุกรุผนัง ระแนง หรือประตูหน้าต่าง สามารถเปลี่ยนให้บ้านดูเป็นสไตล์โมเดิร์น มินิมอล หรือสไตล์สแกนดิเนเวียน ได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างหลัก

แต่หากต้องการเปลี่ยนรูปทรงหลังคา ขยายพื้นที่ หรือปรับแปลนภายใน อาจต้องให้สถาปนิกหรือวิศวกรประเมินโครงสร้างก่อน โดยเฉพาะบ้านในโครงการจัดสรรที่อาจมีข้อกำหนดเรื่องการต่อเติมและรูปแบบภายนอกของบ้าน

Q:สไตล์บ้านมีผลกับราคาขายต่อไหม?

A:มีผลในระดับหนึ่งเพราะสไตล์บ้านยอดนิยมส่งผลต่อความน่าสนใจของบ้านในสายตาผู้ซื้อ บ้านที่มีดีไซน์เรียบง่าย ใช้งานได้จริงและไม่ตกเทรนด์ มักเข้าถึงผู้ซื้อได้กว้างกว่าและขายต่อได้ง่ายกว่า ปัจจุบันบ้านสไตล์โมเดิร์น บ้านสไตล์มินิมอล บ้านสไตล์สแกนดิเนเวียน และบ้านสไตล์ร่วมสมัย เป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง เพราะสามารถตกแต่งต่อได้ง่าย และเหมาะกับหลายไลฟ์สไตล์

อย่างไรก็ตาม มูลค่าขายต่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับสไตล์บ้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับทำเล คุณภาพวัสดุ การดูแลรักษา แปลนบ้าน และสภาพโดยรวมของบ้านด้วย บ้านที่ออกแบบให้เหมาะกับอากาศเมืองไทย และดูแลรักษาง่าย มักมีความได้เปรียบในตลาดเมื่อถึงเวลาขายต่อ

 

 

 

 

ป้ายกำกับ:

แชร์: