เผยแพร่เมื่อ 2 พ.ย. 2569

การลงทุนคือเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะอัตราเงินเฟ้อและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนมือใหม่หลายคนไม่กล้าเริ่มต้นเสียทีคือ "ความกลัวขาดทุน" การทำความเข้าใจระดับความเสี่ยงการลงทุนก่อนเริ่มต้นควักเงินออมมาลงทุนจึงเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุด เพื่อที่จะได้รับมือกับความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างเหมาะสมและไม่ตระหนกตกใจเมื่อตลาดเกิดความผันผวน
บทความนี้ JUZMATCH (จัซแมทช์) จะพาไปศึกษาเรื่องความเสี่ยงการลงทุนในทุกมิติ ตั้งแต่ประเภทความเสี่ยง ระดับเกณฑ์มาตรฐานของกองทุนรวม ไปจนถึงการประเมินตนเอง เพื่อให้คุณเลือกสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
หลายคนมักมองว่าความเสี่ยงคือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด แต่ในทางหลักการเงินและการลงทุน ความเสี่ยงไม่ได้หมายถึงการขาดทุนเพียงอย่างเดียว หากจะอธิบายอย่างตรงไปตรงมาความเสี่ยงในการลงทุน คือ "โอกาสที่ผลตอบแทนจริงจะเบี่ยงเบนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดหวังไว้" ซึ่งการเบี่ยงเบนนี้มีทั้งโอกาสเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม (ได้กำไรมากกว่าคาด) และทางที่แย่กว่าเดิม (ขาดทุนหรือได้กำไรน้อยกว่าคาด)
การมองเรื่องความเสี่ยงการลงทุนในแง่ร้ายเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสสร้างความมั่งคั่ง สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงไม่ได้แปลว่าเลวร้ายเสมอไป แต่หมายความว่ากรอบราคาของสินทรัพย์นั้นมีการแกว่งตัวกว้าง หากนักลงทุนเข้าใจธรรมชาติและเลือกลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานพอ ความผันผวนนั้นก็อาจแปลงเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนก้อนโตได้เช่นกัน
หลักการพื้นฐานที่สุดของความเสี่ยงการลงทุนคือ High Risk, High Expected Return (ความเสี่ยงสูง มาพร้อมกับผลตอบแทนคาดหวังที่สูงขึ้น) ในโลกความจริงไม่มีสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% ต่อปี โดยไม่มีความเสี่ยงเลย หากต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องยอมรับระดับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
การจำแนกประเภทของความเสี่ยงในการลงทุนจะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพรวมและหาวิธีป้องกันได้อย่างตรงจุด โดยความเสี่ยงหลัก ๆ ในโลกการเงินสามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ด้านสำคัญ ดังนี้:
ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยมหภาคที่กระทบทั้งตลาด เช่น สภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ยนโยบาย นโยบายการเมือง หรือเหตุการณ์ระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในตลาดให้ปรับตัวลดลงพร้อมกัน
ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้หรือผู้อยู่ในสถานะลูกหนี้ ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด (การผิดนัดชำระหนี้) มักพบในการลงทุนหุ้นกู้เอกชน หรือตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ
ความเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นเงินสดได้ทันทีในราคาที่ยุติธรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นกู้ที่มีการซื้อขายในตลาดรองน้อย หากต้องการใช้เงินด่วนอาจจำเป็นต้องยอมลดราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนได้น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้อำนาจซื้อของเงินทุนลดลงเรื่อย ๆ ในอนาคต เป็นความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่เน้นฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว
ความเสี่ยงที่เกิดจากการผันผวนของค่าเงินเมื่อนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลที่เราไปลงทุน ผลตอบแทนที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทอาจลดลงได้
ความเสี่ยงที่เกิดจากการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง บริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรืออุตสาหกรรมเดียวมากเกินไป หากสินทรัพย์นั้นเกิดปัญหา พอร์ตการลงทุนทั้งหมดจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ความเสี่ยงที่เกิดจากการกู้ยืมเงินมาลงทุน เช่น การเทรดด้วยบัญชี Margin การใช้ Leverage จะช่วยขยายผลกำไรให้สูงขึ้นในยามที่คาดการณ์ถูก แต่ก็ขยายผลขาดทุนและภาระดอกเบี้ยในยามที่คาดการณ์ผิดเช่นกัน
ความเสี่ยงทางจิตวิทยาการลงทุน เช่น การซื้อตามกระแสเพราะกลัวตกขบวน (FOMO), การใช้อารมณ์ตัดสินใจตัดขายขาดทุนที่จุดต่ำสุดด้วยความตระหนกตกใจ หรือการขาดวินัยในการทำตามแผนการลงทุนที่วางไว้
ในประเทศไทย การจัดหมวดหมู่ระดับความเสี่ยงการลงทุนของกองทุนรวมถูกสร้างขึ้นเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อช่วยให้นักลงทุนรายย่อยประเมินความเสี่ยงของกองทุนก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างชัดเจน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำหนดเกณฑ์และบังคับให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทุกแห่งต้องระบุระดับความเสี่ยงไว้ใน "หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ" (Fund Fact Sheet) ในหน้าแรกเสมอ
สำหรับผู้ที่ประเมินแล้วพบว่าระดับความเสี่ยงการลงทุนที่รับได้อยู่ในช่วงเริ่มต้น กลุ่มนี้จะเน้นการปกป้องเงินต้นเป็นหลัก
ระดับ 1 - กองทุนตลาดเงินในประเทศ: ลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล/ตั๋วเงินคลัง ความเสี่ยงต่ำมาก แทบไม่มีโอกาสขาดทุน
ระดับ 2 - กองทุนตลาดเงิน: ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งภาครัฐและเอกชน ความเสี่ยงต่ำมาก
ระดับ 3 - กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ความเสี่ยงต่ำ
ระดับ 4 - กองทุนรวมตราสารหนี้: ลงทุนในหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาล มีความผันผวนของราคาเล็กน้อยตามดอกเบี้ย
กลุ่มที่เริ่มยอมรับความผันผวนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ระดับ 5 - กองทุนรวมผสม: ลงทุนผสมผสานระหว่างตราสารหนี้และหุ้น เพื่อสร้างความสมดุล
ระดับ 6 - กองทุนรวมตราสารทุน (หุ้น): ลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV มีความผันผวนของราคาสูง
กลุ่มที่มีความผันผวนสูงและเฉพาะเจาะจง เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์
ระดับ 7 - กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม / อสังหาริมทรัพย์: ลงทุนกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (เช่น กลุ่มเทคฯ, กลุ่มสุขภาพ) รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITs
ระดับ 8 - กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก: ลงทุนในทองคำ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสัญญาอนุพันธ์ที่มีความผันผวนสูงมาก
กองทุนรวมสำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Non-retail / UI - Unaccredited Investor) เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นนอกตลาด (Private Equity) หรือตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ผู้ซื้อต้องมีฐานะทางการเงินและประสบการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

เหตุผลที่ทำให้การจำแนกความเสี่ยงการลงทุนจัดให้อสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับ 7 (ความเสี่ยงสูง) แม้จะมีตัวบ้านหรืออาคารเป็นหลักประกันทนทาน เกิดจากข้อจำกัดด้าน "สภาพคล่อง" ที่ขายเปลี่ยนเป็นเงินสดช้า และการกระจุกตัวในสินทรัพย์อสังหาฯ เพียงกลุ่มเดียว ซึ่งมีความผันผวนตามรอบวัฏจักรเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย
ก่อนที่จะจัดพอร์ตนั้นการทราบระดับความเสี่ยงการลงทุนที่ตนเองรับได้อย่างแท้จริงถือเป็นกระดุมเม็ดแรกที่คุณต้องติดให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เลือกสินทรัพย์ที่เกินกำลังของตนเอง
แบบประเมินมาตรฐานที่สถาบันการเงินบังคับให้ทำก่อนเปิดบัญชีลงทุน ประกอบด้วยคำถามเกี่ยวกับอายุ ฐานะทางการเงิน ประสบการณ์ลงทุน และระดับความผันผวนที่รับได้ เพื่อประมวลผลออกมาเป็นคะแนนและกำหนดสัดส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับคุณ
ปัจจัยสำคัญของการประเมินความเสี่ยงในการลงทุนคือการแยกแยะระหว่าง "ความสามารถในการรับความเสี่ยง" (Risk Ability - ขึ้นอยู่กับฐานะ เงินเก็บ อายุกู้) และ "ความเต็มใจในการรับความเสี่ยง" (Risk Tolerance - ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ) แม้จิตใจจะใจกล้าอยากได้กำไรเยอะ (Tolerance สูง) แต่ถ้ามีภาระหนี้สินท่วมตัว เงินเก็บน้อย ความสามารถในการรับความเสี่ยงจริง (Ability) จะต่ำทันที ซึ่งควรยึดความสามารถเป็นหลัก
คนอายุน้อย มีระยะเวลาลงทุนยาวนาน และมีรายได้มั่นคง จะมี Risk Ability สูง เพราะหากพอร์ตติดลบชั่วคราว ยังมีเวลาให้พอร์ตฟื้นตัวและยังมีรายได้เข้ามาเติม แต่คนใกล้วัยเกษียณจะมี Risk Ability ต่ำกว่า เพราะต้องการใช้เงินก้อนในเวลาอันสั้น
ผลประเมินเป็นเพียงกรอบคำแนะนำความปลอดภัย หากผลประเมินบอกว่ารับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง แต่คุณต้องการซื้อกองทุนหุ้น (ระดับ 6) คุณสามารถทำได้โดยการลงนามยอมรับความเสี่ยงเพิ่มเติม (Risk Acceptance Form) เพื่อยืนยันว่ารับทราบความเสี่ยงที่สูงขึ้นนั้นแล้ว
แม้ว่าระดับความเสี่ยงการลงทุนของสินทรัพย์แต่ละประเภทจะถูกกำหนดไว้ชัดเจน แต่นักลงทุนก็มีเทคนิคและเครื่องมือในการบริหารจัดการเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาได้เสมอ
เทคนิคการบริหารจัดการความเสี่ยงการลงทุนที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดคือการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) โดยจัดสัดส่วนลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อไม่ให้พอร์ตผูกติดอยู่กับสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ระยะเวลาคือตัวช่วยสลายความผันผวน การลงทุนในหุ้นหรืออสังหาฯ ในระยะสั้น 1 ปี อาจมีโอกาสขาดทุนสูง แต่หากยืดระยะเวลาลงทุนเป็น 5-10 ปี สถิติในอดีตพบว่าโอกาสขาดทุนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การมีเงินสดสำรอง 3-6 เดือนเก็บไว้ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมาก จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณต้องจำใจ "ขายขาดทุน" สินทรัพย์เสี่ยงสูงในยามที่เกิดเหตุจำเป็นต้องใช้เงินด่วน
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดพลาด (Market Timing) ทำให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่เหมาะสมและลดความเครียดในการติดตามราคา
Fund Fact Sheet คือคัมภีร์ที่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับกองทุน ทั้งสินทรัพย์ที่ไปถือครอง ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง และระดับความเสี่ยง การอ่านเอกสารนี้สั้น ๆ 5 นาทีจะช่วยป้องกันการซื้อกองทุนที่ไม่ตรงกับสเปกของคุณได้ดีที่สุด
มิติของความเสี่ยงในการลงทุนที่มักถูกละเลยมากที่สุดคือเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงในสายตาคนทั่วไป แต่ในระยะยาวสามารถสร้างผลกระทบต่อความมั่งคั่งได้อย่างรุนแรง
การนำเงิน 100% ไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ แม้ตัวเลขเงินต้นจะไม่ลดลง แต่ในความเป็นจริงกำลังถูก "เงินเฟ้อ" กัดกินอำนาจซื้อไปทุกปี เงิน 1 ล้านบาทในวันนี้ จะมีมูลค่าซื้อของลดลงเหลือเพียงไม่กี่แสนบาทในอีก 20 ปีข้างหน้า
นักลงทุนส่วนใหญ่มักมีความคุ้นชินกับการลงทุนเฉพาะในประเทศตนเอง (Home Bias) การลงเงินทั้งหมดในหุ้นไทยหรืออสังหาฯ ไทยเพียงอย่างเดียว ถือเป็นการแบกความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยไว้ทั้งหมด หากเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า พอร์ตของคุณก็จะโตช้าตามไปด้วย
สินทรัพย์บางประเภท เช่น ที่ดินเปล่า พระเครื่อง หรือหุ้นนอกตลาด ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงเพราะไม่มีกระดานราคามาคอยกะพริบแดง-เขียวให้ตกใจทุกวัน แต่เมื่อถึงเวลาต้องการใช้เงินด่วน กลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
การกู้เงินมาลงทุน หรือการใช้บัญชี Margin เพื่อหวังผลกำไรทวีคูณ หากตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้าม เงินต้นของคุณสามารถสูญหายไปทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับภาระหนี้สินที่ตามมา

สำหรับนักลงทุนที่กำลังประเมินระดับความเสี่ยงของตัวเองและมองหาวิธีกระจายพอร์ตการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ทางเลือกที่หลายคนนำมาใช้เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ต และเพิ่มโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการลงทุนประเภทอื่นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มักไม่ได้อยู่แค่การเลือกทรัพย์ที่เหมาะสม แต่ยังรวมถึงการหาผู้เช่า การดูแลทรัพย์สิน และการบริหารการเช่าที่ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงในการจัดการ
หากต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่อยากลงมือบริหารทุกขั้นตอน การลงทุนผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อผ่านการคัดกรองตามกระบวนการของแพลตฟอร์ม พร้อมมีทีมงานมืออาชีพคอยบริหารจัดการทรัพย์สินและดูแลผู้เช่าตลอดอายุสัญญา โดยสามารถเลือกลงทุนด้วยเงินสดเพื่อรับผลตอบแทนสม่ำเสมอหรือใช้เครดิตลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนเริ่มต้น 6% ต่อสัญญา ปิดจุดอ่อนเรื่องความผันผวน และสร้างพอร์ตการลงทุนที่ปลอดภัยยั่งยืนที่มา: SET Investnow, สมาคมบริษัทจัดการลงทุน
A: ไม่ใช่ การมีระดับความเสี่ยงการลงทุนที่สูงไม่ได้หมายความว่าเป็นกองทุนที่ไม่ดี แต่หมายถึงกองทุนนั้นมีความผันผวนของราคาสูง ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนสูง และมีระยะเวลาลงทุนยาวนานพอที่จะทนรับความผันผวนนั้นได้
A: ควรทำใหม่ทุกๆ 1-2 ปี หรือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต เช่น การเปลี่ยนงาน การแต่งงาน มีลูก หรือใกล้ถึงวัยเกษียณ เพราะความสามารถทางการเงินและเป้าหมายชีวิตที่เปลี่ยนไป จะส่งผลต่อระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้โดยตรง
A: ไม่จริง แม้เงินฝากธนาคารจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องเงินต้นสูญหาย (หากอยู่ภายใต้กรอบคุ้มครองเงินฝาก) แต่การฝากเงินไว้เฉย ๆ ก็ยังมีความเสี่ยงในการลงทุนในแง่ของ "ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ" ที่จะทำให้อำนาจซื้อของเงินในกระเป๋าลดลงเรื่อย ๆ ในอนาคต
A: นักลงทุนสามารถตรวจสอบระดับความเสี่ยงการลงทุนของกองทุนรวมแต่ละกองได้จาก "หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ" (Fund Fact Sheet) ในส่วนแผนภาพแสดงระดับความเสี่ยง (Risk Spectrum) ตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 8 ซึ่งจะระบุไว้อย่างชัดเจนในหน้าแรกของเอกสาร
A: สามารถซื้อได้ โดยระบบของสถาบันการเงินจะแจ้งเตือนว่ากองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงเกินกว่าระดับที่คำนวณได้จากแบบประเมินความเสี่ยงของคุณ และจะให้คุณลงนามยอมรับความเสี่ยงเพิ่มเติม (Risk Acceptance Form) เพื่อยืนยันการทำรายการ
ป้ายกำกับ:

JUZMATCH คืออะไร รู้ครบจบที่เดียว เกี่ยวกับจัซแมทช์ และโมเดลนวัตกรรมเช่าเพื่อซื้อ Highlight จัซแ...

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน Highlight การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื...

ทางเลือกการลงทุน (Alternative Investment) คิดจะลงทุนอสังหาฯ ทำไมต้องลงทุนกับ JUZMATCH Highlight ...