เผยแพร่เมื่อ 22 มิ.ย. 2569

Highlight
การยื่นขอสินเชื่อด้วยตัวเองแล้วไม่ผ่านการอนุมัติ หรืออาจจะผ่านแต่ได้วงเงินที่ไม่ตรงตามความต้องการ ทำให้หลาย ๆ คนพลาดโอกาสในการซื้อบ้านที่ต้องการไป ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้การกู้ร่วมซื้อบ้าน จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีที่สุดที่ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดทางการเงินได้ดี การมีผู้มากู้ร่วมจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันการเงิน ทำให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่สูงขึ้น ช่วยให้คุณเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น
การกู้ร่วมซื้อบ้านคือ การทำสัญญายื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก้อนเดียวกัน โดยมีผู้รับผิดชอบในฐานะลูกหนี้ร่วมกันมากกว่าหนึ่งคน ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินจะอนุญาตให้กู้ร่วมได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน การทำเช่นนี้ทำให้ธนาคารสามารถนำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมาประเมินรวมกัน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อว่าจะมีผู้ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินตลอดอายุสัญญา สำหรับบุคคลที่สามารถยื่นกู้ร่วมกับเราได้ สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือมีความผูกพันที่ตรวจสอบได้ ดังนี้
การตัดสินใจว่าจะกู้ร่วมซื้อบ้านกับแฟนดีหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและมีภาระผูกพันระยะยาว การลงนามในสัญญาร่วมกันหมายถึงการผูกพันทางการเงินและทางกฎหมายที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของทั้งสองฝ่าย จึงควรนำข้อดีและข้อควรระวังมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนการตัดสินใจกู้ร่วม
การยื่นกู้บ้านแบบร่วมกันกับแฟน มีข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ โอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อที่สูงขึ้น เมื่อนำฐานเงินเดือนของทั้งสองคนมารวมกัน ธนาคารจะประเมินว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ได้รับวงเงินกู้ที่สูงกว่าการยื่นเรื่องเพียงคนเดียว ทำให้เราสามารถเลือกซื้อบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรืออยู่ในทำเลที่มีศักยภาพมากกว่าเดิม นอกจากนี้การมีคนช่วยแบ่งเบายอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนยังช่วยลดความตึงเครียดทางการเงิน ทำให้เรายังคงมีสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้
ในทางกลับกันนอกจากการพิจารณาข้อดีแล้ว ต้องเข้าใจข้อควรระวังด้วย ซึ่งข้อควรระวังก่อนตัดสินใจกู้ร่วมกับแฟนคือ เรื่องของความรับผิดชอบทางกฎหมาย การกู้ร่วมหมายถึงการเป็นหนี้ร่วมกันแบบเต็มจำนวน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดส่ง หรือผิดนัดชำระ ธนาคารมีสิทธิ์ที่จะทวงถามยอดหนี้ทั้งหมดจากผู้กู้ที่เหลืออยู่ทันที นอกจากนี้หากในอนาคตความสัมพันธ์เกิดปัญหา หรือต้องเลิกรากัน การจัดการกรรมสิทธิ์ และการแบ่งสินทรัพย์จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก นอกจากนี้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีประจำปีก็จะถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ ไม่สามารถใช้สิทธิ์เต็มจำนวนได้เพียงคนเดียว
.jpeg)
เมื่อตกลงที่จะเริ่มต้นสร้างครอบครัว และเลือกวิธีการกู้ร่วมซื้อบ้านด้วยกันแล้ว ต่อไปคือการทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของสถาบันการเงิน เพื่อให้การเตรียมตัวเป็นไปอย่างราบรื่น และลดข้อผิดพลาดที่อาจทำให้เอกสารตีกลับ โดยขั้นตอนการยื่นกู้ร่วม มีดังนี้
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ การประเมินสุขภาพทางการเงินของผู้กู้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ต้องตรวจสอบว่าไม่มีประวัติค้างชำระหนี้ หรือติดเครดิตบูโรทั้งคู่ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง และมีรายได้ประจำที่ตรวจสอบได้ รวมถึงต้องคำนวณภาระหนี้สินต่อรายได้ (DSR) ของทั้งสองคนรวมกันว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด หรือไม่ หากมีหนี้สินเดิมที่สามารถปิดยอดได้ ควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนเพื่อสร้างประวัติทางการเงินที่ใสสะอาด
เมื่อทราบงบประมาณคร่าว ๆ แล้ว ให้เริ่มหาบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ในทำเลที่เราเดินทางสะดวก พร้อมกับเปรียบเทียบข้อเสนอจากธนาคารหลาย ๆ แห่ง โดยพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ที่แต่ละธนาคารนำเสนอ ทั้งในช่วงโปรโมชัน 3 ปีแรก และหลังจากนั้น รวมถึงเงื่อนไขการผ่อนปรนต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบ และเลือกสถาบันการเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำที่สุด และมีความยืดหยุ่นในการทำสัญญา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ครั้งแรก จะช่วยร่นระยะเวลาในการพิจารณาได้อย่างมาก ผู้กู้ทั้งสองจะต้องรวบรวมเอกสารส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ และเอกสารที่เกี่ยวกับหลักประกันให้ครบถ้วน จากนั้นนำไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารที่เราเลือกไว้ พร้อมทั้งกรอกแบบฟอร์มคำขอสินเชื่อโดยระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการยื่นเรื่องแบบกู้ร่วม
หลังจากยื่นเอกสารเข้าสู่ระบบ ธนาคารจะใช้เวลาในการตรวจสอบประวัติทางการเงินอย่างละเอียด และจะมีการส่งเจ้าหน้าที่บริษัทประเมินเข้าไปตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สินที่เราต้องการจะซื้อ เพื่อนำมาประกอบการอนุมัติวงเงินกู้ ในช่วงเวลานี้อาจมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ดังนั้นเราควรเตรียมพร้อมตอบคำถามจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเสมอ หากมีการขอเอกสารเพิ่มเติมควรรีบจัดส่งให้เร็วที่สุด เพื่อให้การอนุมัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อธนาคารแจ้งผลการอนุมัติสินเชื่อ และเราพึงพอใจกับวงเงินรวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือ การนัดหมายเพื่อเซ็นสัญญากู้เงินกับธนาคาร และเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และต้องตกลงกันให้ชัดเจนว่าจะระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเป็นชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง หรือใส่ชื่อร่วมกันทั้งสองคน
.jpeg)
การเตรียมเอกสารให้มีความถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก เป็นการตัดสินว่าการกู้ร่วมซื้อบ้านของเราจะผ่านการอนุมัติหรือไม่ หากเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน และเป็นระเบียบ จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อม และสร้างความประทับใจให้กับเจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อ โดยเอกสารที่ต้องใช้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้
กรณีทำธุรกิจส่วนตัว
การกู้ร่วมซื้อบ้านเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ และขยายวงเงินให้สูงขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนตัดสินใจลงนาม เราจึงต้องพิจารณาความพร้อมทางการเงินของทั้งสองฝ่าย ศึกษาเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้การซื้อบ้านครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้สินในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่กำลังเผชิญปัญหายื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไม่ผ่าน JUZMATCH (จัซแมทช์) แพลตฟอร์มเช่าเพื่อซื้อ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใกล้การมีบ้านได้ง่ายขึ้น โดยหลังทำสัญญาเช่าเพื่อซื้อ ผู้เช่าเพื่อซื้อสามารถย้ายเข้าอยู่ได้ทันที และส่วนหนึ่งของค่าเช่ารายเดือนที่จ่ายไปยังถูกสะสมไว้เป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริงอีกด้วย นอกจากนี้ ระหว่างสัญญายังเป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้ผู้เช่าเพื่อซื้อมีโอกาสวางแผนการเงิน ปรับปรุงเครดิต และสร้างประวัติทางการเงินที่ดี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นขอสินเชื่อใหม่กับธนาคารในอนาคตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น
A: คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันก็สามารถยื่นกู้ร่วมได้อย่างแน่นอน ธนาคารเข้าใจถึงบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่เราต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ภาพถ่ายงานแต่งงาน บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกัน เอกสารการกู้ซื้อรถยนต์ร่วมกัน หรือสูติบัตรของบุตร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา
A: ปัจจุบันคู่รัก LGBTQ+ สามารถกู้ร่วมซื้อบ้านได้แล้ว เนื่องจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 ทำให้คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายมีสิทธิ์เทียบเท่ากับคู่สมรสชาย-หญิงทุกประการ ส่วนคู่รัก LGBTQ+ ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็สามารถกู้ร่วมซื้อบ้านได้ โดยใช้เอกสารที่แสดงถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เช่น ทะเบียนบ้านที่มีชื่ออยู่ร่วมกัน บัญชีเงินฝากร่วม กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นอีกฝ่าย หรือหลักฐานการประกอบธุรกิจร่วมกัน
A: การถอนชื่อผู้กู้ร่วมสามารถทำได้ แต่ต้องผ่านการประเมินจากธนาคารอีกครั้ง ธนาคารจะพิจารณาว่าผู้กู้ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวมีรายได้ และศักยภาพเพียงพอที่จะแบกรับภาระหนี้ที่เหลือทั้งหมดได้หรือไม่ หากประเมินแล้วไม่ผ่าน อาจต้องใช้วิธีหาบุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาสวมสิทธิ์เป็นผู้กู้ร่วมแทน หรือทำการรีไฟแนนซ์ไปยังธนาคารอื่น
A: หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผู้กู้ร่วมที่ยังมีชีวิตอยู่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบยอดหนี้ทั้งหมดต่อไป หรือในกรณีที่ผู้เสียชีวิตมีทายาท ทายาทหรือผู้จัดการมรดกจะต้องเข้ามารับช่วงต่อการผ่อนชำระ แต่หากมีการทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ตั้งแต่แรก จะช่วยปิดความเสี่ยงตรงนี้ได้ โดยบริษัทประกันจะรับผิดชอบหนี้ส่วนที่เหลือแทน
A: หากยื่นกู้ร่วมแล้วยังไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร เราสามารถเลือกแพลตฟอร์ม JUZMATCH (จัซแมทช์) ที่ให้บริการเช่าเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยให้เราย้ายเข้าอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อธนาคารในระยะแรก และไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ช่วยให้เรามีเวลาเตรียมตัว และสร้างเครดิตทางการเงินให้พร้อมก่อนการยื่นขอสินเชื่อในอนาคต
ป้ายกำกับ:

Mega Trend คืออะไร? สรุปเทรนด์ลงทุนจาก JUZMATCH Investor Club 2025 Highlight Mega Trend คืออะไร?...

ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2567 จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังห...

ถ้าจากความรู้สึก...เราอาจจะยังรู้สึกว่า คนส่วนใหญ่เลือกซื้อบ้านมือหนึ่ง แต่ถ้าจากสถิติที่ไม...