ติดเครดิตบูโรคืออะไร เช็กติดแบล็คลิสและวิธีแก้ไข

เผยแพร่เมื่อ 28 เม.ย. 2569

รู้จักติดแบล็คลิส ติดเครดิตบูโรคืออะไร แก้ได้เช็กเลย

ติดแบล็คลิส ติดเครดิตบูโรคืออะไร พร้อมวิธีแก้ไขให้กลับมากู้ผ่าน

Highlight

เวลาขอสินเชื่อ บัตรเครดิต กู้บ้าน หรือกู้รถ แล้วไม่ผ่าน หนึ่งในสาเหตุหลักมักมาจากประวัติค้างชำระในเครดิตบูโร การเข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยประเมินความพร้อมก่อนยื่นกู้ ลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธ และป้องกันผลกระทบต่อการขอสินเชื่อในอนาคต หลายคนเข้าใจว่า การติดแบล็คลิส คือ การถูกขึ้นบัญชีดำตลอดชีวิต แต่ความจริงแล้วระบบการเงินไทยไม่มีบัญชีดำ ดังนั้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ติดเครดิตบูโรคืออะไร พร้อมวิธีเช็กสถานะและแนวทางแก้ไข เพื่อเพิ่มโอกาสให้คุณกลับมากู้ผ่านได้อีกครั้ง

เครดิตบูโร คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขอสินเชื่อ

เครดิตบูโร (Credit Bureau) คือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ของบุคคล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งมาจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อที่เป็นสมาชิก เช่น ธนาคารหรือไฟแนนซ์ คลอบคลุมทั้งประเภทของสินเชื่อ วงเงิน ยอดหนี้คงค้าง ประวัติการชำระย้อนหลังและสถานะบัญชี อย่างไรก็ตาม เครดิตบูโรเป็นเพียงตัวกลางในการจัดเก็บและให้ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในการอนุมัติ ปฏิเสธสินเชื่อ หรือขึ้นบัญชีดำแต่อย่างใด

ติดเครดิตบูโร คืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง?

ติดเครดิตบูโร คือ คำที่ใช้เรียกกันทั่วไปกรณีที่เรามีประวัติการชำระหนี้ล่าช้า หรือค้างชำระเกินเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) โดยทุกคนที่มีสินเชื่อจะมีข้อมูลอยู่ในระบบอยู่แล้ว ไม่ได้มีสถานะ “ติดแบล็คลิส” แต่อย่างใด

สาเหตุที่ทำให้เกิดประวัติเสียมักมาจากการค้างชำระตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป การผิดนัดชำระซ้ำ ๆ การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือมีการบังคับคดีถูกอายัดทรัพย์สิน ซึ่งประวัติเหล่านี้ ธนาคารจะใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยพิจารณาความเสี่ยง ส่งผลให้การขอสินเชื่อใหม่มีโอกาสกู้ไม่ผ่าน ได้วงเงินน้อยลง หรือมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

ติดแบล็คลิสกับติดเครดิตบูโร ต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักสับสนระหว่างคำว่า “ติดเครดิตบูโร” และ “ติดแบล็คลิส” ความจริงแล้ว การติดเครดิตบูโร คือ การที่ประวัติการชำระหนี้ของเราถูกบันทึกไว้ในระบบของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ซึ่งหากมีวินัยทางการเงินและชำระหนี้สม่ำเสมอก็สามารถแก้ไขประวัติให้กลับมาดีได้

ส่วน “การติดแบล็คลิส” เป็นเพียงคำพูดติดปากที่ไม่มีอยู่จริงในระบบเครดิตบูโร แต่อาจหมายถึงการถูกสถาบันการเงินบางแห่งปฏิเสธสินเชื่อจากประวัติการเงินที่ผ่านมา ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตมีความยากขึ้นหรือมีโอกาสไม่ผ่านสูง

Table:ติดแบล็คลิสกับติดเครดิตบูโร ต่างกันอย่างไร?

เช็กสถานะเครดิตบูโรด้วยตัวเอง

วิธีเช็กสถานะเครดิตบูโรด้วยตัวเอง

การตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองควรทำเป็นประจำทุกปี ซึ่งเราสามารถเช็กข้อมูลเครดิตบูโรได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านหลายช่องทาง ทั้งทางแอปพลิเคชัน ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร เคาน์เตอร์ธนาคาร ตู้ ATM หรือแม้แต่ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งวิธีเช็กสถานะเครดิตบูโรด้วยตัวเองแต่ละช่องทางสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. เช็กเครดิตบูโรผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ

แอปพลิเคชันทางรัฐ เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) เป็นศูนย์รวมบริการภาครัฐที่ครอบคลุม สามารถเข้าถึงข้อมูลเครดิตบูโรของตนเองได้ฟรี สะดวก รวดเร็ว และตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านสมาร์ตโฟน

  • ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันทางรัฐ
  • ลงทะเบียนยืนยันตัวตนเข้าใช้งานระบบให้เรียบร้อย
  • เลือกเมนูตรวจสอบเครดิตบูโรเพื่อดูรายงานข้อมูลเบื้องต้น

2. เช็กเครดิตบูโรที่ธนาคาร

การตรวจสอบเครดิตบูโรที่ธนาคารเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย สามารถสอบถามหรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารได้โดยตรงหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประวัติการเงินของเรา เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดการใช้แอปพลิเคชันหรือต้องการเอกสารที่เป็นทางการ

  • เตรียมบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อที่สาขาธนาคารที่ร่วมรายการ
  • กรอกแบบฟอร์มคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร
  • ชำระค่าธรรมเนียม 150 บาท สำหรับรายงานข้อมูลเครดิตปกติ
  • รอรับรายงานทางไปรษณีย์หรือทางอีเมลตามที่ธนาคารกำหนด

3. เช็กเครดิตบูโรที่ไปรษณีย์

ที่ทำการไปรษณีย์ไทยหลายสาขาทั่วประเทศเปิดให้บริการขอตรวจข้อมูลเครดิตบูโร ช่วยให้เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดหรือพื้นที่ที่ไม่มีศูนย์ตรวจเครดิตบูโรโดยเฉพาะ แม้จะต้องรอผลส่งกลับมาที่บ้านแต่ก็เป็นช่องทางที่มีความน่าเชื่อถือสูง

  • นำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์สาขาที่ให้บริการ
  • กรอกแบบฟอร์มขอเช็กเครดิตบูโรให้ครบถ้วน
  • ชำระค่าธรรมเนียมการตรวจสอบตามที่กำหนด
  • รอรับรายงานข้อมูลเครดิตบูโรจัดส่งถึงบ้าน (ใช้เวลาประมาณ 7 วันทำการ)

4. เช็กเครดิตบูโรผ่านเว็บไซต์ NCB

การตรวจสอบผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โดยตรง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกรวดเร็ว สามารถทำรายการได้ทุกที่ทุกเวลา และมักจะมีทางเลือกในการรับรายงานทั้งแบบ e-Credit Report ผ่านอีเมล หรือส่งเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์

  • เข้าไปที่เว็บไซต์ของ NCB (www.ncb.co.th)
  • เลือกเมนูบริการตรวจเครดิตบูโรออนไลน์และทำการยืนยันตัวตน
  • ชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ประมาณ 150 บาท)
  • รอรับรายงานข้อมูลเครดิตตามช่องทางที่เลือกไว้ (อีเมลหรือไปรษณีย์)

5. เช็กเครดิตบูโรผ่านตู้คีออส

การตรวจเครดิตบูโรผ่านตู้คีออสเป็นช่องทางบริการตัวเองที่ตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว ข้อดีคือ เราไม่ต้องรอคิวติดต่อเจ้าหน้าที่และสามารถรับรายงานข้อมูลเครดิตทางอีเมลในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเช็กสถานะทางการเงินแบบเร่งด่วน โดยสามารถทำรายการได้ด้วยตัวเองผ่านขั้นตอน ดังนี้

  • นำบัตรประชาชนตัวจริงแบบสมาร์ทการ์ดไปเสียบเข้าที่ตู้และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอเพื่อยืนยันตัวตน
  • เลือกประเภทรายงานข้อมูลเครดิตที่ต้องการตรวจสอบ พร้อมระบุที่อยู่อีเมลสำหรับรับไฟล์เอกสาร
  • ชำระค่าธรรมเนียมผ่านการสแกน QR Code
  • รอรับรายงานข้อมูลเครดิต (e-Credit Report) ส่งตรงเข้าสู่อีเมลของเราได้ทันทีหลังทำรายการเสร็จสิ้น

ติดเครดิตบูโร ติดกี่ปี ข้อมูลจะอยู่ในระบบนานแค่ไหน?

ระยะเวลาที่ข้อมูลประวัติการชำระหนี้จะแสดงอยู่ในระบบของ NCB มีข้อกำหนดทางกฎหมายดังนี้

  • ค้างชำระแล้วกลับมาชำระครบ ข้อมูลประวัติการค้างชำระในอดีตจะยังคงแสดงอยู่ในระบบต่อไปอีก 3 ปี นับจากวันที่เราปิดบัญชี
  • หนี้เสีย (NPL) ที่ชำระครบแล้ว หลังจากเจรจาและปิดยอดหนี้สำเร็จ ประวัติจะถูกเก็บไว้ 5 ปีนับจากวันที่ชำระครบถ้วน
  • หนี้เสียที่ยังไม่ได้ชำระ ข้อมูลจะแสดงอยู่ในระบบ 7 ปี นับจากวันสิ้นสุดสัญญาหรือวันที่ถูกบันทึกเป็นหนี้เสีย
  • ประวัติที่คนทั่วไปเรียกว่าแบล็คลิส ข้อมูลที่แสดงความผิดปกติขั้นรุนแรงจะถูกจัดเก็บและแสดงผลในเครดิตบูโรไม่เกิน 3 ปี (36 เดือน) ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่

วิธีล้างประวัติติดเครดิตบูโรให้กลับมาขอสินเชื่อได้

ติดเครดิตบูโรแก้อย่างไร? แชร์วิธีล้างประวัติให้กลับมาขอสินเชื่อได้

หากรู้ตัวว่าประวัติเสีย การแก้ไขต้องใช้เวลาและวินัย เริ่มต้นจากการเช็กสถานะตัวเองให้แน่ชัดว่ามีหนี้ค้างกี่บัญชี จากนั้นพยายามหาเงินมาปิดชำระหนี้ที่ค้างอยู่ให้หมด เพื่อให้สถานะเปลี่ยนเป็นรหัส 11 (ปิดบัญชี) หากหนี้ก้อนใหญ่เกินไป ให้รีบเข้าไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน เช่น ขอยืดระยะเวลา หรือขอลดอัตราดอกเบี้ย เมื่อปิดหนี้ได้แล้วควรเริ่มสร้างเครดิตใหม่โดยการทำสินเชื่อเล็ก ๆ แล้วจ่ายตรงเวลาสม่ำเสมอ ซึ่งกระบวนการสร้างประวัติใหม่นี้มักใช้เวลาประมาณ 1–2 ปี

วิธีป้องกันไม่ให้ติดเครดิตบูโรทำได้อย่างไร?

การรักษาวินัยทางการเงินช่วยไม่ให้ประวัติการชำระหนี้ของเราต้องสะดุด จนกลายเป็นการติดเครดิตบูโร ซึ่งวิธีการป้องกันไม่ได้มีขั้นตอนที่ซับซ้อน เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและใส่ใจรายละเอียดการเงินของตนเองตามแนวทางต่อไปนี้

1. ชำระหนี้ตรงเวลาทุกรายการ

การจ่ายค่างวดให้ตรงตามกำหนดเวลาเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยอดบัตรเครดิตหรือสินเชื่อใด ๆ การตั้งระบบหักบัญชีอัตโนมัติหรือตั้งเตือนความจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการลืมจ่ายได้เป็นอย่างดี เพราะการจ่ายล่าช้าอาจถูกบันทึกเป็นประวัติที่ผิดปกติในระบบได้

2. ไม่ก่อหนี้เกินความสามารถ

ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อใหม่ ควรประเมินรายได้และภาระหนี้เดิมของตัวเองให้รอบคอบ โดยสัดส่วนหนี้สินทั้งหมดไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ในแต่ละเดือน การจำกัดเพดานหนี้ไว้ในระดับที่ปลอดภัยจะช่วยให้เรามีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอและไม่ต้องเผชิญกับภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังจนค้างชำระ

3. วางแผนการเงินให้ชัดเจน

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยให้เราเห็นภาพรวมว่าเราใช้จ่ายไปกับส่วนไหนบ้าง ทำให้สามารถตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ พร้อมทั้งควรกันเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้อย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันโดยไม่ต้องไปกู้เพิ่ม

4. หากเริ่มมีปัญหา รีบเจรจาก่อนกลายเป็นหนี้เสีย

หากเริ่มรู้สึกว่าหมุนเงินไม่ทัน อย่าหนีปัญหาหรือปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นหนี้เสีย ควรรีบติดต่อสถาบันการเงินทันทีเพื่อขอประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การขอยืดระยะเวลาผ่อนชำระ หรือขอลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารมักจะยินดีหาทางออกร่วมกันมากกว่าการปล่อยให้เราผิดนัดชำระ

5. เช็กเครดิตบูโร เจอปัญหาแก้ไขได้ทัน

การหมั่นตรวจสอบรายงานข้อมูลเครดิตของตัวเองจะช่วยให้เรารู้สถานะทางการเงินในปัจจุบันและตรวจพบความผิดปกติได้ทันท่วงที เช่น หนี้สินที่เราไม่ได้ก่อ หรือยอดหนี้ที่อัปเดตไม่ตรงตามจริง หากพบข้อผิดพลาดจะได้รีบทำเรื่องแก้ไขได้ทันเวลาก่อนที่จะไปยื่นขอสินเชื่อครั้งต่อไป

หลังจากทำความเข้าใจแล้วว่า ติดเครดิตบูโรคืออะไร วิธีเช็กเครดิตบูโรด้วยตัวเองพร้อมวิธีป้องกันไม่ให้ติดเครดิตบูโรไปแล้ว การมีวินัยทางการเงินที่ดีนอกจากช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายแล้ว ยังช่วยให้สถานะการเงินมีความมั่นคงในระยะยาวอีกด้วย

สำหรับใครที่เคยมีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี แต่ปัจจุบันมีศักยภาพในการผ่อนชำระและต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง JUZMATCH (จัซแมทช์) มีโซลูชัน เช่าเพื่อซื้อ ที่ช่วยให้คุณสามารถมีบ้านและสามารถเข้าอยู่อาศัยในบ้านได้ทันที เริ่มต้นง่ายด้วยการเป็นผู้เช่าเพื่อซื้อ โดยชำระค่าบริการเข้าทำสัญญาเริ่มต้นประมาณ 7%* และสามารถเข้าอยู่ได้ทันที พร้อมชำระค่าเช่าเพื่อซื้อรายเดือนตามเงื่อนไข ตลอดระยะเวลาสัญญา จะมีทีมงานมืออาชีพคอยช่วยวางแผนปรับปรุงเครดิต และให้คำแนะนำด้านการยื่นกู้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คุณสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้จริงในอนาคต

*อัตราค่าบริการเข้าทำสัญญาขึ้นอยู่กับราคาและคุณภาพของทรัพย์จากการประเมินของบริษัท

คำถามที่พบบ่อย

Q: ติดเครดิตบูโร คืออะไร อธิบายแบบง่าย ๆ

A: ติดเครดิตบูโร คือ การที่เราจ่ายหนี้ล่าช้า จ่ายไม่ครบ หรือเบี้ยวหนี้ แล้วข้อมูลความผิดปกตินี้ถูกส่งไปบันทึกไว้ที่ศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ทำให้ประวัติทางการเงินของเราดูไม่ดีในสายตาของธนาคาร เมื่อเราไปขอกู้เงินครั้งใหม่ ธนาคารจะเห็นประวัตินี้และอาจปฏิเสธการให้สินเชื่อเพราะมองว่าเรามีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้

Q: ติดแบล็คลิส กี่ปีถึงหมดอายุ

A: จริง ๆ แล้วไม่มีคำว่าติดแบล็คลิส ในระบบเครดิตบูโร แต่ประวัติการค้างชำระหนี้ของเราจะถูกบันทึกและแสดงอยู่ในระบบเป็นเวลา 3 ปี (36 เดือน) นับจากวันที่ข้อมูลนั้นถูกส่งเข้ามา หากเราเคลียร์หนี้จบและรักษาประวัติให้ดีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ข้อมูลเก่าที่เสียก็จะถูกดันออกจากระบบและแทนที่ด้วยประวัติการชำระเงินที่ดีของเราเอง

Q: ติดบูโร กู้อะไรได้บ้าง

A: หากสถานะบูโรยังค้างชำระอยู่ โอกาสกู้ผ่านกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปแทบจะเป็นศูนย์ แต่หากเราเพิ่งปิดหนี้ไปแล้ว (สถานะเปลี่ยนเป็น 11) ธนาคารบางแห่งอาจพิจารณาให้สินเชื่อได้หากเรามีรายได้มั่นคงและมีเงิน ค่าทำสัญญาก้อนใหญ่รองรับ หรืออาจมองหาทางเลือกใหม่ สำหรับคนที่อยากมีบ้าน การเช่าเพื่อซื้อกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราเป็นเจ้าของบ้านได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องยื่นกู้กับทางธนาคาร

Q: ติดเครดิตบูโรกับ ติดแบล็คลิส ต่างกันยังไง

A: ติดเครดิตบูโร คือ การมีบันทึกประวัติการจ่ายหนี้ล่าช้าในระบบส่วนกลาง (NCB) ซึ่งเป็นข้อมูลตามจริงและสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ส่วนการติดแบล็คลิส เป็นคำพูดติดปากที่คนเข้าใจผิดว่าถูกแบน ห้ามทำธุรกรรมเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง บัญชีดำอาจมีอยู่แค่ในระบบภายในของธนาคารที่เราเคยเบี้ยวหนี้ขั้นรุนแรงเท่านั้น

Q: เช็กเครดิตบูโรได้ที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

A: วิธีเช็กเครดิตบูโรได้สามารถทำไได้หลายที่ ทั้งผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ NCB หรือเช็กด้วยตัวเองที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ซึ่งค่าธรรมเนียมก็จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละที่ หรือสามารถยื่นเรื่องผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารและที่ทำการไปรษณีย์เพื่อรอรับผลทางจดหมายก็ได้

Q: หากเครดิตเสีย สามารถปรับปรุงให้กลับมาดีได้อย่างไร

A: เริ่มจากชำระหนี้ให้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ ลดภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เพิ่ม พร้อมติดตามสถานะเครดิตของตัวเองอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ต้องการมีบ้าน JUZMATCH (จัซแมทช์) มีทีม HOA (Home Ownership Advisor) คอยช่วยวางแผนและดูแลการปรับปรุงเครดิตให้เหมาะกับแต่ละบุคคล พร้อมเตรียมความพร้อมในการยื่นกู้ เพื่อเพิ่มโอกาสเป็นเจ้าของบ้านได้จริงในอนาคต

ป้ายกำกับ:

แชร์: