ทำเลทองคืออะไร? แนะนำการวางแผนและเลือกบ้านให้ดีที่สุดเพื่ออนาคต

เผยแพร่เมื่อ 4 พ.ย. 2569

Blog Image

ทำเลทอง คืออะไร? แนะนำการวางแผนและเลือกบ้านให้ดีที่สุดเพื่ออนาคต

 

Highlight

 

       การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมสักแห่ง ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิต ดังนั้น การค้นหา ทำเลทอง จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาที่พักอาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการรับประกันคุณภาพชีวิตที่ดี และการลงทุนระยะยาวที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งจากมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตด้วยในเวลาเดียวกัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำเลที่ดีควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมอัปเดตโซนยอดฮิต และวิธีประเมินทำเลบ้านที่ดีที่สุดด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ

 

ทำเลทอง คืออะไร?

       ทำเลทอง (Prime Location หรือ Central Business District) คือพื้นที่ที่มีระดับความเจริญเติบโตสูงสุดในทุกด้าน โดยจะมีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยการเป็นศูนย์กลางของระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อทุกมุมเมือง เป็นแหล่งรวมอาคารสำนักงานระดับพรีเมียม ศูนย์การค้าชั้นนำ โรงพยาบาลระดับอินเตอร์ และสถานศึกษาชื่อดัง จนทำให้เกิดความต้องการจากทั้งผู้ซื้อและผู้เช่าที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในทำเลเหล่านี้ จึงมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี

 

ทำเลทองต่างจากทำเลศักยภาพและทำเลรองอย่างไร?

       ในทางอสังหาริมทรัพย์มักจะแบ่งระดับชั้นของทำเล ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีกลไกราคา ทิศทางการเติบโต และความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
 

  • ทำเลทอง (Prime Location / CBD)

       ทำเลทอง (Prime Location / CBD) คือ พื้นที่ใจกลางเมืองที่พัฒนาจนเจริญถึงขีดสุด เช่น สุขุมวิท สาทร สีลม และเพลินจิต โดยที่ดินในโซนนี้จะมีราคาแพงมหาศาล และสภาพคล่องในการซื้อขายและปล่อยเช่าสูงมาก ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนทุนหนานิยมซื้อเก็บไว้เป็นมรดกหรือเพื่อรักษามูลค่าเงิน

 

  • ทำเลศักยภาพ (Emerging Location)

       ทำเลศักยภาพ (Emerging Location) คือพื้นที่ย่านรอยต่อที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและรอการพัฒนาให้สมบูรณ์หรือเป็นพื้นที่ที่มีเมกะโปรเจกต์ของรัฐและโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่กำลังก่อสร้าง เช่น ย่านพระราม 9 บางนา และรัชโยธิน โดยราคายังอยู่ในระดับที่คนวัยทำงานจับต้องได้ และเป็นทำเลที่มีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้สูงและรวดเร็วที่สุดเมื่อโครงการต่าง ๆ ก่อสร้างแล้วเสร็จ

 

  • ทำเลรอง (Secondary Location)

       ทำเลรอง (Secondary Location) คือ พื้นที่ส่วนต่อขยายชานเมืองหรือโครงการที่อยู่ในซอยลึกลงไป ต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัว มอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือรถสาธารณะเพื่อต่อสายเข้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งราคาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มนี้จะถูกกว่ามาก เหมาะสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงของครอบครัวที่มีงบประมาณจำกัด ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง แต่อัตราการเติบโตของราคาในอนาคตจะค่อนข้างช้ากว่าสองกลุ่มแรก

 

ทำไม "ทำเล" ถึงสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อบ้านและคอนโด?

       อสังหาริมทรัพย์จะประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก คือ 'ที่ดิน' และ 'สิ่งปลูกสร้าง' ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งปลูกสร้างย่อมมีค่าเสื่อมราคาและทรุดโทรมลงตามกาลเวลา แต่สิ่งที่จะช่วยชดเชยและดึงมูลค่ารวมให้สูงขึ้นได้ คือ 'มูลค่าของที่ดิน' ที่ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งล้วน ๆ ดังนั้น ทำเลจึงเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า และเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องว่าในยามที่คุณเกิดเหตุฉุกเฉินจนต้องการขายทำกำไร ว่าที่ดินผืนนั้น ๆ จะสามารถขายได้ง่ายหรือยากแค่ไหน
 

 


 

เช็กลิสต์ 6 ปัจจัย ดูทำเลบ้านให้ราคาขึ้นในอนาคตทำยังไง?

       สำหรับนักลงทุนและคนที่กำลังมองหาทำเลบ้านหรือคอนโดมิเนียม พร้อมคาดหวังให้สินทรัพย์นั้นมีราคาเติบโตในอนาคต ต่อไปนี้คือ 6 ปัจจัยเชิงลึกที่คุณต้องนำมาใช้เป็นเช็กลิสต์ เพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่นั้น ๆ อย่างละเอียด 

 

       1. การเดินทาง และระบบขนส่ง

       ความสะดวกสบายในการเข้า-ออกพื้นที่คือหัวใจหลักอันดับหนึ่งในการเลือกทำเลทอง เพราะทำเลที่ดีจะต้องมีโครงข่ายการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ทะลุออกถนนสายหลักได้หลายเส้นทางและที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือ ต้องอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า โดยหากยิ่งทำเลนั้นเป็นจุดตัดของสถานีรถไฟฟ้าหลายสายหรือมีการพัฒนาแบบ TOD (Transit-Oriented Development) ที่เน้นการเดินเท้าเชื่อมต่อถึงศูนย์การค้าและแหล่งงานได้เลย ก็จะยิ่งทำให้มูลค่าที่ดินในบริเวณนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว

 

       2. แหล่งงานและสิ่งอำนวยความสะดวก

       กฎเหล็กของอสังหาริมทรัพย์ คือ เมืองจะเติบโตได้ต้องมีผู้คนและผู้คนจะมารวมตัวกันก็ต่อเมื่อมีแหล่งงาน ดังนั้น ทำเลทองที่มีความพร้อมด้านอาคารสำนักงานเกรด A แหล่งนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ โรงเรียนนานาชาติและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ จึงสามารถสร้างความต้องการที่อยู่อาศัยได้ตลอดเวลา ทำให้ราคาบ้านและคอนโดในบริเวณรอบ ๆ ขยับขึ้นอย่างมีเสถียรภาพและมีฐานผู้เช่ารองรับเสมอ 

 

       3. ผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ที่ดิน

นักลงทุนมืออาชีพมักจะให้ความสำคัญกับ "สีของผังเมือง" เพราะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพื้นที่ตามกฎหมาย โดยหากโครงการของคุณตั้งอยู่ในผังเมือง "สีแดง" (พื้นที่พาณิชยกรรม) หรือ "สีน้ำตาล" (พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และมีอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR - Floor Area Ratio) สูง หมายความว่าพื้นที่นั้นสามารถพัฒนาสร้างตึกระฟ้า ศูนย์การค้า หรือโปรเจกต์มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ได้ ทำให้ข้อกำหนดเหล่านี้จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ จนนำไปสู่ความเจริญและมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว 

 

       4. โครงการพัฒนาในอนาคต

การเก็งกำไรและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องอาศัยการมองภาพล่วงหน้า ซึ่งการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับแผนการลงทุนของภาครัฐและโปรเจกต์ยักษ์ของภาคเอกชน เช่น แผนการเวนคืนตัดถนนเส้นใหม่ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เพิ่งอนุมัติงบประมาณ หรือการกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้าง Mega Mixed-use Project จัดเป็นสูตรสำเร็จของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ดักความเจริญที่กำลังจะมาถึง โดยหากคุณเข้าซื้อและถือครองสินทรัพย์ตั้งแต่ช่วงที่มีการประกาศข่าว ไปจนถึงวันที่โครงการเหล่านี้สร้างเสร็จเปิดให้บริการ คุณจะได้รับผลตอบแทนก้อนโตจากราคาที่ดินที่ถูกประเมินใหม่ 

 

       5. สภาพแวดล้อมและความเสี่ยง

ทำเลที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนต้องมีสภาพแวดล้อมโดยรอบ ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและปลอดภัย โดยต้องประเมินและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติหรือมลพิษ เช่น พื้นที่แอ่งกระทะที่มีประวัติน้ำท่วมขังซ้ำซากเมื่อฝนตกหนัก หรือพื้นที่ที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันพิษ เพราะส่งผลต่อโอกาสในการขายในอนาคต

 

        6. สถิติราคาที่ดินย้อนหลัง

การคาดการณ์อนาคตที่แม่นยำที่สุด คือการศึกษาจากข้อมูลและสถิติในอดีต ดังนั้น จึงควรตรวจสอบความเคลื่อนไหวของราคาประเมินที่ดินจากกรมธนารักษ์ และสืบหาราคาซื้อขายจริงในตลาดย้อนหลัง 5-10 ปีในละแวกนั้น โดยหากกราฟราคาที่ดินมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ประมาณ 5-10% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ ก็ถือเป็นสัญญาณและหลักฐานชั้นดีว่าทำเลนี้มีรากฐานความต้องการที่แข็งแกร่งและน่าลงทุนในอนาคต 

 

 

 

ทำเลบ้านแนวราบกับทำเลคอนโดดูต่างกันตรงไหน?

        สำหรับการพิจารณาทำเลคอนโด ผู้ซื้อและนักลงทุนจะเน้นให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก ส่งผลให้ทำเลนั้นต้องอยู่ในระยะที่สามารถเดินเท้าไปถึงสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสบายและปลอดภัย ซึ่งโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 500-800 เมตร ทำให้โครงการควรตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ ไม่เข้าซอยลึกและเปลี่ยว และต้องถูกรายล้อมด้วยร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือห้างสรรพสินค้าในระยะที่เดินถึงได้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว

 

       ในทางกลับกันการพิจารณาทำเลบ้าน จะเน้นการประเมินวิสัยทัศน์ในอนาคตมากกว่า เนื่องจากผู้ที่เลือกซื้อบ้านส่วนใหญ่มักมีครอบครัวและใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นยานพาหนะหลัก ทำให้ทำเลที่ตั้งจึงควรอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน วงแหวนรอบนอก หรือมอเตอร์เวย์ เพื่อให้เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองหรือเดินทางข้ามจังหวัดได้ง่าย นอกจากนี้ การเลือกบ้านจะเน้นเรื่องคุณภาพของสภาพแวดล้อม ความเป็นส่วนตัว ความเงียบสงบ มีพื้นที่สีเขียว และอยู่ไม่ไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัว เช่น การอยู่ใกล้โรงเรียนชั้นนำ หรือโรงพยาบาลในรัศมีการขับรถ 5-15 กิโลเมตร เป็นต้น

 

รวม 10 ทำเลทอง ยอดนิยมของคนหาบ้าน-คอนโดมีที่ไหนบ้าง?

       เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของการแบ่งโซนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เราได้ทำการรวบรวม 10 สุดยอดทำเลทองยอดนิยม ที่เป็นทั้งศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ แหล่งงาน และเป็นย่านที่ราคาที่ดินพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง มาให้คนที่กำลังมองหาบ้านหรือคอนโดเรียบร้อยแล้ว

 

       1. สยาม ชิดลม เพลินจิต

       นี่คือจุดสูงสุดของความเป็น Super Prime CBD หรือทำเลที่แพงที่สุดในประเทศไทย โดยที่ดินบริเวณนี้มีราคาประเมินและราคาซื้อขายจริงทำสถิติสูงสุดอยู่เสมอ เพราะเป็นศูนย์รวมของห้างสรรพสินค้าระดับเวิลด์คลาส โรงแรมหรูระดับ 6 ดาว และสถานทูต ทำให้อสังหาริมทรัพย์และคอนโดมิเนียมในย่านนี้ จึงมีสถานะเหนือกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไป จนถูกยกระดับให้เป็นสินทรัพย์สะสม ที่มหาเศรษฐีซื้อเก็บไว้เพื่อแสดงความมั่งคั่ง

 

       2. สาทร สีลม พญาไท

       ย่านศูนย์กลางการเงินและธุรกิจแบบดั้งเดิมของไทยที่ยังคงทรงอิทธิพล อัดแน่นไปด้วยอาคารสำนักงานใหญ่ขององค์กรระดับประเทศ ธนาคารข้ามชาติ สถานทูต และโรงเรียนชั้นนำระดับประเทศ ถือเป็นย่านที่มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกของชุมชนเก่าแก่ และความทันสมัยของสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานระดับผู้บริหาร รวมถึงเป็นทำเลที่ปล่อยเช่ากลุ่ม Expat ระดับสูงที่ได้ราคาดีมาก

 

       3. สุขุมวิท เอกมัย ทองหล่อ

       หากพูดถึงย่านไลฟ์สไตล์ที่ฮอตและมีสีสันที่สุดสำหรับชาวไทย ที่มีกำลังซื้อสูงและกลุ่มชาวต่างชาติจำนวนมาก โซนสุขุมวิทตอนกลางคือคำตอบที่ตรงที่สุด เพราะโดดเด่นด้วยคอมมูนิตี้มอลล์ระดับพรีเมียม ร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่ง คาเฟ่มากมาย และแหล่งแฮงก์เอาต์ยามค่ำคืนที่มีระดับ เป็นทำเลทองที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาตินิยมซื้อคอนโดมิเนียมไว้เพื่อปล่อยเช่ามากที่สุด เนื่องจากสามารถทำ Rental Yield ได้สูง มีชาวต่างชาติหมุนเวียนเข้ามาเช่าตลอด และขายต่อทำกำไรได้คล่องตัว

 

       4. พระราม 9 เพชรบุรี อโศก

        ย่าน New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างร้อนแรงที่สุด โดยโซนนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดตัดของการเดินทางทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT และ Airport Rail Link ทำให้เป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานแห่งใหม่ บริษัทเทคโนโลยี และบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก รวมถึงเป็นย่านชุมชนชาวต่างชาติแห่งใหม่ ที่ทำให้เกิด Ecosystem ทางเศรษฐกิจตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

 

       5. อารีย์ สะพานควาย

       ย่านที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานความเป็นชุมชนดั้งเดิมอันเงียบสงบ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์ โดดเด่นด้วยคาเฟ่มินิมอล ร้านอาหารลับ ๆ และพื้นที่ศิลปะจำนวนมาก ข้อได้เปรียบสำคัญคือทำเลนี้มีที่ดินแปลงใหญ่ที่รอการพัฒนาน้อยมาก ส่งผลให้โครงการคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ในย่านอารีย์กลายเป็นแรร์ไอเทม ที่ใคร ๆ ก็อยากครอบครองและมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

       6. รัชดา ห้วยขวาง

       โซนธุรกิจและศูนย์รวมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ยอดนิยมที่ไม่มีวันหลับใหล เป็นทำเลที่มีความต้องการเช่าและซื้ออย่างมหาศาลจากชาวต่างชาติฝั่งเอเชียและคนวัยทำงานรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นโซนที่เดินทางเข้าสู่อโศกและพระราม 9 ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีผ่านโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ห้างสรรพสินค้า และตลาดนัดกลางคืนที่ครบครันด้วยเช่นกัน

 

       7. ลาดพร้าว รัชโยธิน

       ทำเลที่เป็นเสมือนศูนย์กลางย่อยของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ที่ได้รับการยกระดับและพลิกโฉมอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายและรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลือง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญ แวดล้อมไปด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ แหล่งไลฟ์สไตล์ อาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาชั้นนำ จนเป็นย่านที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และมีที่ดินที่ซื้อขายกันอยู่มากมาย

 

       8. พัฒนาการ อ่อนนุช กรุงเทพกรีฑาใหม่

       หากกำลังมองหาทำเลบ้านระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี โซนถนนพัฒนาการและถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ถือเป็นทำเลทองอันดับหนึ่งในขณะนี้ จนถูกขนานนามจากวงการอสังหาฯ ว่าเป็น Beverly Hills เมืองไทย เนื่องจากสามารถสัญจรเข้าสู่ใจกลางเมืองผ่านถนนเส้นหลักและทางด่วนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และมี Community Mall รวมถึงโรงเรียนนานาชาติชื่อดังมาเปิดกันอย่างหนาแน่น ส่งผลให้ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

       9. บางนา-สุวรรณภูมิ

       ประตูบานใหญ่สู่ภาคตะวันออกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากอานิสงส์ของเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ ย่านบางนา โดดเด่นด้วยการเป็นศูนย์รวมศูนย์นิทรรศการขนาดใหญ่ BITEC และอภิมหาโปรเจกต์ค้าปลีกระดับภูมิภาค เช่น Mega City และ Bangkok Mall ทำให้เป็นย่านที่รับผลบวกเต็ม ๆ จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จนมีความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งในรูปแบบคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม

 

        10. พระราม 2 - ปทุมธานี

       ทำเลส่วนต่อขยายปริมณฑลที่นักลงทุนสายบ้านแนวราบต้องจับตามอง ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ประตูสู่ภาคใต้ ที่ปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างยกระดับทางด่วนและมอเตอร์เวย์ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้การเดินทางลื่นไหลและดันราคาที่ดินพุ่งขึ้น ส่วนโซนปทุมธานีเป็นจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์การค้าครบวงจร ทำให้ทั้งสองทำเลนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนที่กำลังมองหาบ้านแนวราบที่มีพื้นที่กว้างขวาง ในระดับราคาที่ยังจับต้องได้ พร้อมโอกาสการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต 


 


 

เช็กทำเลด้วยตัวเอง ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินก้อนใหญ่ดูยังไง?

       ก่อนที่จะตัดสินใจจองหรือโอนเงินมัดจำกับทำเลทองที่ได้หาข้อมูลมา คุณควรหาเวลาลงพื้นที่ไปสำรวจทำเลและโครงการด้วยตัวเองอย่างน้อย 2-3 ครั้ง โดยมีเทคนิค คือให้ลองขับรถวนดูสภาพแวดล้อมรอบ ๆ โครงการทั้งในช่วงเช้าเร่งด่วน ช่วงบ่าย และช่วงกลางคืน เพื่อสำรวจว่าสภาพการจราจร และสิ่งอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงให้สังเกตลักษณะของเพื่อนบ้าน สภาพแวดล้อมโดยรอบ และลองแวะสอบถามพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นเกี่ยวกับประวัติของพื้นที่ เพื่อให้การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์คุ้มค่าและไม่เกิดความผิดหวังในภายหลัง



การค้นพบทำเลทองที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และมีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย แต่หลายคนแม้จะเจอคอนโดในทำเลที่ใช่แล้วกลับต้องชะลอความฝันไว้ก่อน เพราะยังไม่พร้อมยื่นกู้ธนาคารหรือกังวลว่าจะกู้ไม่ผ่านจนเสียโอกาสให้คนอื่นซื้อตัดหน้าไป



หากคุณกำลังเจอสถานการณ์นี้ โมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent to Own) จากJUZMATCH (จัซแมทช์) คือทางเลือกที่ช่วยให้คุณจับจองคอนโดในทำเลที่ต้องการไว้ได้ตั้งแต่วันนี้ เพียงทำสัญญาก็ย้ายเข้าอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ธนาคารตั้งแต่วันแรก พร้อมมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยวางแผนการเงินและปรับปรุงเครดิต เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การยื่นกู้เป็นเจ้าของอย่างเต็มตัวในอนาคต

 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำเลทองในกรุงเทพฯ ตอนนี้อยู่โซนไหนบ้าง?

A: ทำเลทองใจกลางเมืองยังคงครองแชมป์อยู่ที่ย่านเพลินจิต, ชิดลม, วิทยุ, สุขุมวิทตอนต้น และสาทร ส่วนทำเลทองสำหรับบ้านแนวราบระดับพรีเมียมที่กำลังมาแรงที่สุด คือโซนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ และบางนา-ตราด 

 

Q: ซื้อก่อนรถไฟฟ้าเปิดหรือรอเปิดแล้วค่อยซื้อแบบไหนคุ้มกว่า?

A: หากเน้นการลงทุนเพื่อส่วนต่างราคา การซื้อก่อนรถไฟฟ้าสร้างเสร็จจะคุ้มค่ากว่ามาก เพราะเมื่อเปิดใช้งานราคาจะกระโดดขึ้นทันที แต่ต้องแลกกับความอดทนช่วงก่อสร้าง ส่วนการซื้อเมื่อเปิดใช้แล้วจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าอยู่ทันที เน้นความแน่นอน แต่ต้องยอมจ่ายในราคาที่ถูกปรับขึ้น

 

Q: อยากรู้ว่าโครงการอยู่ผังเมืองสีอะไร เช็กได้จากที่ไหน?

A: คุณสามารถตรวจสอบสีของผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ของ กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือแอปพลิเคชัน LandMaps ของกรมที่ดิน โดยใช้ข้อมูลเลขที่โฉนดหรือค้นหาจากตำแหน่งพิกัดแปลงที่ดิน 

 

Q: ทำเลดีแต่แพงกับทำเลรองที่ถูกกว่า ควรเลือกแบบไหน?

A: ขึ้นอยู่กับงบประมาณและเป้าหมาย โดยหากเป็นการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร ควรยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อทำเลที่ดี เพราะสภาพคล่องสูงและหาผู้เช่าได้ง่ายกว่า แต่หากซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและมีงบจำกัด การเลือกทำเลรองที่ไกลออกไปอีกหน่อย แต่ได้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางและคุ้มค่ากับเงินในกระเป๋าก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลเช่นกัน 

 

Q: ทำเลแบบไหนที่ควรเลี่ยง แม้ราคาจะถูกแค่ไหนก็ตาม?

A: ควรหลีกเลี่ยงทำเลที่มีประวัติน้ำท่วมขังเป็นประจำ โครงการที่อยู่ในซอยลึก ซอยตันที่สัญจรลำบากและเปลี่ยว ที่ดินตาบอดหรือไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมาย ทำเลที่อยู่ติดกับบ่อขยะ หรือโรงงานอุตสาหกรรมหนัก และทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งมั่วสุมหรือมีสถิติอาชญากรรมสูง รวมถึงทำเลที่ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวกและไม่มีแนวโน้มการพัฒนาซึ่งทำให้มูลค่าทรัพย์สินไม่เติบโตในอนาคต


 

ป้ายกำกับ:

แชร์: