เผยแพร่เมื่อ 2 พ.ย. 2569

การซื้อบ้านเป็นการลงทุนระยะยาวที่มาพร้อมกับภาระหนี้สินก้อนโต โดยส่วนใหญ่มักมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวนานถึง 30-35 ปี แต่เมื่อผ่อนไปได้สักระยะ ผู้กู้หลายคนมักจะตกใจกับสัดส่วนค่างวดที่จ่ายไปเพราะส่วนใหญ่กลายเป็น "ดอกเบี้ย" มากกว่า "เงินต้น" จนเกิดคำถามขึ้นมาว่าต้องผ่อนบ้านยังไงให้หมดไวโดยไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยมหาศาลตลอดสัญญา
ดังนั้นการศึกษาวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้หลักแสนถึงหลักล้านบาท บทความนี้ JUZMATCH (จัซแมทช์) ได้รวบรวมเทคนิคการโปะบ้าน การรีไฟแนนซ์ และการวางแผนทางการเงินที่จะช่วยปลดล็อกความกังวลและทำให้คุณผ่อนบ้านให้หมดไวได้จริงแบบไม่ต้องรอจนเกษียณ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินต้นลดช้าเกิดจากกลไกการคิดดอกเบี้ยบ้านแบบ "ลดต้นลดดอก" (Effective Rate) ซึ่งในช่วงปีแรก ๆ ของสัญญา วงเงินกู้ยังคงเป็นเงินก้อนใหญ่ ทำให้คำนวณออกมาแล้วได้ปริมาณดอกเบี้ยสูงมาก ในแต่ละเดือนที่จ่ายค่างวดไป เงินส่วนใหญ่จึงถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อน เหลือเงินเพียงน้อยนิดไปตัดเงินต้น จนหลายคนสงสัยว่าต้องผ่อนบ้านยังไงให้หมดไวในเมื่อผ่อนเท่าไหร่เงินต้นก็แทบไม่ขยับ
ช่วง 3 ปีแรกของสัญญา มักเป็นช่วงที่สถาบันการเงินมอบอัตราดอกเบี้ยโปรโมชันที่ต่ำพิเศษ (เช่น 2.5% - 3.5% ต่อปี) หากผู้กู้จ่ายเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่างวดปกติในช่วงนี้ เงินที่จ่ายเพิ่มทั้งหมดจะถูกนำไปตัด "เงินต้น" แบบเต็ม 100% โดยไม่เสียอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม ถือเป็นช่วงเวลาทองที่จะช่วยให้ผ่อนบ้านให้หมดไวและช่วยลดฐานเงินต้นที่จะนำไปคิดดอกเบี้ยมหาศาลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
การโปะบ้านคือการจ่ายเงินเกินจากค่างวดที่ธนาคารกำหนดเพื่อนำไปลดเงินต้นโดยตรง หากลองคำนวณเบื้องต้นจากการกู้บ้านวงเงิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 5% ระยะเวลาสัญญา 30 ปี ยอดผ่อนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 16,100 บาท/เดือน หากผ่อนตามปกติไปเรื่อย ๆ ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจสูงถึง 2.8 ล้านบาท (เกือบเท่าราคาบ้านจริง)
แต่หากรู้เทคนิคว่าผ่อนบ้านยังไงให้หมดไวโดยการจ่ายโปะเพิ่มเพียงเดือนละ 10% (ประมาณ 1,600 บาท) คุณจะสามารถลดระยะเวลาผ่อนลงได้ถึง 5-7 ปี และประหยัดดอกเบี้ยรวมได้มากกว่า 400,000 - 500,000 บาทเลยทีเดียว
ปัญหายอดฮิตที่ผู้กู้หลายคนเจอคือ จ่ายเงินโปะเพิ่มเข้าไปแล้ว แต่พอเช็กใบเสร็จกลับพบว่าเงินก้อนนั้นถูกนำไปชำระเป็น "ค่างวดล่วงหน้า" สำหรับเดือนถัดไป แทนที่จะนำไปตัดเงินต้นทันที ทำให้ดอกเบี้ยไม่ได้ลดลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ก่อนจะไปเรียนรู้ว่าผ่อนบ้านยังไงให้หมดไวต้องทำความเข้าใจระบบชำระเงินของแต่ละธนาคารให้ดีเสียก่อน
ปัจจุบันการโปะบ้านสะดวกขึ้นมากผ่าน Mobile Banking ของธนาคารเจ้าของสินเชื่อ โดยมักจะมีตัวเลือกให้ระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นการ "ชำระเพื่อตัดเงินต้น" แต่หากเป็นการชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนว่าเป็นการ "ชำระเงินงวดเพิ่มเพื่อตัดเงินต้นทันที" ไม่ใช่การชำระค่างวดล่วงหน้า
สังเกตได้จากใบเสร็จรับเงิน (E-Receipt) ที่ธนาคารส่งให้ทางแอปพลิเคชันหรืออีเมล ในช่อง "ตัดเงินต้น" (Principal) ยอดเงินจะต้องเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่เราโปะไป และยอด "เงินต้นคงเหลือ" (Outstanding Balance) จะต้องลดลงทันทีในวันถัดไป

การศึกษาวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องประหยัดจนอึดอัดหรือกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินอย่างเป็นระบบ การรู้วิธีจัดการค่างวดและปรับดอกเบี้ยจะช่วยให้ทุกบาทที่คุณจ่ายไปคุ้มค่าที่สุด โดยมีเทคนิคที่เราอยากแนะนำดังนี้
อีกหนึ่งวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มเงินผ่อนชำระในทุก ๆ เดือน เช่น ค่างวดปกติที่ธนาคารกำหนดอยู่ที่ 10,000 บาท ให้ปรับเพิ่มเงินผ่อนเป็น 11,000 หรือ 12,000 บาทต่อเดือน เงินส่วนที่เกินมาเพียง 1,000-2,000 บาทนี้ จะเข้าไปตัดลดเงินต้นโดยตรงแบบ 100% ทุกเดือน เมื่อเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยที่ต้องคำนวณในเดือนถัดไปก็ลดลงตามไปด้วย สะสมไปเรื่อย ๆ จะช่วยร่นระยะเวลาผ่อนลงได้หลายปีโดยไม่สร้างภาระทางการเงินเกินตัว
ใช้ประโยชน์จากช่วงอัตราดอกเบี้ยโปรโมชัน 3 ปีแรกที่ธนาคารมอบอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ด้วยการอัดเงินโปะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเงินทุกบาทที่คุณจ่ายเกินค่างวดปกติในช่วงนี้ จะเข้าไปตัดเงินต้นได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยโดนหักดอกเบี้ยน้อยมาก การลดยอดเงินต้นคงเหลือให้ต่ำที่สุดตั้งแต่ช่วงต้นสัญญา จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยมหาศาลเมื่อสัญญาเข้าสู่อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (MRR) ในปีที่ 4

หากการโปะเงินเพิ่มทุกเดือนกระทบกับสภาพคล่องรายเดือน สามารถใช้วิธีเก็บออมเงินก้อนจากรายได้พิเศษ เช่น เงินโบนัสประจำปี เงินปันผลจากการลงทุน หรือรายได้จากการทำอาชีพเสริม แล้วนำมาโปะบ้านปีละ 1-2 ครั้ง การนำเงินก้อนมาตัดเงินต้นครั้งใหญ่ในลักษณะนี้ จะช่วยลดฐานเงินต้นและดอกเบี้ยสะสมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ผ่อนบ้านให้หมดไวขึ้นแบบก้าวกระโดดโดยไม่สร้างความตึงเครียดทางการเงินในชีวิตประจำวัน
เมื่อผ่อนชำระครบกำหนด 3 ปี อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเป็นแบบลอยตัว ผู้กู้สามารถยื่นเรื่องขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Retention) กับธนาคารเดิมที่ใช้งานอยู่ได้ ข้อดีของการรีเทนชันคือขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เอกสารน้อย และไม่ต้องเสียค่าประเมินราคาหรือค่าจดจำนองใหม่เหมือนการย้ายธนาคาร การขอลดดอกเบี้ยลงจะช่วยให้เงินค่างวดที่คุณจ่ายในแต่ละเดือนถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ทำให้ผ่อนหมดได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
หากยื่นรีเทนชันแล้วธนาคารเดิมให้ข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่ไม่น่าพึงพอใจ การทำเรื่องรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือย้ายสินเชื่อไปยังธนาคารใหม่ที่เสนอแพ็กเกจดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำกว่า จะช่วยประหยัดค่าดอกเบี้ยได้หลักแสนบาท แม้ว่าการรีไฟแนนซ์จะมีค่าธรรมเนียมใหม่เกิดขึ้น เช่น ค่าจดจำนอง 1% หรือค่าประเมินราคาหลักประกัน แต่เมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้แล้ว มักจะคุ้มค่ากว่าการทนจ่ายดอกเบี้ยแพงอย่างแน่นอน
พยายามหลีกเลี่ยงการสร้างภาระหนี้สินผูกพันก้อนใหม่ระหว่างผ่อนชำระบ้าน เช่น การกู้ซื้อรถยนต์ การทำสินเชื่อส่วนบุคคล หรือการผ่อนสินค้าผ่านบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบพร้อมกัน เพราะภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะดึงกระแสเงินสดในมือออกไป ทำให้คุณไม่มีเงินเหลือสำหรับนำมาโปะบ้าน และหากเกิดวิกฤตทางการเงินที่ไม่คาดคิด อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระค่างวดบ้าน จนนำไปสู่ปัญหาหนี้ทบต้นได้
การโปะบ้านเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำในจังหวะทางการเงินที่เหมาะสมด้วย การวางแผนว่าผ่อนบ้านยังไงให้หมดไว ควรเลือกจังหวะการเงินให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องตามมา
ควรโปะบ้านเมื่อมีเงินก้อนเหลือจากรายได้พิเศษ มีเงินออมสำรองฉุกเฉินครบถ้วนแล้ว ไม่มีภาระหนี้สินอัตราดอกเบี้ยสูงอื่นๆ (เช่น หนี้บัตรเครดิต) และอยู่ในช่วงที่ดอกเบี้ยบ้านเป็นอัตราโปรโมชันต่ำ ถือเป็นช่วงที่เหมาะแก่การนำเงินมาตัดเงินต้นเพื่อให้ผ่อนบ้านให้หมดไว
ไม่ควรนำเงินออมก้อนสุดท้ายในชีวิตมาโปะบ้านจนหมดกระเป๋า หรือนำเงินที่ต้องใช้หมุนเวียนในธุรกิจมาโปะ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา คุณจะไม่สามารถถอนเงินที่โปะบ้านไปแล้วออกมาใช้เป็นเงินสดได้ทันที
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการโปะบ้านช่วยประหยัดเงินได้จริงอย่างไร ลองมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบจากสมการการกู้จริง โดยกำหนดให้ วงเงินกู้ 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5% ระยะเวลาผ่อนตามสัญญา 30 ปี (ค่างวดปกติธนาคารกำหนดไว้ที่ประมาณ 10,800 บาท/เดือน) การนำตัวอย่างแผนนี้ไปปรับใช้จะช่วยให้มองเห็นวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ ได้ง่ายที่สุด ดังนี้
แผนนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากกระทบเงินก้อนใหญ่ แต่ต้องการค่อย ๆ ตัดเงินต้นออกไปทีละน้อยในทุก ๆ เดือน โดนในทุก ๆ เดือน จากเดิมที่ต้องจ่ายค่างวดปกติ 10,800 บาท ให้คุณปัดเศษจ่ายเพิ่มขึ้นอีกเพียงเดือนละ 1,100 บาท (รวมเป็นโอนจ่ายชำระเดือนละ 11,900 บาท)
เงิน 1,100 บาทที่จ่ายเพิ่มเกินมาในทุก ๆ เดือน จะถูกนำไปตัด "เงินต้นคงเหลือ" แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 100% โดยไม่โดนหักเป็นค่าดอกเบี้ยเลยแม้แต่บาทเดียว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ผ่อนหมดเร็วขึ้น 5 ปี: จากสัญญาเดิม 30 ปี คุณจะผ่อนบ้านหมดจบหนี้ได้ภายในเวลาเพียง 25 ปี
ประหยัดเงินได้ถึง 350,000 บาท: เงินค่าดอกเบี้ยรวมที่คุณต้องจ่ายให้ธนาคารจะลดลงทันทีมากกว่าสามแสนบาท
ข้อดี: เป็นวิธีที่ทำให้ผ่อนบ้านให้หมดไวโดยไม่สร้างความตึงเครียดให้กับสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน
แผนนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกเพิ่มค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่มีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามาเป็นประจำปีละครั้ง เช่น เงินโบนัสหรือเงินปันผล โดยในแต่ละเดือน ให้คุณจ่ายค่างวดปกติ 10,800 บาทตามที่ธนาคารกำหนดโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่เมื่อถึงช่วงสิ้นปีที่มีเงินโบนัสออก ให้แบ่งเงินโบนัสมาโปะบ้าน ปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30,000 บาท
เงินก้อน 30,000 บาทที่ใส่เข้าไปปีละครั้ง จะเข้าไปลดฐานเงินต้นก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่จะถูกนำไปคำนวณในทุก ๆ วันของปีถัดไปลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ผ่อนหมดเร็วขึ้นถึง 10 ปี: จากสัญญาเดิม 30 ปี คุณจะย่อระยะเวลาผ่อนลงเหลือเพียง 20 ปี เท่านั้น
ประหยัดเงินได้มากกว่า 500,000 บาท: สามารถเซฟเงินค่าดอกเบี้ยกลับเข้ากระเป๋าตัวเองได้เยอะเกินครึ่งล้านบาท
ตอบโจทย์ผู้ที่สงสัยว่าควรผ่อนบ้านยังไงให้หมดไวโดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการหาเงินมาโปะเพิ่มในทุก ๆ เดือน
ในกรณีที่สภาพทางการเงินติดขัด ไม่สามารถจ่ายโปะเพิ่มได้ และค่างวดปกติเริ่มสร้างความยากลำบาก การเรียนรู้วิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วอาจจะต้องพักไว้ก่อน แล้วหันมาบริหารจัดการหนี้เพื่อประคองสภาพคล่องด้วยวิธีเหล่านี้
เจรจากับธนาคารเพื่อขอประนอมหนี้ เช่น การขอผ่อนปรนค่างวดชั่วคราว การขอลดอัตราดอกเบี้ย หรือการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระออกไป เพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงมาอยู่ในระดับที่รับไหว
การรีไฟแนนซ์สามารถทำได้สองวัตถุประสงค์ หากต้องการลดค่างวด ให้ย้ายไปธนาคารใหม่พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระออกไปเป็น 30 ปีใหม่ ค่างวดต่อเดือนจะลดลงทันที ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่ได้ช่วยให้ผ่อนหมดเร็วขึ้น แต่ช่วยป้องกันการเบี้ยวหนี้ได้ดี

สำหรับใครที่กำลังศึกษาวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและอยากเป็นเจ้าของบ้านให้ไวที่สุด คงเห็นแล้วว่า "ต้นทุนดอกเบี้ยระยะยาว" คือหนึ่งในต้นทุนก้อนใหญ่ของการซื้อบ้านและยิ่งระยะเวลาผ่อนนาน ต้นทุนโดยรวมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หลายคนจึงอาจมองหาทางเลือกที่ช่วยให้การจ่ายเงินในแต่ละเดือนมีส่วนพาไปสู่การเป็นเจ้าของบ้าน ไม่ใช่เป็นเพียงค่าใช้จ่ายรายเดือนเพียงอย่างเดียว
โมเดล เช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) จาก JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่พร้อมกู้ธนาคารในวันนี้ โดยมีอัตราเทียบเท่าดอกเบี้ย (Equivalent Interest Rate) ตามเงื่อนไขของโมเดลเช่าเพื่อซื้อ แต่จุดเด่น คือ เงินที่จ่ายในแต่ละเดือนไม่ได้เป็นค่าเช่าทั้งหมด เพราะส่วนที่จ่ายเกินค่าเช่าจะถูกสะสมเป็นส่วนลดราคาบ้านในวันที่ซื้อจริงทำให้ยอดที่จ่ายระหว่างเช่ามีส่วนช่วยลดราคาซื้อบ้านในวันที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของ
นอกจากนี้ คุณยังสามารถเข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการได้ก่อน ล็อกราคาบ้านไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำด้านเครดิตและการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นสินเชื่อในอนาคต
A: วัตถุประสงค์หลักของการโปะบ้านคือต้องการผ่อนบ้านให้หมดไวขึ้น โดยปกติตารางค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะยังเท่าเดิมตามสัญญา แต่เงินที่โปะเพิ่มเข้าไปจะไปลดเงินต้นคงเหลือ ทำให้ระยะเวลาผ่อนรวมสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ หากผู้กู้ต้องการให้ค่างวดต่อเดือนลดลง จะต้องทำเรื่องขอปรับปรุงสัญญากับธนาคารเป็นกรณีพิเศษ
A: การจ่ายเงินโปะบ้านเกินจากค่างวดปกติโดยใช้เงินสดส่วนตัว สามารถทำได้ตลอดเวลาโดยไม่เสียค่าปรับใด ๆ ยกเว้นกรณีเดียวคือ การนำเงินกู้จากสถาบันการเงินอื่นมาปิดบัญชีเพื่อรีไฟแนนซ์ก่อนครบกำหนดสัญญา 3 ปีแรก ซึ่งอาจมีค่าปรับตามที่ระบุไว้ในสัญญา (โดยทั่วไปอยู่ที่ 3% ของยอดหนี้คงเหลือ)
A: สำหรับผู้ที่มีรายได้จำกัดและสงสัยว่าจะผ่อนบ้านยังไงให้หมดไว แนะนำให้เริ่มจาก "เทคนิคปัดเศษ" เช่น ค่างวด 8,400 บาท ให้จ่ายเพิ่มเป็น 9,000 บาท (โปะเพิ่มเพียง 600 บาท) เงินจำนวนนี้อาจดูไม่เยอะ แต่เมื่อทำต่อเนื่องทุกเดือนตลอด 1 ปี คุณจะโปะเงินต้นเพิ่มไปได้ถึง 7,200 บาทโดยไม่รู้สึกอึดอัดในการใช้ชีวิต
A: ควรเช็กอัตราดอกเบี้ยทุก ๆ 3 ปีเสมอ เพราะหลังจากครบ 3 ปี ดอกเบี้ยมักจะปรับขึ้นเป็นแบบลอยตัว (MRR) ซึ่งสูงกว่าช่วงโปรโมชันมาก หากยื่นขอรีเทนชันหรือรีไฟแนนซ์ใหม่ แล้วได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ประหยัดเงินได้มากกว่าค่าธรรมเนียมในการย้ายธนาคาร การทำเรื่องรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปีก็ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าอย่างมาก
A: ให้เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยบ้าน กับผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุน หากดอกเบี้ยบ้านอยู่ในช่วงลอยตัวสูง (เช่น 6-7%) การเอาเงินมาโปะบ้านจะได้ผลตอบแทนที่แน่นอนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ แต่หากดอกเบี้ยบ้านยังต่ำอยู่ (เช่น 2-3%) และคุณมีความเชี่ยวชาญในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 5-7% ต่อปี การแบ่งเงินไปลงทุนอาจสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
ที่มา: SET
ป้ายกำกับ:

JUZMATCH คืออะไร รู้ครบจบที่เดียว เกี่ยวกับจัซแมทช์ และโมเดลนวัตกรรมเช่าเพื่อซื้อ Highlight จัซแ...

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน Highlight การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื...

ทางเลือกการลงทุน (Alternative Investment) คิดจะลงทุนอสังหาฯ ทำไมต้องลงทุนกับ JUZMATCH Highlight ...