คอนโด Low Rise กับ High Rise คืออะไร ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนดี

เผยแพร่เมื่อ 4 พ.ย. 2569

Blog Image

คอนโด Low Rise กับ High Rise คืออะไร? ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดีให้ตรงไลฟ์สไตล์
 

Highlight

 

       คอนโดมิเนียมในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งทำเล ราคา ขนาดห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงลักษณะของโครงการที่มักแบ่งออกเป็น คอนโด Low Rise และ High Rise ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและบรรยากาศการอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนชั้น จำนวนยูนิต ความเป็นส่วนตัว พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงทำเลที่ตั้ง
 

       สำหรับใครที่กำลังวางแผนซื้อคอนโด ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือลงทุน การทำความเข้าใจว่า คอนโด Low Rise กับ High Rise คืออะไร ต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อดีและข้อควรพิจารณาของแต่ละแบบ จะช่วยให้สามารถเปรียบเทียบและเลือกคอนโดที่เหมาะกับงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากขึ้น

 

คอนโด Low Rise คืออะไร?
 

       คอนโด Low Rise คือ คอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่มาก โดยทั่วไปมักพบเป็นอาคารที่มีจำนวนชั้นไม่เกินประมาณ 8 ชั้น และมีจำนวนยูนิตไม่หนาแน่นเท่าคอนโดขนาดใหญ่ เนื่องจากตัวอาคารไม่สูงมาก จึงสามารถพัฒนาในทำเลที่หลากหลายได้ โดยเฉพาะพื้นที่ในซอยหรือย่านที่อยู่อาศัยซึ่งมีข้อจำกัดด้านความสูงของอาคาร
 

       จุดเด่นของคอนโด Low Rise คือ บรรยากาศภายในโครงการมักมีความเป็นส่วนตัวและไม่พลุกพล่านมากนัก เพราะจำนวนยูนิตและจำนวนผู้อยู่อาศัยอาจน้อยกว่าโครงการขนาดใหญ่ อีกทั้งบางโครงการยังมีลักษณะใกล้เคียงกับการอยู่อาศัยในอาคารพักอาศัยขนาดเล็ก จึงเหมาะกับผู้ที่ชอบความสงบและไม่ต้องการอยู่ในอาคารสูง

 

คอนโด High Rise คืออะไร?
 

       คอนโด High Rise คือ คอนโดมิเนียมอาคารสูง โดยทั่วไปมักหมายถึงโครงการที่มีความสูงตั้งแต่ประมาณ 20 ชั้นขึ้นไป และสามารถมีจำนวนยูนิตตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันยูนิต ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของแต่ละโครงการ
 

       คอนโด High Rise มักพบในทำเลใจกลางเมืองหรือบริเวณใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีราคาที่ดินสูง การพัฒนาอาคารในแนวตั้งจึงช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในโครงการได้มากขึ้น นอกจากนี้ การอยู่อาศัยบนชั้นสูงยังมีโอกาสได้วิวเมืองและมุมมองที่เปิดกว้างกว่า ขณะที่โครงการขนาดใหญ่มักมีพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เลือกใช้งานหลากหลาย อย่างไรก็ตาม จำนวนยูนิตและผู้อยู่อาศัยอาจมากตามขนาดของโครงการเช่นกัน

 

คอนโด Low Rise กับ High Rise ต่างกันยังไง?
 

       ความแตกต่างระหว่างคอนโด Low Rise และ High Rise ไม่ได้มีเพียงเรื่องความสูงหรือจำนวนชั้นเท่านั้น แต่ยังมีความแตกต่างในด้านจำนวนยูนิต ทำเล พื้นที่ส่วนกลาง ค่าใช้จ่าย และบรรยากาศในการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควรนำมาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด โดยสามารถสรุปความแตกต่างโดยทั่วไปได้ดังนี้
 

ตารงเปรียบเทียบคอนโด Low Rise vs High Rise 

 

 

ข้อดีและข้อเสียของคอนโด Low Rise vs High Rise
 

       นอกจากความแตกต่างด้านลักษณะโครงการแล้ว คอนโด Low Rise และ High Rise ยังมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

 

ข้อดีของคอนโด Low Rise
 

  • มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า: ด้วยขนาดโครงการที่ไม่ใหญ่มากและมีผู้อยู่อาศัยไม่หนาแน่น บรรยากาศภายในโครงการจึงมักสงบและไม่พลุกพล่าน เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว 

  • ไม่วุ่นวายในการใช้พื้นที่ส่วนกลาง: เมื่อจำนวนผู้อยู่อาศัยไม่มาก การใช้งานพื้นที่ส่วนกลาง เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือลิฟต์ จึงอาจไม่หนาแน่นเท่ากับโครงการขนาดใหญ่ ช่วยลดโอกาสที่ต้องรอหรือใช้งานพร้อมกับคนจำนวนมาก

  • เข้า-ออกอาคารได้สะดวก: จำนวนชั้นที่ไม่มากช่วยให้การเดินทางระหว่างห้องพักกับพื้นที่ด้านล่างใช้เวลาไม่นาน และบางกรณีสามารถเลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ได้ 

  • มีตัวเลือกทำเลหลากหลาย: สามารถพบโครงการได้ทั้งในเมืองและย่านที่อยู่อาศัยรอบนอก ทำให้เลือกทำเลให้เหมาะกับงบประมาณและรูปแบบการใช้ชีวิตได้มากขึ้น

     

ข้อเสียของคอนโด Low Rise
 

  • วิวอาจมีข้อจำกัด: เนื่องจากอาคารไม่สูงมาก ห้องพักจึงอาจได้รับวิวจากอาคาร บ้าน หรือสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในพื้นที่หนาแน่น

  • สิ่งอำนวยความสะดวกอาจมีไม่มาก: ด้วยพื้นที่และขนาดของโครงการที่จำกัด บางโครงการอาจมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้เลือกใช้งานไม่หลากหลาย

  • การเดินทางขึ้นอยู่กับทำเลของแต่ละโครงการ: หากโครงการตั้งอยู่ในซอยหรือห่างจากระบบขนส่งสาธารณะ อาจต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว รถรับส่ง หรือบริการขนส่งอื่นเพิ่มเติม


     


 

 

ข้อดีของคอนโด High Rise
 

  • มีโอกาสได้วิวที่เปิดกว้าง: โดยเฉพาะห้องพักบนชั้นสูงที่ไม่มีอาคารอื่นบดบัง สามารถมองเห็นวิวเมืองหรือพื้นที่โดยรอบได้กว้างขึ้น

  • มีพื้นที่รองรับการใช้งานหลายรูปแบบ: โครงการขนาดใหญ่อาจจัดสรรพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโครงการได้มากขึ้น

  • เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง: หลายโครงการพัฒนาในบริเวณที่เดินทางไปยังย่านธุรกิจ แหล่งงาน หรือพื้นที่สำคัญของเมืองได้สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล และร้านอาหาร จึงตอบโจทย์ผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองเป็นหลัก

     

ข้อเสียของคอนโด High Rise
 

  • อาจใช้เวลารอลิฟต์ในบางช่วง: โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีผู้อยู่อาศัยใช้งานพร้อมกัน การเดินทางขึ้น-ลงจากชั้นสูงอาจใช้เวลามากขึ้น

  • การขึ้น-ลงต้องพึ่งพาลิฟต์เป็นหลัก: สำหรับห้องพักบนชั้นสูง การใช้บันไดในชีวิตประจำวันอาจไม่สะดวกเท่ากับอาคารที่มีจำนวนชั้นน้อย

  • ห้องที่มีตำแหน่งหรือวิวโดดเด่นอาจมีราคาสูงขึ้น: เช่น ห้องชั้นสูง ห้องมุม หรือห้องที่ได้วิวเปิดกว้าง ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณมากกว่าห้องประเภทอื่นภายในโครงการเดียวกัน


     

 

คอนโด Low Rise และ High Rise เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบไหน เลือกคอนโดแบบไหนดี?
 

       การเลือกคอนโด Low Rise หรือ High Rise ไม่มีรูปแบบไหนที่ดีกว่ากันเสมอไป เพราะแต่ละแบบตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือควรพิจารณาจากไลฟ์สไตล์ การเดินทาง งบประมาณ และสิ่งที่ให้ความสำคัญในการอยู่อาศัย เพื่อเลือกคอนโดที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
 

คอนโด Low Rise เหมาะกับใคร?
 

       คอนโด Low Rise อาจเหมาะกับผู้ที่ชอบบรรยากาศการอยู่อาศัยที่สงบและไม่วุ่นวาย รวมถึงผู้ที่ไม่ต้องการอยู่บนอาคารสูง โดยเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและไม่ต้องการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกับผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก

       นอกจากนี้ ยังเหมาะกับผู้ที่ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ใจกลางเมืองหรือใกล้รถไฟฟ้ามากนัก เช่น ผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัว ทำงานในย่านที่อยู่อาศัย หรือให้ความสำคัญกับการเลือกคอนโดในทำเลที่เหมาะกับงบประมาณมากกว่าการอยู่ในย่านธุรกิจ
 

คอนโด High Rise เหมาะกับใคร?

       คอนโด High Rise อาจเหมาะกับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองและให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันในย่านธุรกิจ รวมถึงผู้ที่ต้องการอยู่ใกล้รถไฟฟ้า แหล่งงาน หรือพื้นที่สำคัญของเมือง

       อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ชอบการอยู่อาศัยบนชั้นสูง ต้องการวิวเมืองหรือมุมมองที่เปิดกว้าง และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับกิจกรรมได้หลากหลายภายในโครงการ เช่น การออกกำลังกาย การทำงาน หรือการพักผ่อน

 

      ดังนั้นจะเห็นว่าคอนโด Low Rise และ High Rise ต่างก็มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยคนละแบบ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกรูปแบบคอนโดที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตัวเองมากที่สุด
 

      เมื่อเจอคอนโดที่ใช่แล้วแต่ยังไม่พร้อมยื่นกู้ธนาคารในตอนนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือไป โมเดล เช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) จาก JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกทางเลือกที่ออกแบบมาสำหรับคนที่มีศักยภาพในการผ่อนชำระ แต่ยังติดข้อจำกัดของระบบสินเชื่อในปัจจุบัน เช่น คนที่มีรายได้หลายช่องทาง ฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจหรือผู้ที่มีรายได้จริงแต่เอกสารทางการเงินยังไม่เข้าเกณฑ์ธนาคาร 
 

       ด้วยโมเดลเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) คุณสามารถเข้าอยู่ในคอนโดที่ต้องการได้ก่อนโดยยังไม่ต้องกู้ธนาคาร พร้อมล็อกราคาบ้านไว้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาหมดกังวลว่าราคาจะดีดสูงขึ้นในอนาคต โดยใช้ช่วงระยะเวลาเช่ามีผู้เชี่ยวชาญ Homeownership Advisory (HOA) คอยให้คำแนะนำการวางแผนการเงิน ปรับปรุงเครดิต เตรียมเอกสารและประสานงานกับธนาคารจนคุณพร้อมยื่นกู้และรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้าน และค่าเช่าที่จ่ายในแต่ละเดือนบางส่วนยังสะสมเป็นส่วนลดของราคาซื้อในวันที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของอีกด้วย

ที่มา: DDproperty


 

คำถามที่พบบ่อย

Q: คอนโด Low Rise กับ High Rise แบ่งกันที่ตรงไหน?

A:โดยทั่วไปคอนโด Low Rise มักหมายถึงคอนโดที่มีความสูงไม่มากและพบได้บ่อยในอาคารประมาณไม่เกิน 8 ชั้น ส่วนคอนโด High Rise มักหมายถึงคอนโดอาคารสูงประมาณ 20 ชั้นขึ้นไป
 

Q: ทำไมคอนโดยิ่งสูงยิ่งแพง?

A:ห้องคอนโดบนชั้นสูงมักมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากมีโอกาสได้วิวที่เปิดกว้าง มีสิ่งกีดขวางน้อย และได้รับความเป็นส่วนตัวจากภายนอกอาคารมากขึ้น จึงทำให้หลายโครงการกำหนดราคาห้องชั้นสูงแตกต่างจากชั้นล่าง อย่างไรก็ตาม ราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น ทำเล ตำแหน่งห้อง ทิศ ขนาดห้อง และรูปแบบของโครงการด้วย
 

Q: คอนโดแบบไหนเหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก?

A: สามารถเลือกได้ทั้ง Low Rise และ High Rise โดยควรพิจารณาจากความเหมาะสมของโครงการมากกว่าความสูงเพียงอย่างเดียว เช่น ขนาดห้อง พื้นที่สำหรับเด็ก ระบบรักษาความปลอดภัย การเดินทาง รวมถึงความใกล้โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ที่ครอบครัวต้องใช้เป็นประจำ
 

Q: ซื้อคอนโด Low Rise ปล่อยเช่าคุ้มไหม?

A:มีโอกาสคุ้มได้หากโครงการอยู่ในทำเลที่มีความต้องการเช่า เช่น ใกล้แหล่งงาน สถานศึกษา หรือเดินทางสะดวก โดยควรพิจารณาทั้งราคาซื้อ ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ ค่าส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายในการดูแลห้อง และอัตราการเช่าในพื้นที่ เพื่อประเมินผลตอบแทนก่อนตัดสินใจลงทุน
 

Q: งบจำกัด ควรเลือก Low Rise ทำเลดี หรือ High Rise ทำเลไกล?

A: หากมีงบประมาณจำกัด ควรให้ความสำคัญกับทำเลที่เหมาะกับการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพราะมีผลต่อทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางในระยะยาว หาก Low Rise อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือสถานที่ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ อาจตอบโจทย์มากกว่า High Rise ที่อยู่ไกลออกไป แต่หาก High Rise มีระบบขนส่งที่สะดวกและตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่า ก็ควรนำค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางมาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ


 

ป้ายกำกับ:

แชร์: