เผยแพร่เมื่อ 22 มิ.ย. 2569

Highlight
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางเลือกสร้างความมั่งคั่งที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนคอนโดปล่อยเช่า วิธีที่ช่วยสร้างกระแสเงินสด หรือ Passive Income ได้อย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือน อย่างไรก็ตาม การที่เราจะลงทุนคอนโดให้ประสบความสำเร็จ และได้รับผลตอบแทนที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การเดินเข้าไปซื้อคอนโดสักห้องแล้วประกาศหาคนเช่า แต่ต้องอาศัยเทคนิคในการวิเคราะห์ การเลือกซื้อคอนโดปล่อยเช่าที่ถูกต้อง และที่สำคัญคือต้องรู้จักวิธีการคำนวณผลตอบแทนให้เป็นเพื่อประเมินว่าการลงทุนในครั้งนี้จะสร้างกำไรหรือสร้างหนี้ให้เรากันแน่ บทความนี้จะมาแชร์เทคนิคการลงทุนคอนโด เพื่อให้ปล่อยเช่าได้กำไร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และยั่งยืน
ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนปล่อยเช่าคอนโด เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การลงทุนคอนโดคืออะไร และในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีรูปแบบการทำกำไรอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้เลือกแนวทางการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตัวเราเองมากที่สุด ทั้งนี้ การลงทุนอสังหาปล่อยเช่ามีให้เลือกหลายประเภททรัพย์ แต่คอนโดเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่า ดูแลรักษาง่าย และปล่อยเช่าได้คล่องตัวกว่าทรัพย์ประเภทอื่น
การลงทุนคอนโด คือ การจัดสรรเงินทุนเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุด โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างผลกำไรให้งอกเงย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าคอนโดรายเดือน หรือการถือครองระยะยาวเพื่อรอรับส่วนต่างของราคาที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ถือเป็นการลงทุนที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันชัดเจน มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้น และสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นได้ด้วย
ปัจจุบันการลงทุนในคอนโดสามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลัก ๆ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะใช้เทคนิค และระยะเวลาในการทำกำไรที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน การซื้อคอนโดปล่อยเช่ายังเป็นทางเลือกที่ดีอยู่หรือไม่ ลองมาดู 3 ข้อดีที่ทำให้การลงทุนปล่อยเช่าคอนโดเป็นที่น่าจับตามอง
.jpeg)
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยการปล่อยเช่าคอนโดให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีการคำนวณผลตอบแทนอย่างรอบด้าน เพื่อประเมินว่าการซื้อคอนโดมาปล่อยเช่าจะสร้างความคุ้มค่าให้เรามากน้อยเพียงใด
Yield หรืออัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่ารายปี เป็นตัวเลขที่บอกว่าการซื้อคอนโดปล่อยเช่านั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยคำนวณเบื้องต้นได้ดังนี้
Yield = (ค่าเช่าต่อเดือน x 12 เดือน) ÷ ด้วยราคาซื้อคอนโด x 100
เพื่อหาเปอร์เซ็นต์อัตราผลตอบแทนว่าการลงทุนครั้งนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารหรือไม่ เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย และสร้างกำไรให้เราได้
ระยะเวลาคืนทุนคือ การคำนวณว่าการลงทุน โดยจะต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะได้เงินต้นกลับคืนมาครบถ้วน คำนวณได้ดังนี้
Payback Period = ราคาซื้อคอนโด ÷ รายได้จากค่าเช่าสุทธิต่อปี
ตัวเลขนี้จะช่วยให้เราประเมินความเสี่ยง และวางแผนสภาพคล่องได้ดีขึ้น โดยทั่วไปการลงทุนคอนโดปล่อยเช่าจะใช้เวลาคืนทุนประมาณ 10 - 15 ปี การคำนวณส่วนนี้จะช่วยให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการถือครองสินทรัพย์
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สนามการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี สำหรับเทคนิคการลงทุนคอนโดปล่อยเช่าที่จะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรมีหลัก ๆ ดังนี้
ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโดปล่อยเช่า เราต้องสำรวจสถานะทางการเงินของตนเองอย่างละเอียด คำนวณรายรับรายจ่าย ดูว่าเรามีเงินสำรองเพียงพอสำหรับการจ่ายค่าทำสัญญา และค่าตกแต่งหรือไม่ หากไม่มีผู้เช่าในช่วง 3 - 6 เดือนแรก เรามีกำลังพอที่จะผ่อนค่างวดเองไหวไหม เพราะการลงทุนที่ดีต้องไม่สร้างความตึงเครียดให้กับชีวิตประจำวันของเรา
ทำเลคือ ปัจจัยสำคัญในการชี้เป็นชี้ตายของการลงทุน เราควรเลือกคอนโดที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งงาน สถานศึกษา หรือแนวรถไฟฟ้าที่เดินทางสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือร้านอาหาร จะดึงดูดผู้เช่าได้ง่าย และรวดเร็วกว่า การลงทุนคอนโดในทำเลทองจะช่วยลดปัญหาห้องว่าง และทำให้เราสามารถตั้งราคาค่าเช่าในระดับที่พอใจได้
การซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รู้ว่าเราจะปล่อยให้ใครเช่า หากทำเลอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย กลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษา ซึ่งมักจะชอบห้องที่แชร์กันอยู่ได้ และมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับอ่านหนังสือ แต่หากอยู่ในย่านธุรกิจ กลุ่มเป้าหมายคือ คนทำงานที่ต้องเลือกห้องที่มีความเป็นส่วนตัว และมีห้องฟิตเนสสำหรับพักผ่อน การเข้าใจพฤติกรรมผู้เช่า จะช่วยให้เราเลือกห้อง และตกแต่งนำเสนอจุดเด่นได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
ขนาด และรูปแบบห้องมีผลโดยตรงต่อการปล่อยเช่า ห้องประเภท Studio หรือ 1 Bedroom มักจะปล่อยเช่าง่ายที่สุดเพราะราคาค่าเช่าไม่สูงจนเกินไป เหมาะสำหรับคนโสด หรือคู่รักวัยทำงาน ขณะที่ห้องแบบ 2 Bedroom จะเหมาะกับกลุ่มครอบครัวขนาดเล็ก หรือชาวต่างชาติ การเลือกซื้อคอนโดที่มีรูปแบบสอดคล้องกับกำลังทรัพย์ของกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้น ๆ จะช่วยให้การลงทุนมีความคุ้มค่า
การซื้อคอนโดได้ถูกจังหวะเวลาส่งผลต่อต้นทุนการลงทุน หากเราซื้อคอนโดในช่วงพรีเซลล์ มักจะได้ราคาที่ถูกกว่าตอนตึกสร้างเสร็จ แต่ก็ต้องรอเวลา หรืออาจเลือกซื้อช่วงที่โครงการจัดโปรโมชันปิดตึก ซึ่งมักจะมีการลดราคา หรือแถมเฟอร์นิเจอร์ครบชุด การลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุน และทำให้เรามีส่วนต่างสำหรับการทำกำไรมากขึ้น
หากเราไม่ได้คอนโดซื้อเงินสด การบริหารต้นทุนด้วยการหาสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยลดต้นทุนลงได้ ดังนั้นก่อนยื่นขอสินเชื่อควรเปรียบเทียบเงื่อนไขสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่ง เพื่อหาแพ็กเกจที่ให้อัตราดอกเบี้ยถูกที่สุดในช่วง 3 ปีแรก เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงกำไรจากค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น
เมื่อได้ห้องมาแล้ว การตกแต่งให้น่าอยู่คือเทคนิคการลงทุนปล่อยเช่าที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทนทาน ดีไซน์โปร่งโล่ง และมีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็นครบครัน จากนั้นสำรวจราคาคู่แข่งในตึกเดียวกันเพื่อตั้งราคาค่าเช่าให้เหมาะสม การตั้งราคาที่สมเหตุสมผล และมีห้องที่สวยงามพร้อมอยู่ จะทำให้เราหาผู้เช่าได้ไว ลดระยะเวลาที่ห้องต้องถูกปล่อยว่างได้
.jpeg)
มือใหม่ที่กำลังศึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ มักมีคำถามว่าควรซื้อคอนโดเงินสด หรือควรขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินดี เพราะทั้งสองวิธีต่างมีข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันไป
การลงทุนคอนโดด้วยเงินสดเหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็นก้อนใหญ่ เมื่อปล่อยเช่าจะได้รับกระแสเงินสดจากค่าเช่าเข้ากระเป๋าแบบเต็ม ๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระหนี้สิน และการจ่ายอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคาร ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ก็มีข้อเสียคือทำให้เราสูญเสียสภาพคล่องของเงินก้อนนั้นไป และเสียโอกาสในการนำเงินไปกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ
การกู้เงินมาลงทุนคอนโด คือใช้เงินคนอื่นมาสร้างความมั่งคั่ง เราใช้เงินทุนส่วนตัวเพียงแค่ส่วนของค่าทำสัญญา ทำให้สามารถเก็บเงินก้อนไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้ แต่เราต้องคำนวณอย่างรอบคอบว่ารายได้จากค่าเช่าต้องเพียงพอที่จะครอบคลุมค่างวด และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ที่สำคัญต้องอาศัยวินัยทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม เพื่อไม่ทำให้เกิดหนี้เพิ่ม
อีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องบริหารจัดการเอง ผ่านแพลตฟอร์ม JUZMATCH (จัซแมทช์) ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้ 2 รูปแบบ คือ ลงทุนด้วยเครดิต สำหรับผู้ที่ต้องการบริหารวงเงินสินเชื่อที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องควักเงินสด หรือ ลงทุนด้วยเงินสด สำหรับผู้ที่มีเงินเย็นและต้องการรับผลตอบแทนเป็นรายเดือน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญบริหารทรัพย์สินแทนนักลงทุน ตั้งแต่การคัดเลือกทรัพย์ คัดกรองผู้เช่า บริหารจัดการทรัพย์สิน ไปจนถึงการดูแลผู้เช่าแทนนักลงทุนตลอดอายุสัญญา ทำให้การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทั้งมือใหม่ และมืออาชีพ โดยไม่ต้องเสียเวลาบริหารทรัพย์เอง และยังได้รับผลตอบแทนแน่นอนตามสัญญา
การซื้อคอนโดปล่อยเช่าเป็นการลงทุนที่สร้างรายได้ที่ยั่งยืน ช่วยต่อยอดความมั่งคั่งได้ดี แต่ก่อนลงทุนเราต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด รู้จักเลือกทำเลที่เหมาะสม เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และรู้วิธีคำนวณผลตอบแทน เพื่อให้การลงทุนคอนโดปล่อยเช่าได้กำไรที่คุ้มค่า
สำหรับใครที่สนใจอยากเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่อยากเสียเวลาบริหารทรัพย์เอง หรือกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนอสังหาฯ ด้วยตนเอง JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่คุณสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนด้วยเครดิต หรือลงทุนด้วยเงินสด โดย JUZMATCH (จัซแมทช์) จะเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการการลงทุนแบบครบวงจร โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกทรัพย์ที่มีความต้องการของผู้เช่าเพื่อซื้อจริง (Real Demand) ไปจนถึงการบริหารผู้เช่าและทรัพย์สิน รับประกันมีผู้เช่าตลอดอายุสัญญา ผลตอบแทนเริ่มต้น 6% ต่อสัญญา และการรันตีรับซื้อคืนเมื่อครบอายุสัญญา (Buyback) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
A: การลงทุนคอนโดปล่อยเช่าที่ดี ควรพิจารณาจากผลตอบแทน (Gross Rental Yield) ที่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง และภาษีที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงเหลือส่วนต่างที่เป็นกำไรสุทธิ ทั้งนี้ระดับ Yield ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับทำเล ประเภททรัพย์ และเงื่อนไขการลงทุนของแต่ละบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
A: ควรเลือกซื้อคอนโดในทำเลที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริงอย่างต่อเนื่อง เช่น ใกล้สถานีรถไฟฟ้า แหล่งอาคารสำนักงานใจกลางเมือง หรือมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ นอกจากนี้ควรพิจารณาบริเวณที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพราะจะทำให้หาผู้เช่าได้ง่าย และสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ในอนาคต
A: เงินเดือนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับราคาคอนโดที่ต้องการลงทุนและทำเลที่เลือก โดยหลักเกณฑ์ของธนาคารทั่วไปจะพิจารณาให้ค่างวดผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 40% ของรายได้ ดังนั้นหากต้องการลงทุนคอนโดราคา 2 - 3 ล้านบาทในทำเลที่ปล่อยเช่าได้ดี ควรมีเงินเดือนตั้งแต่ 35,000 - 50,000 บาทขึ้นไป รวมถึงต้องมีภาระหนี้สินเดิมไม่สูงเกินไป เพื่อให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ควรมีเงินเก็บสำรองสำหรับค่าตกแต่ง ค่าทำสัญญา และเงินสำรองค่าผ่อนค่างวดในกรณีที่ยังหาผู้เช่าไม่ได้ในช่วงแรก
A: ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย รายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 (มาตรา 40(5)) เราต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปยื่นรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายได้ 30% หรือหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามเอกสารหลักฐาน
A: หากยังไม่มีเงินก้อนหรือไม่อยากบริหารทรัพย์เอง สามารถเริ่มต้นลงทุนกับแพลตฟอร์ม JUZMATCH (จัซแมทช์) ได้ง่าย ๆ โดยเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้ 2 แบบ คือ ลงทุนด้วยเครดิต สำหรับผู้ที่ต้องการบริหารวงเงินสินเชื่อที่มีให้มีประสิทธิภาพ หรือ ลงทุนด้วยเงินสด สำหรับผู้ที่มีเงินเย็นและต้องการรับผลตอบแทนรายเดือน โดย JUZMATCH (จัซแมทช์) จะช่วยดูแลตั้งแต่การคัดเลือกทรัพย์ที่มี Real Demand การคัดกรองผู้เช่าเพื่อซื้อ การบริหารจัดการทรัพย์สิน ตลอดจนมีโปรแกรมรับซื้อคืนเมื่อครบสัญญา ช่วยให้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
ป้ายกำกับ:

Mega Trend คืออะไร? สรุปเทรนด์ลงทุนจาก JUZMATCH Investor Club 2025 Highlight Mega Trend คืออะไร?...

ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2567 จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังห...

ถ้าจากความรู้สึก...เราอาจจะยังรู้สึกว่า คนส่วนใหญ่เลือกซื้อบ้านมือหนึ่ง แต่ถ้าจากสถิติที่ไม...