เผยแพร่เมื่อ 18 ส.ค. 2569

Highlight
รวมวิธีลงทุนอสังหาฯ ด้วยทุนน้อย หรือแทบไม่ใช้เงินก้อน ทำยังไง ?
ตารางเทียบลงทุนอสังหาฯ แต่ละวิธีใช้เงินเท่าไหร่ เสี่ยงแค่ไหน ?
ปลดล็อกข้อจำกัดมือใหม่ อยากลงทุนอสังหาฯ ให้สำเร็จและปลอดภัยต้อง JUZMATCH
เมื่อพูดถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักนึกถึงการใช้เงินก้อนโตหลักล้านบาท ทำให้มนุษย์เงินเดือนหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม แต่ในโลกของการเงินและการลงทุนยุคปัจจุบันการ ลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินทุนส่วนตัวน้อยมาก สามารถทำได้จริงหากมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการสินเชื่อและทรัพยากรที่มีอยู่
บทความนี้ JUZMATCH (จัซแมทช์) จะพาไปทำความเข้าใจว่าการลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน ทำได้จริงไหม และมีเทคนิคไหนบ้างที่ทำให้การเริ่มต้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน
ลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน คือ แนวคิดของการลงทุนอสังหาที่ไม่ใช้เงินในการลงทุน ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้หมายความว่าไม่มีการใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว (เพราะมักจะมีค่าใช้จ่ายแฝงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าเอกสาร หรือค่ามัดจำเบื้องต้น) แต่นิยามที่แท้จริงคือ "การใช้เงินทุนส่วนตัวให้น้อยที่สุด" หรือ "ไม่ใช้เงินก้อนของตัวเองเลย" โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการ โดยใช้หลักการที่ชื่อว่า Leverage และ OPM (Other People's Money) เข้ามาช่วย
หัวใจสำคัญของการลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน คือ การใช้พลังของ Leverage (การงัดข้อ) และหลักการ OPM หรือ Other People's Money (เงินของคนอื่น) ซึ่งมักหมายถึงเงินกู้จากสถาบันการเงิน นักลงทุนจะใช้ "เครดิตความน่าเชื่อถือ" ของตนเองเป็นใบเบิกทางในการกู้เงินมาซื้อทรัพย์สิน จากนั้นนำทรัพย์สินนั้นไปสร้างรายได้ เช่น การปล่อยเช่า เพื่อให้นำรายได้นั้นมาผ่อนชำระคืนธนาคารแทนตนเอง
ลงทุน 2 แบบ ใช้ "ทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว" สร้างรายได้ vs เริ่มจากศูนย์ด้วยทุนน้อย
การลงทุนรูปแบบนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางหลัก คือ
การนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด เช่น มีห้องว่าง ที่ดินเปล่า หรือพื้นที่หน้าบ้าน นำมาปล่อยเช่าเพื่อสร้างกระแสเงินสดโดยไม่ต้องลงทุนซื้อทรัพย์ใหม่
การเริ่มต้นจากศูนย์โดยใช้ทุนน้อยที่สุด เช่น การเป็นนายหน้า หรือการใช้เครดิตยื่นกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ 100%
สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นแต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน การเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับตนเองคือสิ่งสำคัญ นี่คือ 7 วิธีที่ช่วยให้สามารถลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน หรือใช้ทุนเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย
วิธีที่คลาสสิกที่สุดในการเข้าสู่วงการโดยไม่ต้องใช้เงินทุน คือการเป็นนายหน้าอิสระ (Freelance Broker) หน้าที่คือการจับคู่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือผู้เช่าและผู้ให้เช่า โดยผลตอบแทนจะอยู่ในรูปแบบของค่านายหน้า (Commission) ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 3% ของราคาขาย หรือเท่ากับค่าเช่า 1 เดือน วิธีนี้ใช้เพียงทักษะการเจรจา การทำการตลาด และเวลา
การเก็งกำไรระยะสั้นที่ใช้เงินเริ่มต้นเพียงหลักพันถึงหลักหมื่นบาท คือการเข้าไปจองคอนโดมิเนียม หรือบ้านในรอบพรีเซล (Pre-sale) ที่มีราคาถูกกว่าตลาด จากนั้นนำใบจอง หรือสัญญาผ่อนดาวน์มาประกาศขายต่อบวกกำไรส่วนต่างก่อนที่จะถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์จริง
หากไม่มีเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อทรัพย์สิน สามารถใช้วิธีขอเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวจากเจ้าของเดิม (ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร) แล้วนำมาตกแต่ง หรือแบ่งห้องใหม่ เพื่อปล่อยเช่าช่วงต่อในราคาที่สูงกว่า หรือทำเป็นที่พักรายวัน (Airbnb) เพื่อรับส่วนต่างกำไร
นี่คือวิธีที่นักลงทุนนิยมใช้มากที่สุดสำหรับแนวคิดลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงินคือการมองหาทรัพย์ที่ขายต่ำกว่าราคาประเมิน (Below Market Value) แล้วใช้เครดิตของตนเองยื่นขอสินเชื่อเต็มจำนวน 100% (หรือเกิน 100% เพื่อนำส่วนต่างมาตกแต่ง) จากนั้นหาผู้เช่าเพื่อนำค่าเช่ามาจ่ายค่างวดธนาคารในแต่ละเดือน
สำหรับผู้ที่มีเงินทุนจำกัดหลักร้อยหรือหลักพันบาท การซื้อหน่วยลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ เป็นทางเลือกที่ใช้ทุนน้อยมาก แต่มีโอกาสรับเงินปันผลจากค่าเช่าของโครงการขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรืออาคารสำนักงาน
การมองหาโอกาสจากสิ่งรอบตัว เช่น นำห้องนอนที่ว่างอยู่มาปรับปรุงปล่อยเช่า แบ่งพื้นที่หน้าบ้านให้ร้านค้ารายย่อยเช่าขายของ หรือแม้แต่การปล่อยเช่าพื้นที่จอดรถ วิธีนี้แทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม แต่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง
อีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนโดยแทบไม่ต้องใช้เงินก้อนของตัวเอง คือ การลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) ของ JUZMATCH โดยนักลงทุนสามารถใช้เครดิตทางการเงินของตนเองในการลงทุน และมีผู้เช่าที่ต้องการซื้อบ้านจริง (Real Demand) รออยู่แล้ว แพลตฟอร์มจะทำหน้าที่คัดกรองผู้เช่า เก็บค่าเช่า และชำระค่าผ่อนธนาคารแทนให้ในแต่ละเดือน นักลงทุนจึงรับผลตอบแทนตามสัญญาโดยไม่ต้องเหนื่อยหาผู้เช่าหรือบริหารทรัพย์เอง เหมาะกับผู้ที่อยากเริ่มลงทุนอสังหาฯ แต่มีเวลาหรือประสบการณ์จำกัด
เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพรวม และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบแต่ละรูปแบบการลงทุนอสังหาว่าใช้เงินเท่าไหร่ และมีความท้าทายระดับใด
|
วิธีลงทุน |
เงินลงทุนเริ่มต้น (ประมาณ) |
ระดับความเสี่ยง |
รูปแบบการสร้างรายได้ |
|
เป็นนายหน้าอสังหา |
0 - 1,000 บาท (ค่าเดินทาง และโทรศัพท์) |
ต่ำมาก |
ค่านายหน้า (Commission) |
|
ขายใบจอง หรือขายดาวน์ |
5,000 - 50,000 บาท |
สูง (หากขายไม่ออกก่อนโอน) |
กำไรส่วนต่างระยะสั้น (Capital Gain) |
|
เช่าช่วงทำกำไร |
10,000 - 100,000 บาท (ค่ามัดจำ หรือตกแต่ง) |
ปานกลาง |
กระแสเงินสดรายวัน หรือรายเดือน |
|
ซื้อทรัพย์ด้วยสินเชื่อ |
0 บาท (กรณีใช้เครดิตยื่นกู้ได้ 100%) |
ปานกลาง - สูง (เสี่ยงห้องว่าง) |
ค่าเช่ารายเดือน (Passive Income) |
|
กองทุนรวมอสังหา และ REIT |
1,000 บาทขึ้นไป |
ปานกลาง |
เงินปันผล |
|
สร้างรายได้จากพื้นที่เดิม |
0 - 10,000 บาท (ค่าปรับปรุงเล็กน้อย) |
ต่ำ |
ค่าเช่ารายเดือน (Passive Income) |
|
ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเช่าเพื่อซื้อ |
0 บาท เมื่อลงทุนด้วยเครดิต หรือตามราคาทรัพย์เมื่อลงทุนด้วยเงินสด |
ต่ำ เพราะมีผู้เช่ารออยู่แล้วและทาง JUZMATCH มีรับประกันผลตอบแทนตามสัญญา |
ผลตอบแทนตามสัญญาเริ่มต้น 6% ต่อสัญญาสำหรับการลงทุนด้วยเครดิต |
หมายเหตุ: ข้อมูลในตารางดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น ตัวเลขเงินลงทุน ระดับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่จะได้รับจริง ย่อมมีความแตกต่างกันออกไป โดยต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง สภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ณ ขณะนั้นด้วย

การจะประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์ลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน โดยเฉพาะการใช้สินเชื่อธนาคาร และการเจรจาต่อรอง ผู้ลงทุนจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านประวัติทางการเงิน และทักษะส่วนบุคคล ดังนี้
คุณสมบัติการเงิน และเครดิต
สถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากหลักฐาน และความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้กู้เป็นหลัก
ประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรต้องปกติ ไม่มีการค้างชำระ จ่ายล่าช้า หรือปรับโครงสร้างหนี้ เพราะนี่คือด่านแรกที่ธนาคารใช้ประเมินความเสี่ยง
ต้องมีหลักฐานแสดงรายได้ที่ชัดเจน เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio) ไม่ควรสูงเกินไป โดยทั่วไปธนาคารมักกำหนดให้ผู้กู้มีภาระหนี้รวมทั้งหมด (รวมงวดผ่อนบ้านใหม่) ไม่เกิน 50 - 70% ของรายได้ต่อเดือน
แม้จะบอกว่าไม่ใช้เงินก้อน แต่ในความเป็นจริงควรมี "เงินสำรองฉุกเฉิน" อย่างน้อย 3 - 6 เดือนของค่างวดธนาคาร เพื่อรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ผู้เช่าย้ายออก หรือเกิดค่าซ่อมแซมที่ไม่คาดคิด
ธนาคารต้องการความมั่นใจในความมั่นคงของรายได้ ผู้กู้ควรมีอายุงานในที่ทำงานปัจจุบันอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี หากเป็นเจ้าของธุรกิจต้องเปิดกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 - 2 ปี
คุณสมบัติทักษะและตัวบุคคล
นอกเหนือจากเอกสารทางการเงิน ทักษะความสามารถเฉพาะตัวคือสิ่งที่จะเปลี่ยนเครดิตให้กลายเป็นผลกำไร
ต้องสามารถวิเคราะห์ศักยภาพของทำเล การเดินทาง สิ่งอำนวยความสะดวก และรู้ว่าราคาตลาดของทรัพย์สินในบริเวณนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อไม่ให้ซื้อทรัพย์ในราคาที่แพงเกินไป
การต่อรองราคาเพื่อซื้ออสังหาฯ ให้ได้ต่ำกว่าราคาตลาด และการสร้างเครือข่ายกับนายหน้า เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือนักลงทุนรายอื่น จะช่วยให้ได้แหล่งข้อมูล และข้อเสนอที่ดีกว่าเสมอ
การค้นหา "ของดีราคาถูก" ต้องอาศัยการลงพื้นที่สำรวจ ค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และเปรียบเทียบทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งต้องแลกมาด้วยเวลา และความทุ่มเท
ต้องสามารถอ่าน และทำความเข้าใจเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาเช่า สัญญากู้ยืม รวมถึงข้อกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับการครอบครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อป้องกันการเสียเปรียบ
เมื่อได้รับค่าเช่ามา จะต้องมีวินัยในการนำไปชำระค่างวดธนาคารทันที ไม่นำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายส่วนตัว และสามารถจัดสรรปันส่วนสำหรับค่าส่วนกลาง หรือภาษีได้อย่างเป็นระบบ

การเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีมนต์เสน่ห์ และข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น โดยเฉพาะเมื่อสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงินได้อย่างชำนาญ ข้อดีหลัก ๆ ที่ดึงดูดให้นักลงทุนทั่วโลกยังคงเลือกใช้เครื่องมือนี้ ได้แก่
สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง (Passive Income)
การปล่อยเช่าอสังหาฯ ช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอในทุกๆ เดือน ซึ่งเปรียบเสมือนการมีสินทรัพย์ที่ทำงานผลิตเงินให้ตลอด 24 ชั่วโมง กระแสเงินสดที่ได้นี้สามารถนำไปชำระค่างวดธนาคาร หรือนำไปต่อยอดการลงทุนอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
มูลค่าทรัพย์สินเติบโตชนะเงินเฟ้อ (Capital Gain)
อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด เมื่อเมืองขยายตัวและโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาขึ้น มูลค่าของทรัพย์สินในทำเลศักยภาพมักจะปรับตัวสูงขึ้นตามกาลเวลา ทำให้ผู้ลงทุนได้รับกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อตัดสินใจขายในอนาคต ซึ่งมักจะรักษามูลค่าได้ดีกว่าการถือเงินสด
พลังของสินเชื่อและการใช้เงินคนอื่น (Leverage และ OPM)
อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงในมุมมองของสถาบันการเงิน ทำให้เป็นสินทรัพย์ไม่กี่ประเภทที่ธนาคารยินดีปล่อยสินเชื่อให้ในสัดส่วนที่สูง ผู้ลงทุนจึงสามารถครอบครองสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านบาทได้โดยใช้เงินทุนส่วนตัวเพียงเล็กน้อย เป็นการงัดข้อต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ในหลายกรณี ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีได้ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของนักลงทุนได้อีกทางหนึ่ง
แม้ผลตอบแทนและข้อได้เปรียบจะน่าสนใจ แต่การลงทุนทุกประเภทย่อมมีความท้าทาย สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องประเมินสถานการณ์และเตรียมแผนรับมือสำหรับความเสี่ยงเหล่านี้ก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่ใช้เวลาในการเปลี่ยนเป็นเงินสดค่อนข้างนาน ไม่สามารถคลิกขายได้ทันทีเหมือนหุ้น หากผู้ลงทุนมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน การเร่งรีบขายอาจนำไปสู่การถูกกดราคาจนเสียเปรียบ หรือต้องยอมตัดขาดทุน
นอกเหนือจากค่างวดที่ต้องส่งธนาคารแล้ว การถือครองอสังหาฯ ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ต้องเตรียมกระแสเงินสดเผื่อไว้ เช่น ค่าส่วนกลางรายปี ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าประกันภัย รวมถึงงบประมาณค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาเมื่อทรัพย์สินเสื่อมสภาพตามกาลเวลา
ถือเป็นความท้าทายหลักของผู้ที่ใช้แนวคิดลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน หากได้ผู้เช่าที่จ่ายค่าเช่าล่าช้า หรือเกิดสภาวะห้องว่างไม่มีผู้เช่า ผู้ลงทุนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบควักเงินสดส่วนตัวจ่ายค่างวดธนาคารเอง ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องทางการเงินสะดุดได้
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มักเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) หลังจากหมดโปรโมชันช่วงแรก หากสภาวะเศรษฐกิจทำให้ธนาคารปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่างวดที่ต้องจ่ายจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรจากค่าเช่าลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวคิด "ลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน" เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริงหากคุณมีเครดิตทางการเงินที่ดี และมีความรู้ในการประเมินทรัพย์สิน แต่การเริ่มต้นด้วยตนเองมักตามมาด้วยความเสี่ยงเรื่องการหาผู้เช่า และความยุ่งยากในการบริหารจัดการ หากคุณต้องการใช้ประโยชน์จากเครดิตของตนเองให้คุ้มค่าที่สุด พร้อมปิดทุกความเสี่ยงของการลงทุน
เริ่มต้นยกระดับการลงทุนให้เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยไปการลงทุนอสังหาฯ กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) แพลตฟอร์มโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) ที่มีผู้เช่าคุณภาพรออยู่แล้ว
ลงทุนด้วยเครดิต :ใช้ประวัติทางการเงินของคุณสร้างรายได้เป็นเงินก้อนเริ่มต้นที่ 6% ต่อสัญญา โดยที่ JUZMATCH จัดการเรื่องผู้เช่า และการผ่อนชำระให้เบ็ดเสร็จ
ลงทุนด้วยเงินสด :สำหรับผู้ที่มีเงินทุน รับผลตอบแทนสม่ำเสมอเริ่มต้น 7% ต่อปี
ไม่ต้องเหนื่อยหาผู้เช่า ไม่ต้องปวดหัวเรื่องซ่อมแซม สนใจสร้างความมั่งคั่งด้วยอสังหาฯ แบบไร้รอยต่อ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.juzmatch.com/th/investor
A: เป็นไปได้ในเชิงการจัดหาเงินทุนก้อนใหญ่ เช่น การเป็นนายหน้าอสังหาฯ หรือการใช้เครดิตยื่นกู้สินเชื่อบ้าน 100% โดยไม่ต้องควักเงินดาวน์ แต่ในทางปฏิบัติควรเตรียมเงินสดสำรองจำนวนหนึ่งไว้สำหรับค่าใช้จ่ายยิบย่อย เช่น ค่าเดินทาง ค่าประเมินราคา ค่าส่วนกลางล่วงหน้า หรือเป็นเงินสำรองฉุกเฉินกรณีเกิดปัญหาห้องว่าง
A: หากมีทุนน้อยและยังไม่มีเครดิตในการกู้ธนาคาร แนะนำให้เริ่มต้นจากการเป็น "นายหน้าอสังหาฯ" เพื่อเรียนรู้ตลาดและสร้างเครือข่าย หรือหากมีเงินหลักพันบาท สามารถเลือกลงทุนใน "กองทุนรวมอสังหาฯ หรือ REITs" เพื่อรับเงินปันผล และทำความเข้าใจภาพรวมของอสังหาฯ เชิงพาณิชย์
A: ยังสามารถทำได้ แต่จะไม่สามารถใช้วิธีกู้สินเชื่อธนาคารได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน เช่น เป็นนายหน้าหาค่าคอมมิชชัน นำพื้นที่ที่ตนเองมีอยู่มาปล่อยเช่า หรือถ้ามีเงินก้อนเล็กน้อยก็ใช้วิธีเช่าช่วงทำกำไร หรือเลือกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มที่เปิดรับการใช้เงินสดแทนการขอสินเชื่อ
A: ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน หากมีรายได้จากค่าเช่า หรือค่านายหน้า ต้องนำมาคำนวณเสีย "ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา" หากเป็นเจ้าของทรัพย์แล้วขายต่อภายใน 5 ปี ต้องเสีย "ภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%)" และหากครอบครองทรัพย์สินก็จะมีหน้าที่ต้องเสีย "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ประจำปีตามที่กฎหมายกำหนด
A: ในประเทศไทยปัจจุบัน กฎหมายยังไม่ได้บังคับให้ผู้ที่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ใครๆ ก็สามารถเริ่มต้นทำได้ทันที แต่หากมีการสอบใบคุณวุฒิวิชาชีพ หรือเข้ารับการอบรมกับสมาคมนายหน้าฯ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และความเป็นมืออาชีพในการเจรจาต่อรองได้มากขึ้น
ป้ายกำกับ:

Mega Trend คืออะไร? สรุปเทรนด์ลงทุนจาก JUZMATCH Investor Club 2025 Highlight Mega Trend คืออะไร?...

วิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ รายงานความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง โดย JUZMATCH Highlight สถิติอสั...

ซื้อบ้านใหม่หรือมือสองดี? เทียบความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ Highlight บ้านมือ 2 กับมือ 1 ต่างกันอย่าง...