Passive Income คืออะไร ? วางแผนสร้างรายได้ เพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

เผยแพร่เมื่อ 6 พ.ย. 2569

Blog Image

Passive Income คืออะไร ? วางแผนสร้างรายได้ เพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

 

Highlight

 

 

       ในยุคที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น การมีรายได้ทางเดียวอาจไม่เพียงพอและทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินได้ ดังนั้น หลายคนจึงเริ่มมองหาอิสรภาพทางการเงิน และความฝันสูงสุดของหลายคนคือการมีรายได้เข้ามาแม้ในยามหลับพักผ่อน ซึ่ง Passive Income คือ สิ่งที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สิ่งนี้อย่างแท้จริง โดยวันนี้เราจะมาทำความรู้จักอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ Passive Income พร้อมแนะนำการสร้าง Passive Income ว่าจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง และวิธีไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณที่สุด

 

 

Passive Income คืออะไร ?

 

       Passive Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่คุณไม่ต้องนำเวลาหรือแรงกายไปแลกในทุก ๆ วัน ซึ่งเป็นลักษณะของการทำงานหนักหรือลงทุนลงแรงในช่วงเริ่มต้นเพียงครั้งเดียวเพื่อสร้างระบบหรือสินทรัพย์ขึ้นมา จากนั้นระบบหรือสินทรัพย์นั้นจะทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดกลับมาให้คุณอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันสามารถเลือกวิธีการได้หลากหลายตามความสามารถและความรู้ของแต่ละคน โดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์ที่มีทางเลือกของการลงทุนและโอกาสต่าง ๆ มากมาย

 

 

 

       Passive Income ต่างจาก Active Income อย่างไร ? 

 

       Active Income คือ รายได้ที่คุณต้องเอา "เวลา" และ "แรง" ไปแลกโดยตรงเพื่อให้ได้รับมาซึ่งผลตอบแทนในการนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าจ้างรายวันหรือฟรีแลนซ์ โดยหากวันไหนคุณหยุดทำงาน ล้มป่วย หรืออยากพักร้อน รายได้ส่วนนี้ก็จะหยุดตามไปด้วยเช่น ในขณะที่ Passive Income คือ รายได้ที่มาจาก "สินทรัพย์" ที่คุณสร้างหรือซื้อไว้ เช่น ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ เงินปันผลจากหุ้น หรือรายได้จากลิขสิทธิ์ ทำให้แม้คุณจะหยุดพักผ่อน สินทรัพย์เหล่านี้ก็ยังคงทำงาน และสร้างรายได้ให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

Passive Income แบบไหนที่ passive จริง แบบไหนแค่ดูเหมือน ? 

 

       เมื่อค้นหาข้อมูลว่าวิธีสร้าง Passive Income มีอะไรบ้าง คุณจะพบกับทางเลือกมากมายที่เป็นไปได้ แต่รู้หรือไม่ว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็น Passive Income ได้แบบ 100% เสมอไป เพราะลักษณะของ Passive Income จะต้องมีลักษณะที่ชัดเจนต่าง ๆ เหล่านี้

 

 

รู้จัก Passive Income 3 ระดับ: แบบไหน Passive จริง แบบไหนต้องลงแรง ? 

 

       การแบ่งระดับของPassive Income คือสิ่งที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานจะสามารถแบ่งแยกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

 

  1. Passive จริง : การสร้างรายได้ที่แทบไม่ต้องลงแรงดูแลเลยหลังจากลงทุนไปแล้ว เช่น การรับอัตราดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาล หรือรับเงินปันผลจากหุ้นพื้นฐานดี
     

  2. กึ่ง Passive : การสร้างรายได้ที่ยังต้องใช้เวลาดูแลบ้างเป็นระยะ เช่น การปล่อยเช่าคอนโดที่คุณอาจต้องคอยหาผู้เช่าใหม่ ซ่อมแซมห้อง หรือช่อง YouTube ที่แม้คลิปเก่าจะทำเงินได้ แต่ก็ต้องคอยอัปเดตตอบคอมเมนต์หรือทำคลิปใหม่บ้างเพื่อเลี้ยงช่อง เป็นต้น
     

  3. Active ปลอมตัว : งานที่หลายคนเคลมว่าเป็น Passive แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานที่ต้องทำตลอดเวลา เช่น การขายของออนไลน์แบบ Dropship ที่ยังต้องตอบแชทลูกค้า และจัดการออเดอร์ทุกวัน

 

ทำไม "สร้างครั้งเดียวได้ตลอดไป" ถึงเป็นเรื่องเข้าใจผิด 

 

       ความจริงที่เจ็บปวดคือไม่มีสินทรัพย์ใดบนโลกที่สร้างหรือซื้อทิ้งไว้แล้วจะทำเงินได้ตลอดไปโดยไม่ต้องเหลียวแล เช่น อสังหาริมทรัพย์ก็ต้องมีการบำรุงรักษา หุ้นบริษัทก็อาจผลประกอบการแย่ลง หรือคอนเทนต์ออนไลน์ก็อาจล้าสมัยไปตามกาลเวลา ดังนั้น Passive Income ที่แท้จริง คือ การลดเวลาทำงานลงให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่การไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้ได้รายได้เข้ามาตลอดชีวิต 

 

 

Passive_Income_มีอะไรบ้าง.jpg

 

 

Passive Income มีอะไรบ้าง ? 

 

       ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทของการสร้างรายได้อัตโนมัติได้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามทรัพยากรที่ต้องใช้ในตอนเริ่มต้น ดังนี้ 

 

 

กลุ่ม Passive Income ที่ใช้เงินต้นน้อยหรือไม่ใช้เลย

 

       สำหรับกลุ่ม Passive Income ที่ใช้เงินต้นน้อย หรือไม่ใช่เลยแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย

 

  • สินค้าดิจิทัล (e-book เทมเพลต พรีเซ็ต) 

       การสร้างสินค้าดิจิทัล (Digital Products) เช่น เขียน e-book สอนทักษะที่คุณถนัด ทำเทมเพลต Notion หรือพรีเซ็ตแต่งรูปขาย เป็นการทำต้นฉบับเพียงครั้งเดียว แต่สามารถขายซ้ำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีต้นทุนการผลิตเพิ่มเติม 

 

  • สติกเกอร์และธีมไลน์ 

       หากคุณมีฝีมือด้านการวาดรูป หรือออกแบบ การวาดสติกเกอร์ LINE วางขายก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้าง Passive Income ได้ต่อเนื่อง ยิ่งถ้าสติกเกอร์ของคุณฮิตติดชาร์ต รายได้ก็อาจพุ่งสูงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทได้เลยทีเดียว

 

  • คอนเทนต์ที่มีรายได้ต่อเนื่อง (YouTube บล็อก) 

       การสร้างวิดีโอบน YouTube หรือการเขียนบทความลงบล็อก เมื่อคอนเทนต์นั้นติดอันดับการค้นหา (SEO) หรือมีคนเข้ามาดูอย่างต่อเนื่อง คุณจะได้รับรายได้จากค่าโฆษณาตลอดไปตราบใดที่ยังมีคนรับชม 

 

  • Affiliate และคอร์สออนไลน์ 

       การทำ Affiliate Marketing คือการนำลิงก์สินค้าไปแปะตามช่องทางต่าง ๆ ของคุณ เช่น รีวิวสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย โดยหากมีคนคลิกซื้อผ่านลิงก์ คุณจะได้ค่าคอมมิชชัน ซึ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee หรือ Lazada ก็มีระบบนี้ให้สามารถเลือกทำได้แบบสะดวกสบาย นอกจากนี้ การทำคอร์สออนไลน์สอนทักษะเฉพาะทางก็เป็นอีกช่องทางที่ใช้ความรู้สร้างรายได้ระยะยาวได้ดีด้วยเช่นกัน 

 

 

กลุ่ม Passive Income ที่ใช้เงินต้น

 

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่ม Passive Income ที่ใช้เงินต้น แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้

 

  • ดอกเบี้ยเงินฝาก และสลากออมทรัพย์ 

       การรับเดอกเบี้ยเงินฝากและสลากออมทรัพย์เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดแต่ผลตอบแทนต่ำที่สุด เพราะเพียงนำเงินไปฝากประจำดิจิทัล หรือซื้อสลากออมทรัพย์ คุณก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยหรือเงินรางวัลกลับมาตามรอบเวลาเสมอ

 

  • พันธบัตรและหุ้นกู้ 

       การซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน คือการที่คุณมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และสร้าง Passive Income ได้จากการลงทุน โดยคุณจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดและได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดในเวลาเดียวกัน

 

  • เงินปันผลจากหุ้นและกองทุนรวม 

       การซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอหรือกองทุนรวมปันผล เป็นการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของธุรกิจ โดยเมื่อบริษัทมีกำไรก็จะนำมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีทักษะในการลงทุนและมองแผนธุรกิจ

 

  • กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REIT) 

       หากไม่มีเงินก้อนใหญ่พอจะซื้อตึกหรืออสังการมิทรัพย์ คุณยังสามารถลงทุนใน REITs (Real Estate Investment Trust) ซึ่งเป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โกดัง หรือคลังสินค้า และนำค่าเช่าที่ได้มาจ่ายเป็นปันผลให้ผู้ถือหน่วยได้

 

  • ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ 

       การเก็บค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์เป็นวิธีคลาสสิกที่สุดและให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ ด้วยการซื้อบ้าน คอนโด หรือที่ดินเพื่อปล่อยเช่า เพราะเป็นสินทรัพย์ที่นอกจากจะได้กระแสเงินสดรายเดือนแล้ว มูลค่าของตัวอสังหาริมทรัพย์ยังมักจะสูงขึ้นในระยะยาวอีกด้วย 

 

  • ประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญ 

       แม้จุดประสงค์หลักของประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญคือการออมและความคุ้มครอง แต่ประกันประเภทนี้จะมีการจ่ายเงินคืนตามงวดที่กำหนด และให้เงินก้อนใหญ่หรือรายงวดเมื่อถึงวัยเกษียณ ทำให้เป็นทางเลือกที่สามารถ สร้าง Passive Income ได้ดีเลยทีเดียว

 

  • รายได้จากผลงานและลิขสิทธิ์ 

       การซื้อลิขสิทธิ์เพลง สิทธิบัตรแฟรนไชส์ หรือเครื่องหมายการค้า เพื่อเก็บค่าต๋ง หรือค่าธรรมเนียมจากผู้ที่นำไปใช้งาน เมื่อคุณมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง จะทำให้สามารถรับรายได้ได้อย่างต่อเนื่องตามสัญญาที่กำหนด

 

 

 

ตารางเปรียบเทียบ Passive Income แต่ละแบบ

 

ตารางเปรียบเทียบ_Passive_Income_แต่ละแบบ.png

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อยากได้ Passive Income เดือนละเท่านี้ ต้องมีเงินต้นเท่าไหร่ ?

 

       หลายคนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ หลังจากที่รู้แล้วว่า Passive Income คืออะไร ต่อไปแนะนำให้ลองมาคำนวณเงินต้นที่ต้องใช้ ก่อนตัดสินใจเริ่มสร้าง Passive Income ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง

 

สูตรคำนวณเงินต้นที่ต้องใช้ 

 

เงินต้นที่ต้องมี = (รายได้ต่อเดือนที่ต้องการ x 12) / อัตราผลตอบแทนต่อปี

 

ตัวอย่างเป้าหมายเดือนละ 10,000 / 30,000 / 50,000 บาท 

 
 

       เพื่อให้สามารถวางแผนการสร้าง Passive Income เราจะมาทดลองคำนวณกันว่า หากต้องการวางเป้าหมายเป็นผลตอบแทนในช่วง 10,000 ถึง 50,000 บาท จะต้องมีเงินต้นในการลงทุนเท่าไหร่

 

 

  • เป้าหมาย 10,000 บาท/เดือน (120,000 ต่อปี) = 120,000 / 0.05 = ต้องมีเงินต้น 2,400,000 บาท
     

  • เป้าหมาย 30,000 บาท/เดือน (360,000 ต่อปี) = 360,000 / 0.05 = ต้องมีเงินต้น 7,200,000 บาท
     

  • เป้าหมาย 50,000 บาท/เดือน (600,000 ต่อปี) = 600,000 / 0.05 = ต้องมีเงินต้น 12,000,000 บาท

 

 

สร้าง_Passive_Income_อย่างไรได้บ้าง.jpg

 

 

เริ่มสร้าง Passive Income ยังไงเมื่อยังไม่มีเงินก้อน ?

 

       การเริ่มต้นเพื่อสร้าง Passive Income สามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ช่วงที่มีเงินก้อนในการลงทุน หรือช่วงที่มีทักษะในการหารายได้เพิ่มก็ตาม ซึ่งหากต้องแบ่งแยกการสร้างรายได้จาก Passive Income โดยส่วนใหญ่จะสามารถทำได้ใน 4 รูปแบบ โดยช่วงของการสร้าง Passive Income มีอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมกันได้เลย

 

 

 

ขั้นที่ 1 เคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูง และกันเงินสำรองก่อน 

 

       ก่อนจะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำในการสร้างPassive Income คือต้องปิดรอยรั่วที่ทำให้ผลของการลงทุนมีโอกาสแย่ลงก่อน โดยเริ่มต้นจากการจัดการหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงให้หมดและเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ 3 - 6 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยง 

 

ขั้นที่ 2 เริ่มจากสินทรัพย์ที่ใช้เงินน้อยและเข้าใจง่าย 

 

        หากยังไม่มีทุนในการวางแผนสร้างรายได้ ให้ใช้แรงและทักษะในการสร้างโอกาสเสียก่อน เช่น การทำคอนเทนต์หรือการทำ Affiliate หรือถ้าพอมีเงินเก็บจำนวนเล็กน้อย ให้ลองเริ่มจากกองทุนรวมดัชนีหรือ REITs เพื่อทำความคุ้นเคยกับตลาด ก่อนเพิ่มเงินลงทุนที่มีอยู่ภายหลังตามสถานการณ์ในแต่ละช่วง 

 

 

ขั้นที่ 3 นำผลตอบแทนกลับไปลงทุนต่อ

 

       ในช่วงแรก อย่าเพิ่งนำเงินปันผลหรืออัตราดอกเบี้ยที่ได้ออกมาใช้ ให้นำกลับไปซื้อสินทรัพย์เพิ่มเพื่อให้เกิดผลตอบแทนทบต้น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการสะสมความมั่งคั่งและทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่จะโตไวขึ้นแบบทวีคูณ 

 

ขั้นที่ 4 ขยับไปสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ

 

       เมื่อพอร์ตเริ่มใหญ่ขึ้นหรือหน้าที่การงานมั่นคงจนสามารถกู้สินเชื่อได้ให้พิจารณาสะสมสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับค่าเช่าที่เป็นเงินที่มักจะเข้ามาในระดับค่อนข้างสูงเพื่อให้การลงทุนสามารถเห็นกระแสเงินสดได้แบบสม่ำเสมอ

 

 

ข้อควรระวังก่อนเริ่มสร้าง Passive Income คืออะไร ? 

 

       นอกจากการรู้แล้วว่า Passive Income คืออะไร สิ่งที่จะต้องเข้าใจในการลงทุนหรือสร้างรายได้ทุกรูปแบบ ก็คือข้อควรระวังในการวางแผนหรือดำเนินการสิ่งนั้น ๆ ซึ่งสำหรับ Passive Income จะมีเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องรู้ก่อนเหล่านี้

 

ผลตอบแทนที่สูงผิดปกติมักมาพร้อมความเสี่ยงหรือการหลอกลวง 

 

       ควรระวังแชร์ลูกโซ่หรือการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนสูงกว่าความเป็นจริง เช่น การลงทุน 10,000 ได้เดือนละ 5,000 ที่จะสามารถคืนทุนได้เร็วเพียง 2 เดือน โดยให้พึงระลึกไว้เสมอว่าผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลและยั่งยืนมักอยู่ในช่วงประมาณ 4 - 10% ต่อปี ดังนั้น หากเจอเรื่องที่ดูเกินจริงอาจเป็นเพียงเทคนิคการหลอกให้ร่วมลงทุนได้ 

 

 

ภาษีที่ต้องเสียจาก Passive Income แต่ละประเภท

 

       รายได้ทุกทางล้วนมีภาษีซ่อนอยู่เสมอ เช่น เงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% อัตราดอกเบี้ยที่ถูกหัก 15% และรายได้จากค่าเช่าที่ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 (40(5)) ที่ต้องนำไปคำนวณรวมเสียภาษีบุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีด้วย 
 

 

ข้อกฎหมายที่คนปล่อยเช่ามักไม่รู้ (พ.ร.บ.โรงแรม) 

 

       การนำคอนโดไปปล่อยเช่ารายวันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ถือว่าผิดกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งการปล่อยเช่าที่ถูกต้องควรเป็นสัญญาระยะยาว 1 เดือนขึ้นไป เพราะฉะนั้นควรต้องอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต
 

 

อย่าลาออกจากงานประจำก่อนกระแสเงินสดนิ่ง 

 

       กฎเหล็กที่สำคัญของการสร้าง Passive Income คือ อย่าเพิ่งทิ้ง Active Income จนกว่า Passive Income ของคุณจะมากกว่ารายจ่ายรวมอย่างน้อย 1.5 - 2 เท่าอย่างคงที่เป็นเวลาหลายปี เพราะการมีรายได้ที่มั่นคงจากงานหลัก หรืองานประจำ จะทำให้ไม่ต้องพึ่งพารายได้ที่อาจไม่คงที่และแน่นอนจาก Passive Income

 

 

       การสร้าง Passive Income คือการซื้อ "เวลา" และ "อิสรภาพ" คืนมาให้กับชีวิตเพื่อให้มีเวลานำไปโฟกัสกับงานประจำ ธุรกิจ หรือการลงทุนรูปแบบอื่นมากขึ้นและในบรรดาทางเลือกการลงทุนทั้งหมด อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดและเติบโตในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปมาพร้อมกับภาระในการบริหารจัดการทรัพย์ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหาผู้เช่า เจรจาสัญญา ติดตามค่าเช่า ไปจนถึงการดูแลซ่อมบำรุงและจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น สำหรับคนที่ต้องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Passive มากขึ้น ภาระเหล่านี้อาจกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ในตัวเลขการลงทุน แต่ต้องแลกมาด้วยเวลาและพลังงานในการบริหารจัดการ

 

 

       การลงทุนผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) กับJUZMATCH (จัซแมทช์) ช่วยลดภาระด้านการบริหารจัดการสำหรับนักลงทุน โดยเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อรองรับอยู่แล้ว พร้อมมีทีมงานมืออาชีพคอยบริหารจัดการทรัพย์สินและดูแลผู้เช่าตลอดอายุสัญญาจึงช่วยให้คุณสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องเสียเวลาไปจัดการงานหลังบ้านด้วยตัวเอง และสามารถนำเวลาไปต่อยอดงานหรือธุรกิจที่สร้าง Active Income ได้ ขณะที่การลงทุนยังสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนตามเงื่อนไขของการลงทุนที่สามารถวางแผนและคาดการณ์ได้มากขึ้น

 

 

คำถามที่พบบ่อย 

 

Q: Passive Income ต้องเสียภาษีไหม ? 

 

A: เสียแน่นอน เพราะรายได้จาก Passive Income คือเงินได้พึงประเมินตามกฎหมาย ซึ่งแต่ละประเภทจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างกัน  และบางประเภทต้องนำไปยื่นรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีด้วย 

 

Q: มีเงินแค่หลักพัน เริ่มสร้าง Passive Income ได้ไหม ?

 

A: ได้แน่นอน โดยเงินหลักพันสามารถเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมดัชนี กองทุน REITs หรือสลากออมทรัพย์ได้ หรือจะใช้ทักษะความรู้ทำคอนเทนต์เพื่อสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์โดยไม่ต้องใช้เงินทุนเลยก็ได้เช่นกัน 

 

Q: ปล่อยเช่าคอนโด ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเรียกว่าคุ้ม ? 

 

A: โดยทั่วไปผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า ที่ถือว่าคุ้มค่า และครอบคลุมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ควรอยู่ที่ประมาณ 4% - 6% ต่อปีขึ้นไป โดยควรคำนวณจากรายได้ค่าเช่าหลังหักค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง และช่วงที่ห้องว่างไม่มีผู้เช่าแล้ว

 

Q: Passive Income กับ Portfolio Income ต่างกันอย่างไร ?

 

A: Portfolio Income คือรายได้จากพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินโดยเฉพาะ เช่น เงินปันผลจากหุ้น ดอกเบี้ยพันธบัตร หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์ ซึ่งถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของ Passive Income เพราะไม่ต้องลงแรงทำงานโดยตรง แต่ในทางบัญชีและภาษีของบางประเทศจะแยกออกเป็นคนละหมวด ส่วน Passive Income มีความหมายกว้างกว่า เพราะครอบคลุมไปถึงค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์และค่าลิขสิทธิ์ด้วย

 

Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะมี Passive Income พอใช้ชีวิต ?

 

A: ขึ้นอยู่กับเงินต้นตั้งต้นและผลตอบแทนที่ทำได้ โดยหากมีเงินต้นสูงอาจใช้เวลาไม่นาน แต่หากเริ่มต้นจากศูนย์และทยอยเก็บออมลงทุน มักจะใช้เวลาประมาณ 10 - 20 ปี ในการสะสมพอร์ตให้ใหญ่พอที่จะสร้างกระแสเงินสดให้ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดได้ 

 

ป้ายกำกับ:

แชร์: