เผยแพร่เมื่อ 1 พ.ย. 2569

การซื้อบ้านสักหลังคือการตัดสินใจทางการเงินครั้งใหญ่ในชีวิต ซึ่งนอกจากเรื่องของทำเลและราคาบ้านแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ "อัตราดอกเบี้ย" ที่เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่จะติดตัวคุณไปอีกหลายสิบปี ซึ่งหลายคนที่กำลังวางแผนกู้บ้านอยู่ อาจจะเคยได้ยินจากธนาคารและสงสัยว่า อัตราดอกเบี้ยลอยตัวคืออะไร ทำไมบางช่วงถึงถูกบางช่วงถึงแพง แล้วถ้าเทียบกับอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่แตกต่างกันอย่างไร มาหาคำตอบก่อนวางแผนซื้อบ้านไปพร้อมกันในบทความนี้
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Interest Rate) คือ รูปแบบของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงปรับขึ้นหรือลดลงได้ตลอดเวลาตามประกาศของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะอ้างอิงและสอดคล้องกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจในประเทศและตลาดโลกในช่วงเวลานั้น ๆ หมายความว่า ภาระอัตราดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะไม่คงที่ตลอดอายุสัญญา แต่จะแกว่งตัวไปตามกลไกของตลาดการเงิน ส่งผลให้สัดส่วนของเงินค่างวดที่คุณจ่ายในแต่ละเดือน ถูกนำไปตัด "เงินต้น" และ "ดอกเบี้ย" ในจำนวนที่แตกต่างกัน
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของอัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวหรืออยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง เพราะเมื่อธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง ภาระดอกเบี้ยที่คุณต้องแบกรับในแต่ละเดือน ก็จะลดต่ำลงตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งภายใต้ระบบการคิดอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบลดต้นลดดอกนั้น เมื่อสัดส่วนของอัตราดอกเบี้ยถูกลง เงินค่างวดก้อนเดิมที่คุณจ่ายเข้าไปเท่าเดิมทุกเดือน จะมีเข้าไปหักลบเงินต้นได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ยอดหนี้สะสมลดลงอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกันความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของอัตราดอกเบี้ยลอยตัว จะเกิดขึ้นเมื่อสภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะทันทีที่ธนาคารประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ภาระดอกเบี้ยรายเดือนของคุณจะเพิ่มสูงขึ้นตามตลาดทันทีโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ค่างวดที่คุณจ่ายไปเท่าเดิมนั้น จะถูกหักไปเป็นค่าดอกเบี้ยเสียส่วนใหญ่ และเหลือไปตัดเงินต้นเพียงแค่เล็กน้อย ยิ่งไปกว่านั้น หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ธนาคารอาจมีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินค่างวดต่อเดือนเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาผ่อนชำระยืดเยื้อเกินไปอีกด้วย
เมื่อคุณเข้าไปดูรายละเอียดสินเชื่อบ้านของแต่ละธนาคาร มักจะพบกับตัวย่อภาษาอังกฤษ 3 ตัวนี้ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ธนาคารใช้กำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยลอยตัว โดยมีความแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
MRR (Minimum Retail Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป ดังนั้น คนที่กำลังจะกู้บ้านต้องให้ความสำคัญกับค่า MRR ของแต่ละธนาคารเป็นหลัก
MLR (Minimum Lending Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ซึ่งส่วนมากจะใช้กับสินเชื่อระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการลงทุนทางธุรกิจ หรือการสร้างโรงงาน เป็นต้น
MOR (Minimum Overdraft Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) ซึ่งมักใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นในการทำธุรกิจ
ในการเสนอโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านธนาคารมักจะเขียนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมาในรูปแบบสมการ เช่น MRR - 2.50% ต่อปี ซึ่งวิธีอ่านและทำความเข้าใจก็คือ ให้นำค่า MRR ปัจจุบันของธนาคารนั้น ๆ มาตั้ง แล้วลบด้วยตัวเลขที่ธนาคารเสนอให้ เพื่อให้รู้อัตราดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายจริงในระหว่างการผ่อนชำระ
ตัวอย่างการคำนวณ : สมมติว่าปัจจุบันธนาคาร A ประกาศอัตรา MRR อยู่ที่ 7.00% ต่อปี และโปรโมชั่นที่คุณได้รับคือ MRR - 2.50%
อัตราดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายจริงจะเท่ากับ: 7.00% - 2.50% = 4.50% ต่อปี
หมายเหตุ : หากในอนาคตธนาคารปรับ MRR ขึ้นเป็น 7.50% อัตราดอกเบี้ยของคุณก็จะลอยตัวขึ้นเป็น 7.50% - 2.50% = 5.00% ทันที

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Interest Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกล็อกตัวเลขไว้ตายตัวตั้งแต่วันแรกที่ทำสัญญา โดยจะไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดการเงินตลอดระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสินเชื่อบ้านในประเทศไทยมักเสนอให้เป็นโปรโมชันในช่วง 1-3 ปีแรกเท่านั้น เนื่องจากธนาคารไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนทางการเงินในระยะยาวกว่านั้นได้ ทำให้ผู้กู้รู้ต้นทุนที่แน่นอน และสามารถวางแผนการเงินและบริหารสภาพคล่องในช่วงเริ่มต้นของการซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น
ข้อดีที่สุดของอัตราดอกเบี้ยคงที่ คือการช่วยให้ผู้กู้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างแม่นยำและไร้ความกังวล เพราะจะรู้ตัวเลขค่างวดที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนอย่างชัดเจน ทำให้สามารถบริหารกระแสเงินสดและจัดสรรงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มักจะตามมาในช่วงเริ่มต้นของการซื้อบ้าน เช่น ค่าตกแต่ง ต่อเติม หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ ได้โดยไม่ทำให้สภาพคล่องสะดุด นอกจากนี้ยังเปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นดีในยุคที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะไม่ว่าตลาดจะปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้สูงขึ้นแค่ไหน คุณก็จะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ข้อเสียหลักของการล็อกอัตราดอกเบี้ย คือคุณจะเสียโอกาสหากสภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคอัตราดอกเบี้ยขาลง เพราะเมื่อธนาคารพาณิชย์ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นตลาด คุณจะยังต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยในเรตเดิมที่อาจสูงกว่าตลาดต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา นอกจากนี้ โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่มักจะถูกตั้งตัวเลขเริ่มต้นไว้สูงกว่าโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวเล็กน้อย เนื่องจากธนาคารจำเป็นต้องบวกต้นทุนส่วนเพิ่มเข้าไป เพื่อชดเชยการเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดไว้เอง ส่งผลให้ผู้กู้ต้องยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยในตอนแรก เพื่อเป็นค่าซื้อประกันความเสี่ยงและความอุ่นใจนั่นเอง
การเข้าใจว่าความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวคืออะไร สามารถมองให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยการเปรียบเทียบในเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้
การคาดการณ์ค่างวด : อัตราดอกเบี้ยคงที่คาดเดาง่าย วางแผนล่วงหน้าได้แน่นอน 100% ส่วนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวคาดเดายาก เพราะขึ้นอยู่กับประกาศของธนาคาร
อัตราช่วงแรก : อัตราดอกเบี้ยลอยตัวมักจะให้ตัวเลขที่ดูต่ำกว่าในช่วงแรกเพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ตัวเลขอาจจะดูสูงกว่าเล็กน้อย
ตอนอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น : อัตราดอกเบี้ยคงที่จะได้เปรียบมากในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะคุณไม่ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยเพิ่มตามตลาด ส่วนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะทำให้คุณเสียอัตราดอกเบี้ยแพงขึ้น
ตอนอัตราดอกเบี้ยขาลง : อัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะได้เปรียบในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง เพราะภาระอัตราดอกเบี้ยคุณจะลดลงทันที ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคงที่คุณยังต้องจ่ายแพงเท่าเดิมตามสัญญา
แบบไหนเหมาะกับใคร : อัตราดอกเบี้ยคงที่เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นคงทางจิตใจและรับความเสี่ยงไม่ได้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือตัวเลือกที่เหมาะกับคนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ มองเห็นแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงและมีเงินก้อนพร้อมโปะ

ในความเป็นจริงตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย แทบจะไม่มีการให้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอด 20-30 ปี แต่จะเป็นรูปแบบผสมที่ในช่วง 1-3 ปีแรก ธนาคารจะให้โปรโมชั่นเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวแบบต่ำพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 เป็นต้นไป สัญญาเกือบทั้งหมดจะถูกปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยกระโดดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สินเชื่อบ้านใช้การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยในเดือนถัดไปจะถูกคำนวณจาก "ยอดเงินต้นคงเหลือ" เท่านั้น ทำให้ยิ่งคุณจ่ายเงินต้นไปมากเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็จะยิ่งลดลงเป็นตามไปด้วยในเวลาเดียวกัน
เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์ก็มักจะปรับค่า MRR ขึ้นตามไปด้วยในเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้น สมมติว่าคุณส่งค่างวดเดือนละ 15,000 บาท ตอนที่อัตราดอกเบี้ยถูก เงินจำนวนนี้อาจแบ่งเป็นตัดต้น 8,000 บาท ตัดดอกเบี้ย 7,000 บาท แต่พอ MRR ปรับตัวสูงขึ้น ค่างวด 15,000 บาทของคุณ อาจจะกลายเป็นตัดต้นแค่ 5,000 บาท และกลายเป็นดอกเบี้ยถึง 10,000 บาท ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หลายคนถึงรู้สึกว่าผ่อนบ้านไม่ค่อยลดต้น
เมื่อผ่านพ้นช่วงโปรโมชัน 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือสิ่งที่จะปรับสูงขึ้นตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งหากปล่อยไว้จะกลายเป็นภาระหนัก ส่งผลให้ควรวางแผนการรับมืออย่างชาญฉลาด ด้วยการเลือกใช้วิธีการเหล่านี้
การขอย้ายสินเชื่อบ้านไปยังธนาคารใหม่ เพื่อรับโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยต่ำใน 3 ปีแรกอีกครั้ง ซึ่งวิธีนี้ช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้หลักแสนบาท แต่แลกมาด้วยขั้นตอนการยื่นเอกสารใหม่และการเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น ค่าจดจำนอง หรือค่าประเมินที่จะต้องจ่ายอีกครั้ง
การขอเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม มีข้อดีคือทำได้ง่าย ไม่ต้องยื่นเอกสารใหม่ทั้งหมด และไม่มีค่าธรรมเนียมจดจำนองใหม่ แต่อัตราดอกเบี้ยที่ได้ลด อาจจะไม่ถูกเท่ากับการรีไฟแนนซ์ย้ายธนาคาร แต่ก็มักจะถูกกว่าการปล่อยให้ไปถึงปีที่คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
หากพอมีสภาพคล่องการจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้นจากยอดปกติ เช่น ปกติจ่าย 15,000 บาท ก็เพิ่มการจ่ายเป็น 18,000 บาท เงินส่วนเกิน 3,000 บาทจะถูกนำไปตัดเงินต้นแบบเต็ม ๆ 100% ทำให้ฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในเดือนถัดไปลดลงอย่างรวดเร็ว
เราได้หาคำตอบไปแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยลอยตัวคืออะไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเปรียบเสมือนต้นทุนที่ไม่แน่นอนซึ่งสามารถปรับขึ้นลงได้ตามสภาวะตลาด และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดอกเบี้ยระยะยาวคือหนึ่งในต้นทุนก้อนใหญ่ของการซื้อบ้าน หลายคนจึงอาจสงสัยว่า ถ้าเลือกซื้อบ้านผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent to Own) กับ JUZMATCH สำหรับคนที่ยังไม่เข้าเกณฑ์สินเชื่อธนาคาร ต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่? ซึ่งโมเดลเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) มีต้นทุนในรูปแบบ "อัตราเทียบเท่าดอกเบี้ย (Equivalent Interest Rate)" ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของโมเดลเช่าเพื่อซื้อ ไม่ใช่ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจากธนาคารโดยตรง แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ เงินที่จ่ายในแต่ละเดือนจะไม่ได้เป็นค่าเช่าทั้งหมด เพราะส่วนที่จ่ายเกินค่าเช่าจะถูกนำไปสะสมเป็น ส่วนลดราคาบ้าน หรือเปรียบเทียบได้กับการทยอยลดราคาซื้อบ้านตั้งแต่เริ่มสัญญา
ดังนั้น โมเดลเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้ในวันนี้ แต่มีศักยภาพในการเป็นเจ้าของบ้านในอนาคต เช่น ผู้ที่มีรายได้หลายช่องทาง ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจ โดยสามารถเข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการก่อน พร้อมล็อกราคาซื้อไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา และใช้ช่วงเวลาระหว่างเช่าเตรียมความพร้อมด้านเครดิตและการเงินเพื่อยื่นสินเชื่อเมื่อพร้อมในอนาคต
A: ธนาคารจะพิจารณาจาก "อัตราดอกเบี้ยนโยบาย" ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงต้นทุนทางการเงินของธนาคาร และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นหลัก
A: โดยปกติแล้วในช่วง 3 ปีแรก คุณจะไม่สามารถเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาได้ แต่หลังจากครบกำหนด 3 ปี คุณสามารถขอทำ Retention หรือ Refinance เพื่อเปลี่ยนแพ็กเกจกลับไปรับโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยคงที่ของช่วง 1-3 ปีแรกได้อีกครั้ง
A: เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยบ้านคิดแบบลดต้นลดดอกและคำนวณเป็นรายวัน ทำให้การที่คุณนำเงินไปโปะเพิ่ม เงินส่วนนั้นจะไปหักลบยอดหนี้เงินต้นทั้งหมด ทำให้เงินต้นคงเหลือน้อยลง ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยในวันพรุ่งนี้และงวดถัด ๆ ไปลดลงตามไปด้วยเช่นกัน
A: ควรเลือกใช้ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรืออยู่ในช่วง "อัตราดอกเบี้ยขาลง" เพราะคุณจะได้รับประโยชน์ทันทีเมื่อธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ย MRR ทำให้ค่างวดที่คุณจ่ายถูกนำไปหักเงินต้นได้มากขึ้น
A: หากรู้สึกว่าการรีไฟแนนซ์ย้ายค่ายมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลา คุณสามารถเลือกใช้วิธี รีเทนชัน (Retention) แทนได้ เพียงแค่ติดต่อสาขาธนาคารเดิมเพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแม้อัตราดอกเบี้ยที่ได้อาจจะไม่ถูกเท่าการรีไฟแนนซ์ แต่ก็ช่วยลดภาระอัตราดอกเบี้ยลอยตัวลงไปได้มากโดยไม่ต้องวุ่นวายเรื่องเอกสารและการประเมินบ้านใหม่
ป้ายกำกับ:

JUZMATCH คืออะไร รู้ครบจบที่เดียว เกี่ยวกับจัซแมทช์ และโมเดลนวัตกรรมเช่าเพื่อซื้อ Highlight จัซแ...

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน Highlight การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื...

ทางเลือกการลงทุน (Alternative Investment) คิดจะลงทุนอสังหาฯ ทำไมต้องลงทุนกับ JUZMATCH Highlight ...