เงินเดือนเท่าไหร่กู้ซื้อบ้านได้? แจกสูตรคำนวณวงเงินกู้ 2026 | JUZMATCH

เผยแพร่เมื่อ 8 มิ.ย. 2569

Blog Image

เงินเดือนเท่าไหร่กู้ซื้อบ้านได้? แจกสูตรคำนวณเงินเดือน เพื่อเตรียมความพร้อม

Highlight

 

“บ้าน” ถือเป็นพื้นที่แห่งความสุข และพื้นที่พักผ่อนในทุก ๆ วัน แต่การลงทุนซื้อบ้านมาพร้อมกับภาระระยะยาว ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้หลายคนกังวลว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์จะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินเอื้อม แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเรามีการบริหารจัดการการเงินที่มีประสิทธิภาพ เข้าใจเงื่อนไขของสถาบันการเงิน และมีการวางแผนเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การกู้ซื้อบ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่หลายคนก็ยังมีคำถามว่าเงินเดือนเท่าไหร่กู้ซื้อบ้านได้ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าด้วยรายได้ของเราในปัจจุบัน จะสามารถขยับขยายไปสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างไร

 

กู้ซื้อบ้านคืออะไร ธนาคารดูอะไรบ้าง?

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการคำนวณว่าเงินเดือนเท่าไหร่กู้ซื้อบ้านได้ เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานของการขอสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ก่อน ว่าสถาบันการเงินมีเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยใดบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถรับผิดชอบหนี้ผูกพันระยะยาวนี้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน จนเกิดปัญหาตามมาได้

กู้ซื้อบ้านคืออะไร?

การกู้ซื้อบ้าน คือการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Home Loan) จากสถาบันการเงิน โดยเรานำอสังหาริมทรัพย์ที่จะซื้อนั้นมาเป็นหลักประกันในการจำนอง เป็นรูปแบบการกู้ยืมระยะยาวที่มีระยะเวลาผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 30 - 40 ปี (ขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้) ซึ่งหน้าที่ของราในฐานะผู้กู้คือการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ซึ่งยอดเงินผ่อนในแต่ละงวดจะประกอบไปด้วยเงินต้น และอัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญา จนกว่าจะครบถ้วนตามวงเงินที่ขอกู้มา

ปัจจัยหลักที่ธนาคารใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อบ้านมีอะไรบ้าง?

ในการพิจารณาคำขอสินเชื่อ ธนาคารจะประเมินจากหลายองค์ประกอบควบคู่กัน เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของเรา โดยมีปัจจัยหลักดังนี้
  • รายได้ต่อเดือน ครอบคลุมทั้งฐานเงินเดือนประจำ และรายได้อื่น ๆ ที่มีหลักฐานชัดเจน เช่น ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าคอมมิชชัน โบนัส หรือรายได้จากอาชีพเสริม
  • ภาระหนี้สินที่มีอยู่ ภาระหนี้สินปัจจุบันที่เรากำลังผ่อนอยู่ เช่น ผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือเงินกู้ กยศ. หากมีภาระหนี้สินจำนวนมาก อาจถูกปฏิเสธสินเชื่อที่ขอไป
  • อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR — Debt Service Ratio) สัดส่วนยอดผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือนเทียบกับรายได้ โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดยอดผ่อนรวมไม่เกิน 40 - 50% ของรายได้
  • ประวัติเครดิตบูโร ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเพื่อดูว่าเรามีวินัยในการชำระหนี้ตรงเวลาหรือไม่ หากสถานะเครดิตไม่ดีก็เสี่ยงที่จะกู้ไม่ผ่าน
  • อายุงานและความมั่นคง ระยะเวลาการทำงานในที่ปัจจุบัน และความน่าเชื่อถือขององค์กรที่สังกัด หากทำงานที่มีความมั่นคง เชื่อถือได้ก็มีโอกาสสูงที่สินเชื่อจะผ่านการอนุมัติจากธนาคาร
  • มูลค่าหลักประกัน ราคาประเมินของบ้านหรือคอนโด ซึ่งธนาคารจะใช้เป็นเกณฑ์ในการปล่อยกู้ (มักไม่เท่ากับราคาซื้อขายจริง)

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ควรรู้

อัตราดอกเบี้ย ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อยอดผ่อนชำระ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักที่ผู้กู้ต้องทำความเข้าใจ ดังนี้
  1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) คือ การกำหนดตัวเลขอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนตลอดช่วงเวลาที่ระบุในสัญญา มักนิยมใช้ในช่วง 1 - 3 ปีแรกของการกู้ มีข้อดีคือช่วยให้เราวางแผนค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ ไม่ต้องกังวลหากตลาดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนั้น
  2. อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ซึ่งจะปรับขึ้น หรือลงตามสภาวะเศรษฐกิจ และประกาศของธนาคาร โดยอ้างอิงจากดัชนีต่าง ๆ เช่น 
  • MRR สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี
  • MLR สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา
  • MOR สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี 
การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้เราเลือกโปรโมชันสินเชื่อที่เหมาะสมกับแผนการเงินของเราที่สุด ซึ่งมีความสำคัญที่ช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็ว โดยไม่ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป
สูตรคำนวณเงินเดือนกู้บ้านเพื่อประเมินวงเงินที่เหมาะสม

สูตรคำนวณเงินเดือนกู้บ้าน คำนวณเองได้ง่าย ๆ ทำอย่างไร?

หากเราสงสัยว่ากู้ซื้อบ้านเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ หรือเงินเดือนเท่าไหร่กู้ซื้อบ้านได้ เราสามารถใช้สูตรคำนวณเบื้องต้น เพื่อประเมินศักยภาพของตนเองก่อนเดินเข้าธนาคารได้ ดังนี้

สูตรคำนวณความสามารถในการผ่อนต่อเดือน

 

ยอดผ่อนบ้านสูงสุดต่อเดือน = รายได้ต่อเดือน × 40% 

(หากมีภาระหนี้อื่น ให้ใช้เกณฑ์ภาระหนี้รวมไม่เกิน 50% ของรายได้)

ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีไม่มีหนี้อื่น) หากมีรายได้หรือเงินเดือนประมาณ 30,000 บาท จากสูตรยอดผ่อนบ้านสูงสุดต่อเดือน = 30,000 × 40% = 12,000 บาทต่อเดือน

ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีมีหนี้อื่น) เมื่อมีภาระหนี้อื่นจะใช้เกณฑ์ภาระหนี้รวมไม่เกิน 50% ของรายได้ หากมีรายได้หรือเงินเดือนประมาณ 30,000 บาท และมีค่าผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท จากสูตรยอดผ่อนบ้านสูงสุดต่อเดือน = (30,000 × 50%) - 5,000 = 10,000 บาทต่อเดือน

*หมายเหตุ: ค่าผ่อนบ้านไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ และเมื่อรวมภาระหนี้อื่น ๆ อีก ต้องมีภาระหนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน

สูตรคำนวณวงเงินกู้สูงสุด

 

วงเงินกู้สูงสุด (โดยประมาณ) = ยอดผ่อนต่อเดือน × 150

ตัวอย่างการคำนวณ หากสามารถผ่อนได้ 15,000 บาทต่อเดือน จะสามารถกู้ได้สูงสุดประมาณ 15,000 × 150 = 2,250,000 บาท

*หมายเหตุ: ตัวคูณ 150 คืออัตราส่วนวงเงินกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ย (เป็นตัวเลขที่ธนาคารกำหนดขึ้นมาเพื่อคำนวณ)

สูตรคำนวณ DSR (Debt Service Ratio) เช็กสุขภาพหนี้ก่อนกู้ 

 

DSR = (ภาระหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน) × 100

ตัวอย่างการคำนวณ หากมีรายได้หรือเงินเดือน 30,000 บาท มีค่าผ่อนรถเดือนละ 8,000 บาท และค่าบัตรเครดิตอีกเดือนละ 2,000 บาท เมื่อรวมภาระหนี้ทั้งหมดจะเท่ากับ 10,000 บาทต่อเดือน คำนวณ DSR ได้ = (10,000 ÷ 30,000) × 100 = 33.33% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม สามารถกู้บ้านเพิ่มได้ โดยภาระหนี้รวมที่ธนาคารรับได้ (เกณฑ์ 50%) = 30,000 × 50% = 15,000 บาท จึงเหลือผ่อนบ้านได้ = 15,000 − 10,000 = 5,000 บาทต่อเดือน

*หมายเหตุ: เกณฑ์ DSR เบื้องต้น

  • DSR < 15% = สุขภาพหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี
  • DSR 15 - 40% = หนี้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม กู้เพิ่มได้
  • DSR 40-50% = เริ่มมีความเสี่ยง ธนาคารพิจารณาเข้มงวดขึ้น
  • DSR > 50% = ความเสี่ยงสูง โอกาสได้รับอนุมัติต่ำ

 

ตารางเงินเดือนกู้บ้าน เงินเดือนเท่านี้กู้ได้เท่าไหร่?

  เคล็ดลับเตรียมตัวขอกู้ซื้อบ้านเงินเดือนเท่าไหร่ก็มีโอกาสผ่าน

หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางเป็นการประมาณการเบื้องต้น คำนวณจากกรณีไม่มีหนี้สินอื่น ระยะเวลาผ่อน 30 ปี ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี วงเงินกู้จริงอาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

 

เทคนิคเตรียมตัวให้กู้บ้านผ่านมีอะไรบ้าง?

การรู้ว่าเงินเดือนกู้บ้านได้เท่าไหร่เป็นเพียงก้าวแรก แต่การจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งเทคนิคเตรียมตัวกู้บ้านให้ผ่านมีด้วยกันหลายปัจจัย ดังนี้

ลดภาระหนี้ก่อนยื่นกู้

การที่เรามีภาระหนี้สินจำนวนมาก สถาบันการเงินจะมองว่ามีภาระเกินตัว หากกู้เพิ่มอาจผ่อนชำระไม่ไหวจนทำให้เกิดหนี้เสียขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นก่อนยื่นขอสินเชื่อประมาณ 6 เดือน เราควรจัดการเคลียร์หนี้ก้อนเล็ก ๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้ผ่อนสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้หมด และควรปิดบัตรเครดิตใบที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เพื่อลดวงเงินรวมที่ธนาคารจะนำมาคำนวณภาระหนี้ การลด DSR (Debt Service Ratio) หรือ อัตราส่วนภาระหนี้สินต่อรายได้ต่อเดือนให้ต่ำที่สุดก่อนยื่นกู้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้วงเงินกู้บ้านให้เราได้มากขึ้น

เพิ่มค่าทำสัญญา

ค่าทำสัญญาคือ เงินก้อนแรกที่จ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ ช่วยลดวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ย ยิ่งวางดาวน์สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนน้อยลง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และโอกาสกู้ผ่านง่ายขึ้น สำหรับนักลงทุน และผู้ซื้อบ้าน ถึงแม้ว่าปัจจุบันรัฐจะมีมาตรการ มาตรการ LTV (Loan to Value) เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ขอสินเชื่อผ่านได้ง่ายขึ้น โดยให้กู้ได้เต็ม 100% แต่การเตรียมค่าทำสัญญาและค่าทำสัญญาไว้ประมาณ 10-20% ของราคาบ้าน คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธนาคารเห็นถึงความพร้อม เพราะยิ่งเราวางค่าทำสัญญามาก วงเงินที่ต้องขอกู้ก็น้อยลง ส่งผลให้ยอดผ่อนต่อเดือนต่ำลง และความเสี่ยงในสายตาธนาคารลดลง ทำให้ได้รับการอนุมัติง่ายขึ้น

เตรียมเอกสารรายได้ให้พร้อม

การมีหน้าที่การงานที่มั่นคง และมีรายได้ที่น่าเชื่อถือเป็นปัจจัยที่ธนาคารจะนำมาพิจารณาร่วมด้วยว่าควรอนุมัติหรือไม่ ดังนั้นเราต้องรวบรวมสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 3 - 6 เดือน พร้อม Statement บัญชีเงินเดินที่มีเงินเข้าสม่ำเสมอ หากมีรายได้เสริมอื่น ๆ ควรนำเข้าบัญชี และเก็บเอกสารหลักฐาน เช่น สัญญาจ้าง หรือใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้แสดงเพิ่มเติมเพื่อเสริมฐานรายได้ให้ธนาคารเห็นถึงความพร้อมของเรา

รักษาประวัติเครดิตบูโรให้ดี

เครดิตบูโรคือ บันทึกประวัติการชำระหนี้ และพฤติกรรมทางการเงินที่รวบรวมโดยบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขอกู้ เพราะธนาคารจะนำมาใช้ประเมินความรับผิดชอบ และความสามารถในการชำระหนี้ หากมีประวัติการชำระตรงเวลา และสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทำให้มีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อบ้านง่ายขึ้น และอาจได้อัตราดอกเบี้ยที่พิเศษกว่าปกติ ซึ่งสะท้อนถึงวินัยทางการเงินผ่านประวัติเครดิต ดังนั้นก่อนทำการยื่นขอสินเชื่อควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการค้างชำระหนี้ใด ๆ อย่างน้อย 12 เดือนก่อนยื่นกู้ เพื่อเช็กความถูกต้อง และแก้ไขข้อมูลหากมีความผิดพลาดก่อนที่ธนาคารจะทำการตรวจสอบจริง

ยื่นกู้หลายธนาคารพร้อมกัน

ธนาคารแต่ละแห่งมีนโยบายการประเมินรายได้และแคมเปญอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน การยื่นกู้พร้อมกันประมาณ 2 - 3 แห่ง จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้มีตัวเลือกในการเปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านวงเงินกู้ที่ได้รับ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่มีความคุ้มค่าสูงสุดและเหมาะสมกับสภาพคล่องทางการเงินของคุณมากที่สุด โดยไม่ส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิตหากดำเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

กู้ไม่ผ่าน เงินเดือนไม่ถึง แต่อยากมีบ้าน? JUZMATCH (จัซแมทช์) มีคำตอบ

การขอสินเชื่อบ้านมีขั้นตอนที่ละเอียดและซับซ้อน เพราะธนาคารต้องตรวจสอบทั้งความถูกต้องของเอกสาร ประวัติเครดิต และความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสีย (NPL) และคัดกรองให้แน่ใจว่าผู้กู้จะไม่แบกรับภาระเกินตัวจนกระทบคุณภาพชีวิตในระยะยาว ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเจอปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนกู้บ้านไม่ถึงเกณฑ์ ภาระหนี้ (DSR) สูงเกินไป ประวัติเครดิตที่ยังไม่ผ่านพ้นเงื่อนเวลา หรือเงินก้อนสำหรับค่าทำสัญญาที่ยังไม่พร้อม จนสุดท้ายธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ
แต่การกู้ไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าความฝันเรื่องการมีบ้านต้องจบลง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการผ่อนชำระจริง แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ ครีเอเตอร์ เจ้าของธุรกิจ หรือผู้ประกอบอาชีพใหม่ ๆ ที่มีโครงสร้างรายได้แตกต่างจากพนักงานประจำ ทำให้ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาแบบดั้งเดิม JUZMATCH (จัซแมทช์) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนที่มีศักยภาพที่หลากหลายนี้ ด้วยโซลูชัน เช่าเพื่อซื้อ (Rent-to-Own) ที่ให้คุณเข้าอยู่ในบ้านที่ต้องการได้ทันทีหลังทำสัญญา โดยส่วนหนึ่งของค่าเช่ารายเดือนจะถูกสะสมไว้เป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง ขณะเดียวกันก็ยังมีเวลา 3 ปีในการเคลียร์หนี้เก่า เดินบัญชีใหม่ และฟื้นฟูเครดิตให้พร้อมยื่นกู้ธนาคารอีกครั้งในอนาคต หรือหากอยากเลือกปิดสัญญาเช่าเพื่อซื้อด้วยการโปะเงินสดก็สามารถทำได้ คุณสามารถเลือกรูปแบบในการปิดสัญญาเช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) ได้ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน JUZMATCH (จัซแมทช์) มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อและการวางแผนการเงินที่คอยดูแลตลอดระยะสัญญาและช่วยให้คุณโอนกรรมสิทธิ์ได้จริง
การเข้าใจว่าเงินเดือนเท่าไหร่กู้ซื้อบ้านได้ และหมั่นเช็กสุขภาพทางการเงินผ่านสูตร DSR จะช่วยให้คุณประเมินความสามารถในการกู้ของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และหากวันนี้ข้อจำกัดด้านรายได้หรือประวัติทางการเงินยังเป็นอุปสรรค JUZMATCH (จัซแมทช์) ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้คุณมีบ้านได้ พร้อมเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มตัวในอนาคต

 

คำถามที่พบบ่อย

Q: เงินเดือน 15,000 บาท กู้ซื้อบ้านได้ไหม?

A: เงินเดือน 15,000 บาท ก็สามารถกู้ซื้อบ้านได้ แต่อาจจำกัดวงเงินอยู่ที่ประมาณ 700,000 - 900,000 บาท ซึ่งเหมาะสำหรับคอนโดมิเนียมราคาประหยัด หรือบ้านมือสองขนาดกะทัดรัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาระหนี้เดิม และหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคารด้วย

Q: สูตรคำนวณวงเงินกู้บ้านอย่างง่ายคืออะไร?

A: สูตรคำนวณวงเงินกู้บ้านอย่างง่ายสามารถใช้วิธีนำ ยอดผ่อนชำระที่ไหวในแต่ละเดือน x 150 จะได้ตัวเลขวงเงินกู้โดยประมาณที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในปัจจุบัน

Q: DSR คืออะไร? ทำไมสำคัญต่อการกู้บ้าน?

A: DSR คือ อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ มีความสำคัญมากเพราะเป็นดัชนีวัดว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้จริงหรือไม่ หากค่า DSR สูงเกิน 50% ธนาคารมักจะมองว่ามีความเสี่ยงสูงเกินไปที่จะปล่อยสินเชื่อเพิ่ม

Q: อยากกู้บ้านได้มากขึ้น ทำอย่างไรได้บ้าง?

A: หากอยากกู้บ้านได้มากขึ้น เราสามารถเพิ่มวงเงินกู้ได้โดยการหาผู้กู้ร่วมที่มีรายได้มั่นคง เคลียร์หนี้สินเดิมให้หมดก่อนยื่นกู้เพื่อลด DSR หรือการวางค่าทำสัญญาที่สูงขึ้นเพื่อให้ยอดเงินกู้ที่ต้องขอน้อยลง

Q: กู้บ้านไม่ผ่าน เงินเดือนไม่พอ มีทางเลือกอะไรบ้าง?

A: หากคุณกู้บ้านไม่ผ่านเพราะเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์ แต่มีรายได้จากหลายช่องทางและมีศักยภาพในการผ่อนชำระจริง แนะนำให้ใช้บริการเช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) ที่คุณสามารถเลือกบ้านในทำเลที่ใช่ พร้อมเข้าอยู่ได้ทันทีหลังทำสัญญา โดยสามารถล็อกราคาบ้านไว้ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องกังวลว่าราคาจะปรับขึ้นในอนาคต และส่วนหนึ่งของค่าเช่ารายเดือนยังถูกสะสมไว้เป็นส่วนลดค่าบ้านในวันที่ตัดสินใจซื้อจริง และมีเวลาเตรียมความพร้อมด้านการเงินจนกว่าจะถึงเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด

ป้ายกำกับ:

แชร์:

บทความอื่นๆ