เผยแพร่เมื่อ 6 พ.ย. 2569

Highlight
ในยุคที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น การมีรายได้ทางเดียวอาจไม่เพียงพอและทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินได้ ดังนั้น หลายคนจึงเริ่มมองหาอิสรภาพทางการเงิน และความฝันสูงสุดของหลายคนคือการมีรายได้เข้ามาแม้ในยามหลับพักผ่อน ซึ่ง Passive Income คือ สิ่งที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สิ่งนี้อย่างแท้จริง โดยวันนี้เราจะมาทำความรู้จักอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ Passive Income พร้อมแนะนำการสร้าง Passive Income ว่าจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง และวิธีไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณที่สุด
Passive Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่คุณไม่ต้องนำเวลาหรือแรงกายไปแลกในทุก ๆ วัน ซึ่งเป็นลักษณะของการทำงานหนักหรือลงทุนลงแรงในช่วงเริ่มต้นเพียงครั้งเดียวเพื่อสร้างระบบหรือสินทรัพย์ขึ้นมา จากนั้นระบบหรือสินทรัพย์นั้นจะทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดกลับมาให้คุณอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันสามารถเลือกวิธีการได้หลากหลายตามความสามารถและความรู้ของแต่ละคน โดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์ที่มีทางเลือกของการลงทุนและโอกาสต่าง ๆ มากมาย
Active Income คือ รายได้ที่คุณต้องเอา "เวลา" และ "แรง" ไปแลกโดยตรงเพื่อให้ได้รับมาซึ่งผลตอบแทนในการนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าจ้างรายวันหรือฟรีแลนซ์ โดยหากวันไหนคุณหยุดทำงาน ล้มป่วย หรืออยากพักร้อน รายได้ส่วนนี้ก็จะหยุดตามไปด้วยเช่น ในขณะที่ Passive Income คือ รายได้ที่มาจาก "สินทรัพย์" ที่คุณสร้างหรือซื้อไว้ เช่น ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ เงินปันผลจากหุ้น หรือรายได้จากลิขสิทธิ์ ทำให้แม้คุณจะหยุดพักผ่อน สินทรัพย์เหล่านี้ก็ยังคงทำงาน และสร้างรายได้ให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อค้นหาข้อมูลว่าวิธีสร้าง Passive Income มีอะไรบ้าง คุณจะพบกับทางเลือกมากมายที่เป็นไปได้ แต่รู้หรือไม่ว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็น Passive Income ได้แบบ 100% เสมอไป เพราะลักษณะของ Passive Income จะต้องมีลักษณะที่ชัดเจนต่าง ๆ เหล่านี้
การแบ่งระดับของPassive Income คือสิ่งที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานจะสามารถแบ่งแยกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้
Passive จริง : การสร้างรายได้ที่แทบไม่ต้องลงแรงดูแลเลยหลังจากลงทุนไปแล้ว เช่น การรับอัตราดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาล หรือรับเงินปันผลจากหุ้นพื้นฐานดี
กึ่ง Passive : การสร้างรายได้ที่ยังต้องใช้เวลาดูแลบ้างเป็นระยะ เช่น การปล่อยเช่าคอนโดที่คุณอาจต้องคอยหาผู้เช่าใหม่ ซ่อมแซมห้อง หรือช่อง YouTube ที่แม้คลิปเก่าจะทำเงินได้ แต่ก็ต้องคอยอัปเดตตอบคอมเมนต์หรือทำคลิปใหม่บ้างเพื่อเลี้ยงช่อง เป็นต้น
Active ปลอมตัว : งานที่หลายคนเคลมว่าเป็น Passive แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานที่ต้องทำตลอดเวลา เช่น การขายของออนไลน์แบบ Dropship ที่ยังต้องตอบแชทลูกค้า และจัดการออเดอร์ทุกวัน
ความจริงที่เจ็บปวดคือไม่มีสินทรัพย์ใดบนโลกที่สร้างหรือซื้อทิ้งไว้แล้วจะทำเงินได้ตลอดไปโดยไม่ต้องเหลียวแล เช่น อสังหาริมทรัพย์ก็ต้องมีการบำรุงรักษา หุ้นบริษัทก็อาจผลประกอบการแย่ลง หรือคอนเทนต์ออนไลน์ก็อาจล้าสมัยไปตามกาลเวลา ดังนั้น Passive Income ที่แท้จริง คือ การลดเวลาทำงานลงให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่การไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้ได้รายได้เข้ามาตลอดชีวิต

ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทของการสร้างรายได้อัตโนมัติได้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามทรัพยากรที่ต้องใช้ในตอนเริ่มต้น ดังนี้
สำหรับกลุ่ม Passive Income ที่ใช้เงินต้นน้อย หรือไม่ใช่เลยแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย
การสร้างสินค้าดิจิทัล (Digital Products) เช่น เขียน e-book สอนทักษะที่คุณถนัด ทำเทมเพลต Notion หรือพรีเซ็ตแต่งรูปขาย เป็นการทำต้นฉบับเพียงครั้งเดียว แต่สามารถขายซ้ำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีต้นทุนการผลิตเพิ่มเติม
หากคุณมีฝีมือด้านการวาดรูป หรือออกแบบ การวาดสติกเกอร์ LINE วางขายก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้าง Passive Income ได้ต่อเนื่อง ยิ่งถ้าสติกเกอร์ของคุณฮิตติดชาร์ต รายได้ก็อาจพุ่งสูงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทได้เลยทีเดียว
การสร้างวิดีโอบน YouTube หรือการเขียนบทความลงบล็อก เมื่อคอนเทนต์นั้นติดอันดับการค้นหา (SEO) หรือมีคนเข้ามาดูอย่างต่อเนื่อง คุณจะได้รับรายได้จากค่าโฆษณาตลอดไปตราบใดที่ยังมีคนรับชม
การทำ Affiliate Marketing คือการนำลิงก์สินค้าไปแปะตามช่องทางต่าง ๆ ของคุณ เช่น รีวิวสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย โดยหากมีคนคลิกซื้อผ่านลิงก์ คุณจะได้ค่าคอมมิชชัน ซึ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee หรือ Lazada ก็มีระบบนี้ให้สามารถเลือกทำได้แบบสะดวกสบาย นอกจากนี้ การทำคอร์สออนไลน์สอนทักษะเฉพาะทางก็เป็นอีกช่องทางที่ใช้ความรู้สร้างรายได้ระยะยาวได้ดีด้วยเช่นกัน
ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่ม Passive Income ที่ใช้เงินต้น แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้
การรับเดอกเบี้ยเงินฝากและสลากออมทรัพย์เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดแต่ผลตอบแทนต่ำที่สุด เพราะเพียงนำเงินไปฝากประจำดิจิทัล หรือซื้อสลากออมทรัพย์ คุณก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยหรือเงินรางวัลกลับมาตามรอบเวลาเสมอ
การซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน คือการที่คุณมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และสร้าง Passive Income ได้จากการลงทุน โดยคุณจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดและได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดในเวลาเดียวกัน
การซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอหรือกองทุนรวมปันผล เป็นการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของธุรกิจ โดยเมื่อบริษัทมีกำไรก็จะนำมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีทักษะในการลงทุนและมองแผนธุรกิจ
หากไม่มีเงินก้อนใหญ่พอจะซื้อตึกหรืออสังการมิทรัพย์ คุณยังสามารถลงทุนใน REITs (Real Estate Investment Trust) ซึ่งเป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โกดัง หรือคลังสินค้า และนำค่าเช่าที่ได้มาจ่ายเป็นปันผลให้ผู้ถือหน่วยได้
การเก็บค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์เป็นวิธีคลาสสิกที่สุดและให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ ด้วยการซื้อบ้าน คอนโด หรือที่ดินเพื่อปล่อยเช่า เพราะเป็นสินทรัพย์ที่นอกจากจะได้กระแสเงินสดรายเดือนแล้ว มูลค่าของตัวอสังหาริมทรัพย์ยังมักจะสูงขึ้นในระยะยาวอีกด้วย
แม้จุดประสงค์หลักของประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญคือการออมและความคุ้มครอง แต่ประกันประเภทนี้จะมีการจ่ายเงินคืนตามงวดที่กำหนด และให้เงินก้อนใหญ่หรือรายงวดเมื่อถึงวัยเกษียณ ทำให้เป็นทางเลือกที่สามารถ สร้าง Passive Income ได้ดีเลยทีเดียว
การซื้อลิขสิทธิ์เพลง สิทธิบัตรแฟรนไชส์ หรือเครื่องหมายการค้า เพื่อเก็บค่าต๋ง หรือค่าธรรมเนียมจากผู้ที่นำไปใช้งาน เมื่อคุณมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง จะทำให้สามารถรับรายได้ได้อย่างต่อเนื่องตามสัญญาที่กำหนด

หลายคนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ หลังจากที่รู้แล้วว่า Passive Income คืออะไร ต่อไปแนะนำให้ลองมาคำนวณเงินต้นที่ต้องใช้ ก่อนตัดสินใจเริ่มสร้าง Passive Income ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง
เงินต้นที่ต้องมี = (รายได้ต่อเดือนที่ต้องการ x 12) / อัตราผลตอบแทนต่อปี
เพื่อให้สามารถวางแผนการสร้าง Passive Income เราจะมาทดลองคำนวณกันว่า หากต้องการวางเป้าหมายเป็นผลตอบแทนในช่วง 10,000 ถึง 50,000 บาท จะต้องมีเงินต้นในการลงทุนเท่าไหร่
เป้าหมาย 10,000 บาท/เดือน (120,000 ต่อปี) = 120,000 / 0.05 = ต้องมีเงินต้น 2,400,000 บาท
เป้าหมาย 30,000 บาท/เดือน (360,000 ต่อปี) = 360,000 / 0.05 = ต้องมีเงินต้น 7,200,000 บาท
เป้าหมาย 50,000 บาท/เดือน (600,000 ต่อปี) = 600,000 / 0.05 = ต้องมีเงินต้น 12,000,000 บาท

การเริ่มต้นเพื่อสร้าง Passive Income สามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ช่วงที่มีเงินก้อนในการลงทุน หรือช่วงที่มีทักษะในการหารายได้เพิ่มก็ตาม ซึ่งหากต้องแบ่งแยกการสร้างรายได้จาก Passive Income โดยส่วนใหญ่จะสามารถทำได้ใน 4 รูปแบบ โดยช่วงของการสร้าง Passive Income มีอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมกันได้เลย
ก่อนจะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำในการสร้างPassive Income คือต้องปิดรอยรั่วที่ทำให้ผลของการลงทุนมีโอกาสแย่ลงก่อน โดยเริ่มต้นจากการจัดการหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงให้หมดและเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ 3 - 6 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยง
หากยังไม่มีทุนในการวางแผนสร้างรายได้ ให้ใช้แรงและทักษะในการสร้างโอกาสเสียก่อน เช่น การทำคอนเทนต์หรือการทำ Affiliate หรือถ้าพอมีเงินเก็บจำนวนเล็กน้อย ให้ลองเริ่มจากกองทุนรวมดัชนีหรือ REITs เพื่อทำความคุ้นเคยกับตลาด ก่อนเพิ่มเงินลงทุนที่มีอยู่ภายหลังตามสถานการณ์ในแต่ละช่วง
ในช่วงแรก อย่าเพิ่งนำเงินปันผลหรืออัตราดอกเบี้ยที่ได้ออกมาใช้ ให้นำกลับไปซื้อสินทรัพย์เพิ่มเพื่อให้เกิดผลตอบแทนทบต้น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการสะสมความมั่งคั่งและทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่จะโตไวขึ้นแบบทวีคูณ
เมื่อพอร์ตเริ่มใหญ่ขึ้นหรือหน้าที่การงานมั่นคงจนสามารถกู้สินเชื่อได้ให้พิจารณาสะสมสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับค่าเช่าที่เป็นเงินที่มักจะเข้ามาในระดับค่อนข้างสูงเพื่อให้การลงทุนสามารถเห็นกระแสเงินสดได้แบบสม่ำเสมอ
นอกจากการรู้แล้วว่า Passive Income คืออะไร สิ่งที่จะต้องเข้าใจในการลงทุนหรือสร้างรายได้ทุกรูปแบบ ก็คือข้อควรระวังในการวางแผนหรือดำเนินการสิ่งนั้น ๆ ซึ่งสำหรับ Passive Income จะมีเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องรู้ก่อนเหล่านี้
ควรระวังแชร์ลูกโซ่หรือการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนสูงกว่าความเป็นจริง เช่น การลงทุน 10,000 ได้เดือนละ 5,000 ที่จะสามารถคืนทุนได้เร็วเพียง 2 เดือน โดยให้พึงระลึกไว้เสมอว่าผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลและยั่งยืนมักอยู่ในช่วงประมาณ 4 - 10% ต่อปี ดังนั้น หากเจอเรื่องที่ดูเกินจริงอาจเป็นเพียงเทคนิคการหลอกให้ร่วมลงทุนได้
รายได้ทุกทางล้วนมีภาษีซ่อนอยู่เสมอ เช่น เงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% อัตราดอกเบี้ยที่ถูกหัก 15% และรายได้จากค่าเช่าที่ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 (40(5)) ที่ต้องนำไปคำนวณรวมเสียภาษีบุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีด้วย
การนำคอนโดไปปล่อยเช่ารายวันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ถือว่าผิดกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งการปล่อยเช่าที่ถูกต้องควรเป็นสัญญาระยะยาว 1 เดือนขึ้นไป เพราะฉะนั้นควรต้องอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต
กฎเหล็กที่สำคัญของการสร้าง Passive Income คือ อย่าเพิ่งทิ้ง Active Income จนกว่า Passive Income ของคุณจะมากกว่ารายจ่ายรวมอย่างน้อย 1.5 - 2 เท่าอย่างคงที่เป็นเวลาหลายปี เพราะการมีรายได้ที่มั่นคงจากงานหลัก หรืองานประจำ จะทำให้ไม่ต้องพึ่งพารายได้ที่อาจไม่คงที่และแน่นอนจาก Passive Income
การสร้าง Passive Income คือการซื้อ "เวลา" และ "อิสรภาพ" คืนมาให้กับชีวิตเพื่อให้มีเวลานำไปโฟกัสกับงานประจำ ธุรกิจ หรือการลงทุนรูปแบบอื่นมากขึ้นและในบรรดาทางเลือกการลงทุนทั้งหมด อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดและเติบโตในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปมาพร้อมกับภาระในการบริหารจัดการทรัพย์ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหาผู้เช่า เจรจาสัญญา ติดตามค่าเช่า ไปจนถึงการดูแลซ่อมบำรุงและจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น สำหรับคนที่ต้องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Passive มากขึ้น ภาระเหล่านี้อาจกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ในตัวเลขการลงทุน แต่ต้องแลกมาด้วยเวลาและพลังงานในการบริหารจัดการ
การลงทุนผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับJUZMATCH (จัซแมทช์) ช่วยลดภาระด้านการบริหารจัดการสำหรับนักลงทุน โดยเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อรองรับอยู่แล้ว พร้อมมีทีมงานมืออาชีพคอยบริหารจัดการทรัพย์สินและดูแลผู้เช่าตลอดอายุสัญญาจึงช่วยให้คุณสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องเสียเวลาไปจัดการงานหลังบ้านด้วยตัวเอง และสามารถนำเวลาไปต่อยอดงานหรือธุรกิจที่สร้าง Active Income ได้ ขณะที่การลงทุนยังสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนตามเงื่อนไขของการลงทุนที่สามารถวางแผนและคาดการณ์ได้มากขึ้น
A: เสียแน่นอน เพราะรายได้จาก Passive Income คือเงินได้พึงประเมินตามกฎหมาย ซึ่งแต่ละประเภทจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างกัน และบางประเภทต้องนำไปยื่นรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีด้วย
A: ได้แน่นอน โดยเงินหลักพันสามารถเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมดัชนี กองทุน REITs หรือสลากออมทรัพย์ได้ หรือจะใช้ทักษะความรู้ทำคอนเทนต์เพื่อสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์โดยไม่ต้องใช้เงินทุนเลยก็ได้เช่นกัน
A: โดยทั่วไปผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า ที่ถือว่าคุ้มค่า และครอบคลุมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ควรอยู่ที่ประมาณ 4% - 6% ต่อปีขึ้นไป โดยควรคำนวณจากรายได้ค่าเช่าหลังหักค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง และช่วงที่ห้องว่างไม่มีผู้เช่าแล้ว
A: Portfolio Income คือรายได้จากพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินโดยเฉพาะ เช่น เงินปันผลจากหุ้น ดอกเบี้ยพันธบัตร หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์ ซึ่งถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของ Passive Income เพราะไม่ต้องลงแรงทำงานโดยตรง แต่ในทางบัญชีและภาษีของบางประเทศจะแยกออกเป็นคนละหมวด ส่วน Passive Income มีความหมายกว้างกว่า เพราะครอบคลุมไปถึงค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์และค่าลิขสิทธิ์ด้วย
A: ขึ้นอยู่กับเงินต้นตั้งต้นและผลตอบแทนที่ทำได้ โดยหากมีเงินต้นสูงอาจใช้เวลาไม่นาน แต่หากเริ่มต้นจากศูนย์และทยอยเก็บออมลงทุน มักจะใช้เวลาประมาณ 10 - 20 ปี ในการสะสมพอร์ตให้ใหญ่พอที่จะสร้างกระแสเงินสดให้ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดได้
ป้ายกำกับ:

JUZMATCH คืออะไร รู้ครบจบที่เดียว เกี่ยวกับจัซแมทช์ และโมเดลนวัตกรรมเช่าเพื่อซื้อ Highlight จัซแ...

กู้บ้านไม่ผ่านทำไงดี? Home Loan 101 รู้ครบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน Highlight การกู้ซื้อบ้านไม่ใช่เรื...

ทางเลือกการลงทุน (Alternative Investment) คิดจะลงทุนอสังหาฯ ทำไมต้องลงทุนกับ JUZMATCH Highlight ...