เผยแพร่เมื่อ 22 มิ.ย. 2569

Highlight
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก นอกจากการเลือกทำเลที่ถูกใจ และการเตรียมเอกสารให้พร้อมแล้ว ขั้นตอนทางกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่าสัญญาซื้อขายที่จะเกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ แต่ในความเป็นจริงก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เราจะต้องผ่านขั้นตอนการทำสัญญาจะซื้อจะขายก่อน แล้วหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สำคัญอย่างไร ต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร บอกเลยว่ามือใหม่ต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินเซ็นสัญญา
สัญญาจะซื้อจะขายคือ เอกสารทางกฎหมายที่ทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาว่าผู้จะซื้อต้องการซื้อ และผู้จะขายตกลงจะขายอสังหาริมทรัพย์ให้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทันที เป็นหลักประกันไม่ให้ผู้ขายนำทรัพย์ไปขายต่อให้คนอื่นระหว่างที่รอทำธุรกรรม
สัญญาจะซื้อจะขายบ้านเป็นสัญญาที่ใช้เมื่อมีการตกลงราคา และเงื่อนไขเบื้องต้นได้แล้ว แต่ยังไม่พร้อมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินทันที เช่น ผู้จะซื้อต้องการเวลาเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือรอคอนโดสร้างเสร็จ การมีหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นข้อผูกมัดทางกฎหมาย ที่ช่วยปกป้องสิทธิ์ของทั้งสองฝ่าย ทำให้มั่นใจได้ว่าการซื้อขายจะเกิดขึ้นจริงตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้โดยไม่มีการบิดพลิ้ว
การทำความเข้าใจประเภท และรายละเอียดของสัญญาจะช่วยให้เรารักษาสิทธิ์ของตนเองได้อย่างครบถ้วน โดยทั่วไปหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายจะถูกแบ่งประเภทตามลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ดังนี้
การที่จะให้สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ มีความสมบูรณ์ และรัดกุมมากที่สุด เราควรตรวจสอบว่าในสัญญามีรายละเอียดทั้ง 10 ข้อนี้ครบถ้วนหรือไม่
.jpeg)
การวางเงินมัดจำไม่มีกฎหมายกำหนดตัวเลขตายตัว แต่มักจะอยู่ที่ประมาณ 1 - 5% ของราคาซื้อขายรวม หรือตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ซึ่งยอดเงินนี้จะถูกนำไปหักลบออกจากราคาเต็มเมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ หากเป็นโครงการสร้างใหม่มักจะมีมาตรฐานกำหนดไว้ แต่หากเป็นทรัพย์สินมือสองก็สามารถเจรจาต่อรองกันได้อย่างยืดหยุ่นตามความพร้อมของแต่ละฝ่าย
_%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3.png)
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดผิดสัญญา จะมีผลทางกฎหมายซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นฝ่ายผิด หากผู้จะซื้อเปลี่ยนใจ หรือหาเงินมาจ่ายไม่ได้ ผู้จะขายมีสิทธิ์ริบเงินมัดจำทั้งหมด ในทางกลับกัน หากผู้จะขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขายตามตกลง ผู้จะซื้อสามารถเรียกร้องให้คืนเงินมัดจำทั้งหมดพร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย หรือสามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับให้เกิดการซื้อขายตามเงื่อนไขในสัญญาได้
ก่อนที่เราจะลงนามในสัญญาใด ๆ ก็ตาม รวมถึงสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน เราควรตรวจสอบให้แน่ใจ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง ซึ่งเช็กลิสต์ 6 ข้อต้องตรวจให้รอบคอบช่วยป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคตได้
การทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นการแสดงเจตจำนงว่าต้องการจะซื้อขายในอนาคต ซึ่งการทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายอย่างถูกต้องเป็นการปกป้องสิทธิ์ และเงินมัดจำของเรา ช่วยเพิ่มความมั่นใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายก่อนที่จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการมีบ้านเป็นของตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน บางคนอาจติดปัญหาเรื่องเอกสารทางการเงินทำให้ยื่นขอสินเชื่อไม่ผ่าน
สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมกู้บ้านในวันนี้ JUZMATCH (จัซแมทช์) แพลตฟอร์มเช่าเพื่อซื้อ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใกล้การมีบ้านในฝันได้มากขึ้น โดยในรูปแบบเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) จะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเช่นเดียวกัน ซึ่งนักลงทุนจะเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จริง ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้เช่าเพื่อซื้อเข้ามาทำสัญญาและย้ายเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีในฐานะผู้เช่า และชำระค่าเช่าเพื่อซื้อทุกเดือนตามสัญญา ค่าเช่าที่ผู้เช่าเพื่อซื้อจ่ายทุกเดือนสามารถสะสมเป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง ในระหว่างสัญญาเช่าเพื่อซื้อกับจัซแมทช์ ยังเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ผู้เช่าเพื่อซื้อมีเวลาวางแผนการเงิน สร้างประวัติการชำระเงินที่ดี และเตรียมความพร้อมสำหรับการขอสินเชื่อเพื่อเป็นเจ้าของบ้านในอนาคตได้อย่างมั่นคง
A: เราสามารถร่างสัญญาขึ้นมาเองได้ หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มมาตรฐานที่น่าเชื่อถือจากอินเทอร์เน็ตมาปรับใช้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องระบุข้อมูล และเงื่อนไขการตกลงให้ครบถ้วน และครอบคลุมเพื่อให้สัญญามีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์
A: หากวางเงินจองไปแล้ว แต่ยังไม่เซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ถือว่ามีผลผูกพันทางกฎหมายแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมการวางเงินจองถือเป็นการแสดงเจตนาจะซื้อจะขายอย่างหนึ่ง แต่การไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะทำให้การหาหลักฐานไปฟ้องร้อง หรือเรียกร้องค่าเสียหายทำได้ยากและซับซ้อนกว่ามาก
A: สิทธิ์ในการได้เงินมัดจำคืนจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา หากเรามีการระบุเงื่อนไขพิเศษไว้อย่างชัดเจนว่าหากกู้ไม่ผ่าน ผู้จะขายยินดีคืนเงินมัดจำเต็มจำนวน เราก็จะได้รับเงินคืน แต่หากไม่มีการระบุเงื่อนไขนี้ไว้ ผู้จะขายมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะริบเงินมัดจำนั้นได้
A: สัญญาจะซื้อจะขายไม่จำเป็นต้องไปทำที่สำนักงานที่ดิน สามารถนัดหมายเซ็นสัญญาที่ไหนก็ได้ตามที่ทั้งสองฝ่ายสะดวก แต่การทำสัญญาควรมีพยานฝ่ายละ 1 คน ร่วมลงลายมือชื่อรับทราบด้วย เพื่อเป็นหลักฐานพยานบุคคลยืนยันความโปร่งใสในการทำนิติกรรม
A: หากยังไม่พร้อมขอสินเชื่อบ้านในวันนี้ การเช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการได้ก่อน โดยในรูปแบบเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) จะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเช่นเดียวกับการซื้อบ้านทั่วไป แต่ผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการจะเป็นนักลงทุนในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จริง ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้เช่าเพื่อซื้อเข้ามาทำสัญญาและย้ายเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีในฐานะผู้เช่า เมื่อผู้เช่าเพื่อซื้อมีความพร้อมด้านการเงินและต้องการยื่นกู้ก็สามารถกู้ซื้อบ้านหลังนั้นต่อกับธนาคาร โดยส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จ่ายไประหว่างที่อยู่อาศัยจะถูกนำไปเป็นส่วนลดค่าบ้านวันที่ตัดสินใจซื้อจริงด้วยราคาบ้านที่ถูกล็อกไว้ตั้งแต่วันที่เริ่มทำสัญญา ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาที่อาจปรับสูงขึ้นในอนาคต
ป้ายกำกับ:

Mega Trend คืออะไร? สรุปเทรนด์ลงทุนจาก JUZMATCH Investor Club 2025 Highlight Mega Trend คืออะไร?...

ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2567 จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังห...

ถ้าจากความรู้สึก...เราอาจจะยังรู้สึกว่า คนส่วนใหญ่เลือกซื้อบ้านมือหนึ่ง แต่ถ้าจากสถิติที่ไม...