มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี ผลตอบแทนดี เริ่มต้นง่าย | JUZMATCH

เผยแพร่เมื่อ 24 เม.ย. 2569

Event Image

มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี ตัวเลือกลงทุนสำหรับมือใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

Highlight
- การลงทุน คืออะไร
- ทำไมการลงทุนจึงสำคัญสำหรับมือใหม่
- อยากเริ่มลงทุนต้องทำอย่างไร
- อยากเริ่มลงทุนต้องทำอย่างไร (คงไว้ตามต้นฉบับ)
- สินทรัพย์ยอดนิยมสำหรับนักลงทุนมือใหม่มีอะไรบ้าง
- รูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุนมีอะไรบ้าง
- เริ่มต้นลงทุนอย่างไรให้ปลอดภัย
- ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนมือใหม่มีอะไรบ้าง

        ด้วยสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นทุก ๆ ปี และค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีรายได้เพียงช่องทางเดียวหรือการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย จึงเป็นหนึ่งในการวางแผนทางการเงินเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ การบริหารจัดการทรัพยากรเงินที่เรามีอยู่ให้ทำงานแทนเราเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เติบโตได้ในอนาคต

        แล้วมือใหม่ควรลงทุนอะไรดี? สำหรับมือใหม่ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ควรลงทุนอะไรให้ได้กำไรสูงสุด แต่เป็นการลงทุนแบบไหนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับประสบการณ์และความเสี่ยงที่รับได้ บทความนี้ JUZMATCH (จัซแมทช์) ชวนมือใหม่หัดลงทุนไปทำความเข้าใจพื้นฐานการลงทุนและช่องทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ในยุคเศรษฐกิจผันผวน พร้อมแนะนำ 12 สินทรัพย์ยอดนิยม สำหรับนักลงทุนมือใหม่

การลงทุน คืออะไร

        การลงทุน คือ การนำเงินไปวางไว้ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา ซึ่งผลตอบแทนนี้อาจมาในรูปแบบของ ส่วนต่างราคา หรือ รายได้ที่มีความสม่ำเสมอ ในทุก ๆ เดือน หรือทุก ๆ ปี เป้าหมายสำคัญของการลงทุน คือ การทำให้มูลค่าของเงินเติบโตชนะอัตราเงินเฟ้อ หากเราลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเงินเฟ้อ จะเท่ากับว่ามูลค่าที่แท้จริงของเงินเราลดลง ดังนั้น การเลือกลงทุนอะไรดีจึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ

ทำไมการลงทุนจึงสำคัญสำหรับมือใหม่

        การลงทุนถือเป็นการวางแผนทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญ เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจและก้าวไปสู่อิสระทางการเงินได้ในระยะยาว สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การนำเงินไปต่อยอดในสินทรัพย์ต่าง ๆ จะช่วยรักษามูลค่าของเงินให้เติบโตชนะเงินเฟ้อและช่วยแบ่งเบาภาระการหารายได้ในอนาคต ยิ่งเราเริ่มต้นวางแผนและลงทุนได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาที่ช่วยสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้ดีขึ้น การลงทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายความฝันขนาดใหญ่ได้ไวกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ หรือการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ซึ่งลำพังเพียงการเก็บออมเงินแบบปกติอาจต้องใช้เวลานานเกินไปจนไม่ทันต่อความต้องการในชีวิตจริง

อยากเริ่มลงทุนต้องทำอย่างไร

        สำหรับมือใหม่ที่สงสัยว่าควรลงทุนอะไรดี การเริ่มต้นลงทุนอย่างมีแผนตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ โดยมี 5 ขั้นตอนสำคัญ ที่ควรทำก่อนตัดสินใจ:

         1. รู้จักตัวเอง: ประเมินว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ถ้าราคาหุ้นตก 20% เราจะรู้สึกกังวลใจ นอนหลับหรือไม่

         2. วิเคราะห์การเงินส่วนบุคคล: ตรวจสอบรายรับรายจ่าย และต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มลงทุน

         3. วิเคราะห์เป้าหมายการลงทุน: กำหนดให้ชัดเจนว่าลงทุนเพื่ออะไร เช่น ซื้อบ้าน แต่งงาน หรือเกษียณ และต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใด

        4. ศึกษาและทำความเข้าใจในสิ่งที่เราจะลงทุน: กฎเหล็กคือห้ามลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ไม่ว่าใครจะบอกว่าดีแค่ไหนก็ตาม

        5. ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ: สร้างวินัยด้วยการลงทุนทุกเดือน (DCA) เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สินทรัพย์ยอดนิยมสำหรับนักลงทุนมือใหม่มีอะไรบ้าง

        ปัจจุบันตลาดการเงินมีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีระดับความเสี่ยง ผลตอบแทน และสภาพคล่องที่แตกต่างกันออกไป สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังหาว่าควรเริ่มต้นลงทุนอะไรดี เราคัด 12 สินทรัพย์ยอดนิยม ที่เข้าใจง่ายและเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างพอร์ตการลงทุนมาให้ศึกษาเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

        1. อสังหาริมทรัพย์

        การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีด้วยกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายเอากำไรส่วนต่างเมื่อราคาเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของผังเมืองและการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ หรือจะเป็นการลงทุนเพื่อปล่อยเช่าบ้านหรือคอนโดเพื่อเป็น Passive Income ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้จริงและมีความมั่นคงสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบอื่น

  • ข้อดี: สร้างรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า และมีโอกาสได้กำไรจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น

  • ข้อเสีย: ใช้เงินก้อนใหญ่ สภาพคล่องต่ำ และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

        2. กองทุนรวม

        กองทุนรวม คือ การระดมเงินทุนจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเพื่อนำไปมอบให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนำไปบริหารจัดการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทตามนโยบายที่ตกลงไว้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยติดตามสภาวะตลาดและปรับสัดส่วนการลงทุนให้อย่างมืออาชีพ

  • ข้อดี: มีมืออาชีพดูแล กระจายความเสี่ยงได้ดี เริ่มต้นด้วยเงินเพียงหลักร้อย

  • ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการ และเราไม่สามารถเลือกหุ้นรายตัวในกองทุนเองได้

        3. หุ้นบลูชิพ

         การลงทุนใน หุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock) คือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานทางธุรกิจแข็งแกร่ง มีประวัติการดำเนินงานยาวนานและมีสถานะทางการเงินมั่นคงสูง มักเป็นบริษัทผู้นำตลาดที่สามารถทนทานต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าหุ้นขนาดเล็กทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์

  • ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นปั่น มีเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง

  • ข้อเสีย: ราคายังคงผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ และต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลกิจการ

        4. พันธบัตรรัฐบาล

        พันธบัตรรัฐบาล คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐเพื่อระดมทุนไปใช้บริหารประเทศ โดยผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนดและได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง

  • ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำมากเกือบเป็นศูนย์ ได้รับเงินต้นคืนแน่นอนตามสัญญา

  • ข้อเสีย: ผลตอบแทนมักจะไม่สูงนัก และหากถอนก่อนกำหนดอาจได้เงินคืนไม่เต็มจำนวนถ้าอัตราดอกเบี้ยตลาดเปลี่ยน

         5. ทองคำ

        ทองคำถือเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มีมูลค่าในตัวเองและได้รับการยอมรับในระดับสากล การลงทุนในทองคำมักถูกนำมาเพื่อปกป้องความมั่งคั่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เนื่องจากทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงไม่สามารถเสื่อมมูลค่าจนกลายเป็นศูนย์ได้เหมือนสกุลเงินทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเลือกลงทุนในระยะยาว ทองคำจะสามารถรักษามูลค่าและสร้างผลตอบแทนที่ช่วยเอาชนะความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มือใหม่ควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

  • ข้อดี: ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี เป็นสากลเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทั่วโลก

  • ข้อเสีย: ไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลหรืออัตราดอกเบี้ยระหว่างทาง และราคาผันผวนตามตลาดโลก

        6. เงินฝากประจำ

        เงินฝากประจำเป็นรูปแบบการออมเงินกับสถาบันการเงิน โดยมีข้อตกลงในการคงเงินไว้ในบัญชีตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็น 6 เดือน 12 เดือน หรือ 36 เดือน เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่จะได้รับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการออมแบบปกติ ช่วยให้เราวางแผนรายได้จากอัตราดอกเบี้ยได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย

  • ข้อดี: เงินต้นปลอดภัย 100% ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย และคำนวณรายได้ล่วงหน้าได้ชัดเจน

  • ข้อเสีย: ผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนประเภทอื่น และมักจะแพ้เงินเฟ้อในระยะยาว

        7. กองทุน ETF

        กองทุน ETF คือ กองทุนรวมดัชนีที่มีการซื้อขายแบบเรียลไทม์บนตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นรายตัว โดยนโยบายการลงทุนจะมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เช่น SET50, S&P 500 เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกลุ่มชั้นนำจำนวนมากในคราวเดียว

  • ข้อดี: ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนทั่วไป ทราบราคาซื้อขายได้ทันทีแบบ Real-time

  • ข้อเสีย: ราคาเคลื่อนไหวตามดัชนี หากตลาดโดยรวมตก มูลค่าของ ETF ก็จะตกตามไปด้วย

         8. P2P Lending

         P2P Lending (Peer-to-Peer Lending) คือ นวัตกรรมการเงินที่เชื่อมโยงผู้ที่ต้องการกู้เงินและผู้ที่ต้องการลงทุนเข้าหากันโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากการกระจายเงินทุนให้บุคคลหรือผู้ประกอบการขนาดย่อมกู้ยืมอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อความปลอดภัย

  • ข้อดี: ให้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป

  • ข้อเสีย: มีความเสี่ยงจากการที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ และแพลตฟอร์มต้องได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย

        9. คริปโทเคอร์เรนซี

        คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานบนระบบเครือข่ายบล็อกเชนโดยไม่มีตัวกลางควบคุม มีความผันผวนของราคาสูงและเน้นการทำกำไรจากส่วนต่างราคาผ่านเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนก้าวกระโดดและยอมรับความเสี่ยงสูงได้

  • ข้อดี: มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงในเวลาอันสั้น และเปิดทำการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงมาก ราคาอาจลดลงจนเหลือศูนย์ได้ และยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองครอบคลุมเท่าสินทรัพย์อื่น

        10. สลากออมทรัพย์

        สลากออมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการออมเงินที่มีความปลอดภัยสูง มั่นใจว่าเงินต้นยังอยู่ครบ แถมยังได้ลุ้นโชคในทุก ๆ เดือน และมีโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่ด้วย โดยผู้ถือสลากจะมีสิทธิ์รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดสัญญา พร้อมกับโอกาสในการถูกรางวัลใหญ่ในทุก ๆ งวดตามเงื่อนไขที่ธนาคารเฉพาะกิจกำหนดไว้

  • ข้อดี: เงินต้นไม่หาย ได้ลุ้นโชคเหมือนซื้อหวยแต่ปลอดภัยกว่า

  • ข้อเสีย: หากไม่ถูกรางวัลใหญ่ ผลตอบแทนเฉลี่ยจะค่อนข้างต่ำมาก

        11. ลงทุนอสังหากับ JUZMATCH (จัซแมทช์) (เครดิต / เงินสด)

        การลงทุนอสังหาริมทรัพย์กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นโซลูชันทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเดิม ๆ โดยเราสามารถเลือกลงทุนได้ 2 รูปแบบหลัก คือ การใช้เครดิต (Credit) บริหารวงเงินกู้โดยไม่ต้องลงเงินสด หรือ ใช้เงินสด (Cash) สำหรับคนที่มีเงินเย็นต้องการนำมาต่อยอด

        โมเดลนี้เป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ลงทุน โดย JUZMATCH จะทำหน้าที่เชื่อมนักลงทุนเข้ากับทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อรออยู่แล้ว ซึ่งผู้เช่าเหล่านี้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าเป็น Real Demand นักลงทุนจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหาผู้เช่าหรือบริหารจัดการทรัพย์เอง เพราะมีทีมงานมืออาชีพคอยดูแลให้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบสัญญาแบบครบวงจร นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกรูปแบบการรับผลตอบแทนได้ตามความต้องการ เริ่มต้น 6% ต่อสัญญา พร้อมเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือน
 

        ข้อดี:

        - เริ่มต้นง่าย: สามารถเลือกรูปแบบการลงทุนได้ ทั้งการลงทุนด้วยเครดิตโดยไม่ต้องใช้เงินสด หรือลงทุนด้วยเงินสดเพื่อถือครองกรรมสิทธิ์มีชื่อหลังโฉนด ทำให้มั่นใจได้ว่าเงินต้นไม่หาย

        - ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนคงที่: การันตีผลตอบแทนตามสัญญา โดยการลงทุนด้วยเครดิตสร้างผลตอบแทนเริ่มต้น 6% ต่อสัญญา เลือกรับเงินก้อนได้ตั้งแต่วันแรกหรือรับเป็นรายเดือน

        - ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องบริหารเอง: ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง มีทีมงานดูแลจัดการผู้เช่าเพื่อซื้อให้ทั้งหมด

        - ปลอดภัยด้วยโปรแกรมการซื้อคืน: มีหลักประกันเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีโปรแกรมการันตีการซื้อคืนเมื่อจบสัญญา

        ข้อเสีย: คือ ยังคงเป็นความผูกพันระยะยาว และขึ้นอยู่กับทำเลของทรัพย์สินที่เลือกลงทุน
 


รูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุน

รูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุนมีอะไรบ้าง

        การทำความเข้าใจรูปแบบผลตอบแทนจะช่วยให้เราเลือกแผนการลงทุนได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น โดยผลตอบแทนแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้:

        1. เงินปันผล (Dividend)

        เงินปันผล คือ ผลกำไรส่วนแบ่งที่ธุรกิจหรือกองทุนรวมจัดสรรมาจ่ายคืนให้เราในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ครอบครอง โดยมักจ่ายเป็นเงินสดตามรอบเวลาที่กำหนด เช่น รายไตรมาสหรือรายปี ข้อดีคือเป็นรายได้แบบ Passive Income ที่สม่ำเสมอ

        2. กำไรจากส่วนต่างราคาสินทรัพย์ (Capital Gain)

        กำไรจากส่วนต่างราคาสินทรัพย์ คือ ผลกำไรที่ได้รับเมื่อเราขายสินทรัพย์ไปในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมาตอนแรก เช่น การขายบ้าน คอนโด หรือหุ้นในจังหวะที่ตลาดเติบโต ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

        3. อัตราดอกเบี้ย (Interest Income)
        อัตราดอกเบี้ย คือ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการนำเงินไปฝากธนาคาร หรือลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล โดยจะได้รับตามอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีความแน่นอนและปลอดภัยสูง

เริ่มต้นลงทุนอย่างไรให้ปลอดภัย

        การลงทุนที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีสติด้วยหลัก 4 ข้อนี้:

        1. เริ่มจากสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากประจำหรือกองทุนตลาดเงิน

        2. ศึกษาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงข้อมูลจากกลุ่มแชร์ลูกโซ่ที่อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ

        3. ลงทุนสม่ำเสมอแบบ DCA เพื่อเฉลี่ยลงทุนลดความกดดันเรื่องการจับจังหวะตลาด

        4. กระจายความเสี่ยง อย่าลงเงินทั้งหมดในสินทรัพย์ตัวเดียว

ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนมือใหม่มีอะไรบ้าง

        ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของนักลงทุนมือใหม่คือการใช้ อารมณ์มากกว่าเหตุผล เช่น การลงทุนตามกระแสเพราะเห็นคนอื่นรวยแต่ตัวเองกลับไม่เข้าใจธุรกิจนั้น ๆ เลย หรือความอยากรวยเร็วเกินไปจนละเลยการตรวจสอบความเสี่ยง นอกจากนี้การไม่มีแผนสำรองเมื่อราคาผันผวนหรือละเลยการติดตามผลงานของพอร์ต ก็อาจทำให้เราสูญเสียเงินต้นได้ง่าย ๆ การลงทุนที่ดีต้องใช้ความใจเย็นและเหตุผลเป็นที่ตั้งเสมอ ที่สำคัญควรอ่านข่าว ติดตามเศรษฐกิจโลกอยู่ตลอด เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินเพื่อลงทุน

        มือใหม่ควรลงทุนอะไรดีนั้นจริง ๆ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ควรเริ่มจากสินทรัพย์ที่เราเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงได้ หากเราต้องการความมั่นคงและผลตอบแทนที่จับต้องได้ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อของ JUZMATCH (จัซแมทช์) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะช่วยลดภาระในการบริหารจัดการและมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เวลาทำงานแทนเราและนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

Q: มีเงิน 10,000 ลงทุนอะไรได้บ้าง?

A: เงิน 10,000 บาท สามารถกระจายการลงทุนได้หลากหลายขึ้น เช่น แบ่ง 5,000 บาทลงในกองทุนดัชนีเพื่อสร้างโอกาสเติบโตระยะยาว และอีก 5,000 บาทลงในพันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝากประจำเพื่อความมั่นคง หรือหากเรามีความรู้เฉพาะทาง การลงทุนในสินค้าเพื่อขายต่อก็เป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างกำไรจากส่วนต่างราคาได้เป็นอย่างดี

Q: ลงทุนอย่างไรให้ได้ Passive Income

A: Passive Income เป็นเป้าหมายของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริงสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนคงที่เสมอไป เช่น หุ้นปันผลอาจมีการปรับลดหรืองดจ่ายตามผลประกอบการ ขณะที่คริปโทเองก็มีความผันผวนค่อนข้างสูง การลงทุนอสังหาฯ ผ่าน JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ช่วยสร้าง Passive Income โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือน โดยไม่ต้องหาผู้เช่าเพื่อซื้อเองและมีทีมงานดูแลตลอดสัญญาจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive Income

Q: ลงทุนอะไรดี ความเสี่ยงต่ำ?

A: หากต้องการความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนที่มั่นคง พันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากประจำ คือ คำตอบพื้นฐาน แต่ถ้าเราอยากขยับมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงการลงทุนกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์มาก เพราะมีระบบคัดกรองผู้เช่าเพื่อซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง มีทีมงานช่วยดูแลเรื่องการผ่อนชำระธนาคารให้ทุกเดือน ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในอสังหาฯ แบบทั่วไป

Q: ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

A: การลงทุนในอสังหาฯ แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงในระยะยาว แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เนื่องจากการซื้อขายอาจใช้เวลานาน ความเสี่ยงจากผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่าหรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงในการบริหารจัดการ เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าส่วนกลาง และช่วงเวลาที่ทรัพย์ว่างไม่มีผู้เช่า ซึ่ง JUZMATCH (จัซแมทช์) ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการเชื่อมนักลงทุนกับทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อ พร้อมทีมงานดูแลบริหารจัดการแทนผู้ลงทุนตลอดอายุสัญญา

Q: ลงทุนอสังหาฯ กับ JUZMATCH (จัซแมทช์) ต่างจากซื้ออสังหาฯ ปล่อยเช่าเองอย่างไร

A: การปล่อยเช่าเองต้องใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อทรัพย์ทั้งหลัง บริหารจัดการและหาผู้เช่าเอง รวมถึงรายได้ก็ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน ในขณะที่การลงทุนกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) ตัดความยุ่งยากเหล่านี้ เพราะมีทีมงานดูแลแทนตั้งแต่ต้นจนจบสัญญาแบบครบวงจร และผู้ลงทุนรู้ผลตอบแทนที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรกและถ้าหากเลือกรับผลตอบแบบรายเดือนก็ได้ผลตอบแทนแบบ Passive Income สม่ำเสมอตลอดสัญญา

Q: ลงทุนกับ JUZMATCH (จัซแมทช์) เริ่มต้นได้อย่างไร ใช้เงินเท่าไหร่

A: JUZMATCH (จัซแมทช์) มีรูปแบบการลงทุน 2 แบบ ได้แก่ ลงทุนด้วยเงินสดสำหรับผู้ที่มีทุน และ ลงทุนด้วยเครดิตสำหรับผู้ที่มีเครดิตแต่ไม่ได้ใช้ สามารถเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือนได้ตามต้องการ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาการลงทุนได้ฟรี

ป้ายกำกับ:

แชร์:

บทความอื่นๆ