เผยแพร่เมื่อ 6 พ.ย. 2569

การเริ่มต้นเดินทางในโลกการลงทุนสำหรับมือใหม่ มักจะเต็มไปด้วยความสับสนเนื่องจากมีเครื่องมือทางการเงินให้เลือกหลากหลายประเภท หนึ่งในคำถามแรก ๆ ที่พบบ่อยที่สุดคือ กองทุนกับหุ้นต่างกันยังไง และควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี การทำความเข้าใจว่า หุ้นกับกองทุนต่างกันยังไง จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนทางการเงินและจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมกับสไตล์ชีวิตของตนเอง
บทความนี้ JUZMATCH (จัซแมทช์) จะพาไปทำความเข้าใจว่ากองทุนรวมกับหุ้นต่างกันยังไง ทั้งในด้านผลตอบแทน ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม ภาษี และเวลาที่ต้องใช้ เพื่อให้คุณใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่ากองทุนกับหุ้นต่างกันยังไง เราต้องย้อนกลับมาดูนิยามและกลไกพื้นฐานของเครื่องมือทางการเงินทั้งสองชนิดนี้เสียก่อน เพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างที่แท้จริง
หุ้น (Equity) คือตราสารทุนที่แสดงความเป็นเจ้าของในบริษัทนั้น ๆ เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใด บริษัทหนึ่ง คุณจะมีสถานะเป็น "ผู้ถือหุ้น" หรือเจ้าของร่วม มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Dividend) เมื่อบริษัทมีกำไร และมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นตามผลประกอบการ แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทประสบปัญหาขาดทุนหรือล้มละลาย มูลค่าหุ้นก็สามารถลดลงจนเหลือศูนย์ได้เช่นกัน
กองทุนรวม (Mutual Fund) คือการรวบรวมเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยหลาย ๆ คนเข้าด้วยกันเป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยมี "บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน" (บลจ.) และ "ผู้จัดการกองทุน" มืออาชีพ นำเงินก้อนนั้นไปบริหารจัดสรรลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามนโยบายที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ประเภทของกองทุนรวมมีหลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ ไปจนถึงความเสี่ยงสูงอย่างกองทุนหุ้น กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ หรือกองทุนต่างประเทศ (FIF)
การเปรียบเทียบว่ากองทุนรวมกับหุ้นต่างกันยังไง ต้องระวังไม่นำสินทรัพย์ต่างประเภทมาปนกัน เพราะกองทุนรวมเปรียบเสมือน "ตะกร้าหรือตัวบรรจุ" (Vehicle) ที่สามารถนำอะไรใส่เข้าไปก็ได้ หากคุณนำกองทุนรวมตราสารหนี้ไปเทียบกับหุ้นเดี่ยว ย่อมมีความแตกต่างกันสุดขั้ว การเปรียบเทียบที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดคือการนำ "กองทุนรวมหุ้น" ไปเปรียบเทียบกับ "การซื้อหุ้นด้วยตนเอง"
หากต้องการสรุปว่ากองทุนกับหุ้นต่างกันยังไงให้มองที่กระบวนการทำงาน การตัดสินใจ และข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติ ซึ่งเปรียบเทียบได้ในหลากหลายมิติดังนี้:
คำตอบของประเด็นหุ้นกับกองทุนต่างกันยังไง เรื่องแรก คือ คนบริหารจัดการ การซื้อหุ้นด้วยตนเอง คุณต้องเป็นผู้ทำการวิเคราะห์งบการเงิน ติดตามข่าวสารธุรกิจ และตัดสินใจจังหวะซื้อขายด้วยตนเองทั้งหมด จึงต้องใช้เวลาอย่างมาก ส่วนกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยคัดเลือกหุ้นและปรับพอร์ตให้ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาจำกัดหรือไม่มีความเชี่ยวชาญ
ข้อแตกต่างทางปฏิบัติของกองทุนรวมกับหุ้นต่างกันยังไง คือ ขั้นต่ำในการใช้เงิน การซื้อหุ้นไทยผ่านกระดานปกติ ต้องซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น (Board Lot) หากเป็นหุ้นราคาแพงอาจต้องใช้เงินหลักหมื่นบาทต่อการซื้อหนึ่งครั้ง โดยซื้อผ่านบัญชีโบรกเกอร์ (Streaming) ส่วนกองทุนรวม ปัจจุบันสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียง 1 บาท ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารพาณิชย์ หรือแอปพลิเคชันรวมกองทุนต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
หากวิเคราะห์ว่าหุ้นกับกองทุนต่างกันยังไงในแง่การกระจายความเสี่ยง การซื้อหุ้น 1 ตัว หมายถึงความเสี่ยงผูกติดอยู่กับบริษัทนั้นเพียงแห่งเดียว หากเกิดวิกฤตกับบริษัทนั้น เงินลงทุนอาจเสียหายหนัก แต่การซื้อกองทุนรวมหุ้นเพียง 1 กอง เงินของคุณจะถูกกระจายไปถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ทันทีตั้งแต่ 30 ถึง 100 บริษัท ช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของหุ้นรายบริษัทลงได้อย่างอัตโนมัติ
ประเด็นสภาพคล่องที่แสดงว่ากองทุนรวมกับหุ้นต่างกันยังไง คือ ความเร็วในการได้เงินสด หุ้นสามารถส่งคำสั่งซื้อขายบนกระดานได้ทันทีในเวลาทำการ และทราบราคาจับคู่ได้แบบ Real-time โดยจะได้รับเงินเข้าบัญชีตามรอบชำระเงิน (T+2) ส่วนกองทุนรวม คำสั่งซื้อขายจะคำนวณตามราคา NAV ณ สิ้นวันทำการ และระยะเวลาได้รับเงินคืนขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน ตั้งแต่ T+1 ไปจนถึง T+5 (กรณีเป็นกองทุนต่างประเทศ)
ความผันผวนไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่าหุ้นหรือกองทุนโดยตรง แต่อยู่ที่สินทรัพย์อ้างอิง หากเป็นกองทุนรวมหุ้น ความผันผวนของราคา NAV ก็สามารถปรับขึ้นลงรุนแรงตามตลาดหุ้นได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่กองทุนรวมจะมีความผันผวนโดยรวมน้อยกว่าหุ้นรายตัวเล็กน้อย เนื่องจากการกระจายความเสี่ยงในตะกร้าลงทุน
Exchange Traded Fund (ETF) คือ กองทุนรวมดัชนีที่นำข้อดีของทั้งสองฝั่งมารวมกัน โดย ETF เป็นกองทุนรวมที่กระจายการลงทุนตามดัชนี (เช่น SET50) แต่ถูกนำขึ้นไปจดทะเบียนซื้อขายบนกระดานหุ้น ทำให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขาย ETF ได้แบบ Real-time เหมือนหุ้น ได้การกระจายความเสี่ยงเหมือนกองทุน และจ่ายค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนรวมแบบ Active

ในมุมของค่าใช้จ่ายที่ชี้ว่าหุ้นกับกองทุนต่างกันยังไงอยู่ที่โครงสร้างค่าธรรมเนียม ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
การซื้อขายหุ้นจะมีค่าธรรมเนียมหลัก ๆ คือ ค่าคอมมิชชันค่านายหน้า (Brokerage Fee) ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามวอลุ่มการซื้อขาย (ประมาณ 0.08% - 0.25%) และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยจะเสียค่าธรรมเนียมเฉพาะเมื่อเกิดการส่งคำสั่งซื้อหรือขายเท่านั้น หากถือหุ้นไว้เฉย ๆ จะไม่มีค่าธรรมเนียมการถือครองรายปี
กองทุนรวมมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อนกว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บโดยตรงเมื่อซื้อขาย (Front-end / Back-end Fee)
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมเป็นรายปี (Management Fee, Trustee Fee, Registrar Fee) ซึ่งจะถูกหักออกจากราคา NAV ทุกวัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.5% - 2.5% ต่อปี
พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานทั้งในฝั่งบวกและฝั่งลบ หากกองทุนรวมหักค่าธรรมเนียมการจัดการปีละ 1.5% - 2.0% ทุก ๆ ปีตลอดระยะเวลา 20 ปี ตัวเลขค่าธรรมเนียมสะสมนี้สามารถกัดกินผลตอบแทนรวมของพอร์ตการลงทุนไปได้ถึง 20% - 30% เมื่อเทียบกับการลงทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า
กองทุนรวมแบบ Active Management มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ชนะตลาด จึงต้องใช้ผู้จัดการกองทุนและทีมวิเคราะห์จำนวนมาก ทำให้มีค่าธรรมเนียมบริหารจัดการสูง (ประมาณ 1.5% - 2.5% ต่อปี) ขณะที่กองทุนดัชนี (Passive / Index Fund) มีเป้าหมายเพียงสร้างผลตอบแทนให้เท่ากับดัชนีอ้างอิง จึงใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นหลัก ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ามาก (ประมาณ 0.1% - 0.6% ต่อปี)
อีกประเด็นสำคัญเมื่อดูว่า กองทุนกับหุ้นต่างกันยังไง คือเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีและภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากการทำกำไร
กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) สำหรับบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนเงินปันผล (Dividend) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเลือกนำไปยื่นเครดิตภาษีเงินปันผลตอนสิ้นปีเพื่อขอเงินคืนได้ตามฐานภาษีของตนเอง
กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ของบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับหุ้น ส่วนเงินปันผลจากกองทุนรวมจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แต่ไม่สามารถนำไปขอเครดิตภาษีเงินปันผลเหมือนหุ้นได้
นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของกองทุนรวม เพราะการซื้อหุ้นโดยตรงไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ แต่ภาครัฐสนับสนุนการออมผ่านกองทุนรวมเพื่อการเกษียณ (RMF), กองทุนรวมเพื่อการออม (SSFเดิม/เงินออมระยะยาว) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ทำให้ผู้ซื้อได้ประโยชน์ 2 ต่อ ทั้งโอกาสรับผลตอบแทนและการประหยัดภาษีประจำปี
ในมุมความปลอดภัยของหุ้นกับกองทุนต่างกันยังไงขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นเข้าไปถือครอง ไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่ากองทุนรวมแล้วจะปลอดภัย 100% เสมอไป
ความเสี่ยงในการลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัท (Unsystematic Risk) เช่น กิจการบริหารผิดพลาดจนขาดทุน ซึ่งกองทุนรวมสามารถกระจายความเสี่ยงส่วนนี้ออกไปได้ด้วยการถือหุ้นหลายตัว ส่วนความเสี่ยงอีกประเภทคือ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหรือความเสี่ยงตลาด (Systematic Risk) เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลก สงคราม หรืออัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งความเสี่ยงส่วนนี้ กองทุนรวมและหุ้นจะได้รับผลกระทบเหมือนกันทั้งหมด
หากคุณไปเลือกลงทุนในกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Sector Fund) เช่น กองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี กองทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน หรือกองทุนที่เน้นลงทุนในประเทศเดียว หากอุตสาหกรรมนั้นเข้าสู่สภาวะถดถอย ราคา NAV ของกองทุนรวมก็สามารถปรับตัวลดลง 30% - 50% ได้ไม่ต่างจากการถือหุ้นรายตัว

สำหรับมือใหม่ที่ยังลังเลว่ากองทุนกับหุ้นต่างกันยังไงและแบบไหนเหมาะกับตนเอง การประเมินความพร้อมและไลฟ์สไตล์จะช่วยให้เลือกจุดเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง
คุณมีเวลาอ่านงบการเงินและติดตามข่าวธุรกิจสัปดาห์ละหลายชั่วโมงหรือไม่ ?
คุณรับได้ไหมหากเห็นเงินต้นติดลบ 30% - 50% ในบางช่วงเวลา ?
เป้าหมายการลงทุนของคุณคืออะไร (สร้างความมั่งคั่งระยะยาว หรือเก็งกำไรระยะสั้น) ?
หากมีเงินทุนเริ่มต้นหลักพันบาท การเริ่มต้นด้วยกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) หรือการ DCA ในกองทุนรวมผสม ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ช่วยฝึกวินัยทางการเงินและเรียนรู้ความผันผวนของตลาดก่อนที่จะก้าวไปสู่การซื้อหุ้นรายตัว
ปัจจัยด้านเวลาที่ตอบว่ากองทุนรวมกับหุ้นต่างกันยังไงจะเป็นตัวกำหนด หากคุณเป็นพนักงานประจำ หรือผู้ประกอบการที่มีงานรัดตัว ไม่มีเวลาติดตามกระดานหุ้นระหว่างวัน การเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือเลือกใช้บริการออมหุ้นอัตโนมัติ จะช่วยให้ชีวิตมีสมดุลและไม่เครียดจนเกินไป
เมื่อรู้แล้วว่าหุ้นกับกองทุนต่างกันยังไงก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว นักลงทุนส่วนใหญ่มักผสมผสานทั้งสองเครื่องมือเพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่สมบูรณ์
สามารถทำได้โดยใช้กลยุทธ์ Core-Satellite Portfolio โดยวางกองทุนรวมหรือ ETF เป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ในสัดส่วน 60% - 80% เพื่อสร้างความเสถียรและเติบโตไปตามตลาด ส่วนอีก 20% - 40% นำไปเป็นพอร์ตรอบนอก (Satellite Portfolio) เพื่อเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีโอกาสเติบโตสูงเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม
ความเข้าใจผิดของมือใหม่คือการซื้อทั้งหุ้นไทยและกองทุนหุ้นไทย แล้วคิดว่ากระจายความเสี่ยงแล้ว แต่ในความเป็นจริง พอร์ตของคุณยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียว หากเศรษฐกิจไทยซบเซา ทั้งสองส่วนก็จะลดลงพร้อมกัน การกระจายความเสี่ยงที่แท้จริงต้องออกไปลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศด้วย
นอกเหนือจากหุ้นและกองทุนรวมในตลาดหลักทรัพย์แล้ว นักลงทุนควรทำความรู้จักกับสินทรัพย์นอกตลาดทุน เช่น ทองคำ เงินฝาก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นต่ำ ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตรวมได้ดี
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังมองหาช่องทางลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง นอกเหนือจากหุ้นหรือกองทุนรวมแล้ว อสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) ที่หลายคนนำมาใช้เพื่อกระจายการลงทุน และเพิ่มสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มักอยู่ที่การใช้เงินทุนจำนวนมาก รวมถึงการต้องหาผู้เช่า ดูแลทรัพย์สิน และบริหารการเช่าด้วยตัวเอง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน
สำหรับผู้ที่พึ่งเริ่มวางแผนการลงทุนหรือยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ การเริ่มต้นลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะมีเงินทุนจำนวนมาก แม้การมีเงินต้นที่มากกว่าจะช่วยให้มีทางเลือกในการลงทุนและกระจายพอร์ตได้หลากหลาย แต่สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นจากเงินลงทุนที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตัวเองและค่อย ๆ นำเงินไปต่อยอดในระยะยาว
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับJUZMATCH (จัซแมทช์) จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีทีมงานมืออาชีพคอยบริหารจัดการทรัพย์สินและดูแลผู้เช่าตลอดอายุสัญญา ช่วยลดภาระในการบริหารจัดการทำให้นักลงทุนสามารถนำเงินที่มีไปต่อยอดการลงทุนด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น
ที่มา: SET Investnow, JITTA Wealth
A: สามารถซื้อได้หลายช่องทาง ทั้งการซื้อตรงกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.), ซื้อผ่านเคาน์เตอร์หรือแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์ และซื้อผ่านแอปพลิเคชันรวมกองทุนที่สามารถซื้อขายได้หลาย บลจ. ในแอปเดียว เช่น Streaming for Fund, Finnomena หรือ InnovestX
A: ระยะเวลาในการรับเงินคืนขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ๆ โดยใช้อักษร T+จำนวนวันทำการ เช่น กองทุนตลาดเงินส่วนใหญ่ได้เงิน T+1 (ขายวันนี้ ได้เงินวันทำการถัดไป), กองทุนหุ้นไทยส่วนใหญ่ได้เงิน T+2 ถึง T+3 และกองทุนหุ้นต่างประเทศมักจะได้เงิน T+4 ถึง T+5
A: อีกหนึ่งคำถามประเด็นกองทุนกับหุ้นต่างกันยังไงคือกรณีของการซื้อกองทุนหุ้นไทย การซื้อกองทุนหุ้นไทยจะมีผู้จัดการคัดเลือกและกระจายหุ้นให้ 30-50 ตัว พร้อมดูแลให้เสร็จสรรพแต่มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ส่วนการซื้อหุ้นไทยเอง คุณต้องเลือกหุ้นและรับความเสี่ยงเป็นรายบริษัทด้วยตัวเอง แต่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบริหารจัดการรายปี
A: ไม่ควรรีบขายทันที ให้ตรวจสอบก่อนว่ากองทุนขาดทุนเพราะ "สภาวะตลาดโดยรวมถดถอย" หรือขาดทุนเพราะ "ผู้จัดการกองทุนบริหารแพ้ดัชนีอ้างอิง" หากขาดทุนตามตลาดแต่ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์ยังดี ควรใช้วิธีออมเพิ่มเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน แต่หากผู้จัดการกองทุนบริหารแพ้ดัชนีอย่างต่อเนื่อง ควรพิจารณาสับเปลี่ยนไปกองทุนอื่น
A: ความสับสนที่เชื่อมโยงกับเรื่องกองทุนรวมกับหุ้นต่างกันยังไงคือสถานะของ ETF โดยทั้งคู่เน้นสร้างผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิงเหมือนกัน แต่ ETF ซื้อขายราคา Real-time บนกระดานหุ้นได้ตลอดเวลาทำการเหมือนหุ้น มีค่าธรรมเนียมต่ำ ส่วนกองทุนดัชนีทั่วไปจะซื้อขายได้วันละครั้งตามราคา NAV สิ้นวันทำการ
ป้ายกำกับ:

JUZMATCH คืออะไร รู้ครบจบที่เดียว เกี่ยวกับจัซแมทช์ และโมเดลนวัตกรรมเช่าเพื่อซื้อ Highlight จัซแ...

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน Highlight การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื...

ทางเลือกการลงทุน (Alternative Investment) คิดจะลงทุนอสังหาฯ ทำไมต้องลงทุนกับ JUZMATCH Highlight ...