มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี ผลตอบแทนดี เริ่มต้นง่าย | JUZMATCH

เผยแพร่เมื่อ 24 เม.ย. 2569

แนวทางการลงทุนในยุคเศรษฐกิจผันผวน มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี

มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี ตัวเลือกลงทุนสำหรับมือใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

Highlight

ด้วยสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นทุก ๆ ปี และค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีรายได้เพียงช่องทางเดียวหรือการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวการลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยจึงเป็นหนึ่งในการวางแผนทางการเงินเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ การบริหารจัดการทรัพยากรเงินที่เรามีอยู่ให้ทำงานแทนเราเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เติบโตได้ในอนาคต

 

แล้วมือใหม่ควรลงทุนอะไรดี?สำหรับมือใหม่ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ควรลงทุนอะไรให้ได้กำไรสูงสุด แต่เป็นการลงทุนแบบไหนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับประสบการณ์และความเสี่ยงที่รับได้ บทความนี้JUZMATCH (จัซแมทช์) ชวนมือใหม่หัดลงทุนไปทำความเข้าใจพื้นฐานการลงทุนและช่องทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ในยุคเศรษฐกินผันผวน พร้อมแนะนำ12สินทรัพย์ยอดนิยมสำหรับนักลงทุนมือใหม่ 

 

การลงทุน คืออะไร

การลงทุน คือ การนำเงินไปวางไว้ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา ซึ่งผลตอบแทนนี้อาจมาในรูปแบบของส่วนต่างราคา หรือรายได้ที่มีความสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือน หรือทุก ๆ ปี เป้าหมายสำคัญของการลงทุน คือ การทำให้มูลค่าของเงินเติบโตชนะอัตราเงินเฟ้อ หากเราลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเงินเฟ้อ จะเท่ากับว่ามูลค่าที่แท้จริงของเงินเราลดลง ดังนั้น การเลือกลงทุนอะไรดีจึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ

ทำไมการลงทุนจึงสำคัญสำหรับมือใหม่

การลงทุนถือเป็นการวางแผนทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญ เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจและก้าวไปสู่อิสระทางการเงินได้ในระยะยาว สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การนำเงินไปต่อยอดในสินทรัพย์ต่าง ๆ จะช่วยรักษามูลค่าของเงินให้เติบโตชนะเงินเฟ้อและช่วยแบ่งเบาภาระการหารายได้ในอนาคต ยิ่งเราเริ่มต้นวางแผนและลงทุนได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาที่ช่วยสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้ดีขึ้น การลงทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายความฝันขนาดใหญ่ได้ไวกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ หรือการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ซึ่งลำพังเพียงการเก็บออมเงินแบบปกติอาจต้องใช้เวลานานเกินไปจนไม่ทันต่อความต้องการในชีวิตจริง

 

อยากเริ่มลงทุนต้องทำอย่างไร

สำหรับมือใหม่ที่สงสัยว่าควรลงทุนอะไรดี การเริ่มต้นลงทุนอย่างมีแผนตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ โดยมี5ขั้นตอนสำคัญที่ควรทำก่อนตัดสินใจ

1. รู้จักตัวเองประเมินว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ถ้าราคาหุ้นตก20%เราจะรู้สึกกังวลใจ นอนหลับหรือไม่

2. วิเคราะห์การเงินส่วนบุคคลตรวจสอบรายรับรายจ่าย และต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน3-6เท่าของค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มลงทุน

3. วิเคราะห์เป้าหมายการลงทุนกำหนดให้ชัดเจนว่าลงทุนเพื่ออะไร เช่น ซื้อบ้าน แต่งงาน หรือเกษียณ และต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใด

4. ศึกษาและทำความเข้าใจในสิ่งที่เราจะลงทุนกฎเหล็กคือห้ามลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ไม่ว่าใครจะบอกว่าดีแค่ไหนก็ตาม

5. ลงทุนอย่างสม่ำเสมอสร้างวินัยด้วยการลงทุนทุกเดือน (DCA)เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สินทรัพย์ยอดนิยมสำหรับนักลงทุนมือใหม่มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันตลาดการเงินมีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีระดับความเสี่ยง ผลตอบแทน และสภาพคล่องที่แตกต่างกันออกไป สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังหาว่าควรเริ่มต้นลงทุนอะไรดี เราคัด12สินทรัพย์ยอดนิยมที่เข้าใจง่ายและเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างพอร์ตการลงทุนมาให้ศึกษาเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

 1. อสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีด้วยหันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายเอากำไรส่วนต่างเมื่อราคาเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของผังเมืองและการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ หรือจะเป็นการลงทุนเพื่อปล่อยเช่าบ้านหรือคอนโดเพื่อเป็นPasive Incomeซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้จริงและมีความมั่นคงสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบอื่น

  • ข้อดี คือ สร้างรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า และมีโอกาสได้กำไรจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น
  • ข้อเสีย คือ ใช้เงินก้อนใหญ่ สภาพคล่องต่ำ และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

2. กองทุนรวม

กองทุนรวม คือ การระดมเงินทุนจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเพื่อนำไปมอบให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนำไปบริหารจัดการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทตามนโยบายที่ตกลงไว้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยติดตามสภาวะตลาดและปรับสัดส่วนการลงทุนให้อย่างมืออาชีพ

  • ข้อดี คือ มีมืออาชีพดูแล กระจายความเสี่ยงได้ดี เริ่มต้นด้วยเงินเพียงหลักร้อย
  • ข้อเสีย คือ มีค่าธรรมเนียมการจัดการ และเราไม่สามารถเลือกหุ้นรายตัวในกองทุนเองได้

3. หุ้นบลูชิพ

การลงทุนในหุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock)คือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานทางธุรกิจแข็งแกร่ง มีประวัติการดำเนินงานยาวนานและมีสถานะทางการเงินมั่นคงสูง มักเป็นบริษัทผู้นำตลาดที่สามารถทนทานต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าหุ้นขนาดเล็กทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์

  • ข้อดี คือ ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นปั่น มีเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง
  • ข้อเสีย คือ ราคายังคงผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ และต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลกิจการ

4. พันธบัตรรัฐบาล

พันธบัตรรัฐบาล คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐเพื่อระดมทุนไปใช้บริหารประเทศ โดยผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนดและได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง

  • ข้อดี คือ ความเสี่ยงต่ำมากเกือบเป็นศูนย์ ได้รับเงินต้นคืนแน่นอนตามสัญญา
  • ข้อเสีย คือ ผลตอบแทนมักจะไม่สูงนัก และหากถอนก่อนกำหนดอาจได้เงินคืนไม่เต็มจำนวนถ้าอัตราดอกเบี้ยตลาดเปลี่ยน

5. ทองคำ

ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)ที่มีมูลค่าในตัวเองและได้รับการยอมรับในระดับสากล การลงทุนในทองคำมักถูกนำมาเพื่อปกป้องความมั่งคั่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เนื่องจากทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงไม่สามารถเสื่อมมูลค่าจนกลายเป็นศูนย์ได้เหมือนสกุลเงินทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเลือกลงทุนในระยะยาว ทองคำจะสามารถรักษามูลค่าและสร้างผลตอบแทนที่ช่วยเอาชนะความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มือใหม่ควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

  • ข้อดี คือ ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี เป็นสากลเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทั่วโลก
  • ข้อเสีย คือ ไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลหรืออัตราดอกเบี้ยระหว่างทาง และราคาผันผวนตามตลาดโลก

6. เงินฝากประจำ

เงินฝากประจำเป็นรูปแบบการออมเงินกับสถาบันการเงิน โดยมีข้อตกลงในการคงเงินไว้ในบัญชีตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็น6เดือน12เดือน หรือ36เดือน เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่จะได้รับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการออมแบบปกติ ช่วยให้เราวางแผนรายได้จากอัตราดอกเบี้ยได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย

  • ข้อดี คือ เงินต้นปลอดภัย100%ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย และคำนวณรายได้ล่วงหน้าได้ชัดเจน
  • ข้อเสีย คือ ผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนประเภทอื่น และมักจะแพ้เงินเฟ้อในระยะยาว

7. กองทุนETF

กองทุนETFคือ กองทุนรวมดัชนีที่มีการซื้อขายแบบเรียลไทม์บนตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นรายตัว โดยนโยบายการลงทุนจะมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เช่นSET50 S&P 500เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกลุ่มชั้นนำจำนวนมากในคราวเดียว

  • ข้อดี คือ ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนทั่วไป ทราบราคาซื้อขายได้ทันทีแบบReal-time
  • ข้อเสีย คือ ราคาเคลื่อนไหวตามดัชนี หากตลาดโดยรวมตก มูลค่าของETFก็จะตกตามไปด้วย

     

8. P2P Lending

P2P Lending (Peer-to-Peer Lending)คือ นวัตกรรมการเงินที่เชื่อมโยงผู้ที่ต้องการกู้เงินและผู้ที่ต้องการลงทุนเข้าหากันโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากการกระจายเงินทุนให้บุคคลหรือผู้ประกอบการขนาดย่อมกู้ยืมอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อความปลอดภัย
  • ข้อดี คือ ให้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป
  • ข้อเสีย คือ มีความเสี่ยงจากการที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ และแพลตฟอร์มต้องได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย

9. คริปโทเคอร์เรนซี

คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานบนระบบเครือข่ายบล็อกเชนโดยไม่มีตัวกลางควบคุม มีความผันผวนของราคาสูงและเน้นการทำกำไรจากส่วนต่างราคาผ่านเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนก้าวกระโดดและยอมรับความเสี่ยงสูงได้

  • ข้อดี คือ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงในเวลาอันสั้น และเปิดทำการซื้อขายได้ตลอด24ชั่วโมง
  • ข้อเสีย คือ ความเสี่ยงสูงมาก ราคาอาจลดลงจนเหลือศูนย์ได้ และยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองครอบคลุมเท่าสินทรัพย์อื่น

10. สลากออมทรัพย์

สลากออมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการออมเงินที่มีความปลอดภัยสูง มั่นใจว่าเงินต้นยังอยู่ครบ แถมยังได้ลุ้นโชคในทุก ๆ เดือน และมีโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่ด้วย โดยผู้ถือสลากจะมีสิทธิ์รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดสัญญา พร้อมกับโอกาสในการถูกรางวัลใหญ่ในทุก ๆ งวดตามเงื่อนไขที่ธนาคารเฉพาะกิจกำหนดไว้

  • ข้อดี คือ เงินต้นไม่หาย ได้ลุ้นโชคเหมือนซื้อหวยแต่ปลอดภัยกว่า
  • ข้อเสีย คือ หากไม่ถูกรางวัลใหญ่ ผลตอบแทนเฉลี่ยจะค่อนข้างต่ำมาก

11. ลงทุนอสังหากับJUZMATCH (จัซแมทช์)(เครดิต / เงินสด)

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์กับJUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นโซลูชันทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเดิม ๆ โดยเราสามารถเลือกลงทุนได้2รูปแบบหลัก คือ การใช้เครดิต(Credit)บริหารวงเงินกู้โดยไม่ต้องลงเงินสด หรือใช้เงินสด(Cash)สำหรับคนที่มีเงินเย็นต้องการนำมาต่อยอด โมเดลนี้เป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ลงทุน โดยJUZMATCH (จัซแมทช์) จะทำหน้าที่เชื่อมนักลงทุนเข้ากับทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อรออยู่แล้ว ซึ่งผู้เช่าเหล่านี้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นReal Demandหรือมีความต้องการอยู่อาศัยจริง นักลงทุนจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหาผู้เช่าหรือบริหารจัดการทรัพย์เอง เพราะมีทีมงานมืออาชีพคอยดูแลให้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบสัญญาแบบครบวงจร

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกรูปแบบการรับผลตอบแทนได้ตามความต้องการ เริ่มต้น6%ต่อสัญญา พร้อมเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือน เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล

ข้อดี

  • เริ่มต้นง่าย สามารถเลือกรูปแบบการลงทุนได้ ทั้งการลงทุนด้วยเครดิตโดยไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องมีประสบการณ์สูง หรือลงทุนด้วยเงินสดเพื่อถือครองกรรมสิทธิ์มีชื่อหลังโฉนดแบบปลดภาระจำนอง ทำให้มั่นใจได้ว่าเงินต้นไม่หาย
  • ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนคงที่ การันตีผลตอบแทนคงที่ตามสัญญา โดยการลงทุนด้วยเครดิตสามารถสร้างผลตอบแทนเริ่มต้น6%ต่อสัญญา ซึ่งเราสามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสัญญาหรือรับเป็นรายเดือนเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่ดีได้ 
  • เป็นรูปแบบการลงทุนที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องบริหารเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เพราะมีทีมงานดูแลจัดการผู้เช่าเพื่อซื้อให้ทั้งหมด ช่วยประสานงานในการชำระค่าผ่อนธนาคารให้ทุกเดือน
  • ปลอดภัยด้วยโปรแกรมการซื้อคืน มีหลักประกันเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และที่สำคัญ คือ มีโปรแกรมการันตีการซื้อคืนเมื่อจบสัญญา ช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้อย่างมั่นใจ

ข้อเสีย คือ ยังคงเป็นความผูกพันระยะยาว และขึ้นอยู่กับทำเลของทรัพย์สินที่เลือกลงทุน 
 

รูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุน

รูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุนมีอะไรบ้าง

การทำความเข้าใจรูปแบบผลตอบแทนจะช่วยให้เราเลือกแผนการลงทุนได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น โดยผลตอบแทนแบ่งออกเป็น3รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้

1. เงินปันผล (Dividend)

เงินปันผล คือ ผลกำไรส่วนแบ่งที่ธุรกิจหรือกองทุนรวมจัดสรรมาจ่ายคืนให้เราในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ครอบครอง โดยมักจ่ายเป็นเงินสดตามรอบเวลาที่กำหนด เช่น รายไตรมาสหรือรายปี ข้อดีคือเป็นรายได้แบบPassive Incomeที่สม่ำเสมอ ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้เรานำไปใช้จ่ายหรือลงทุนต่อได้ทันทีโดยที่ยังคงรักษาทรัพย์สินส่วนหลักเอาไว้ได้ครบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว

2. กำไรจากส่วนต่างราคาสินทรัพย์ (Capital Gain)

กำไรจากส่วนต่างราคาสินทรัพย์ คือ ผลกำไรที่ได้รับเมื่อเราขายสินทรัพย์ไปในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมาตอนแรก เช่น การขายบ้าน คอนโด หรือหุ้นในจังหวะที่ตลาดเติบโต ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียวหากเราเลือกสินทรัพย์ที่มีศักยภาพและเข้าซื้อในเวลาที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มมูลค่าความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการออมแบบปกติ

3. อัตราดอกเบี้ย (Interest Income)

อัตราดอกเบี้ย คือ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการนำเงินไปฝากธนาคาร หรือลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล โดยจะได้รับตามอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีความแน่นอนและปลอดภัยสูง เราสามารถคำนวณรายรับล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำเพื่อวางแผนการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนในช่วงที่ตลาดทุนมีความผันผวนได้เป็นอย่างดี

เริ่มต้นลงทุนอย่างไรให้ปลอดภัย

การลงทุนที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีสติด้วยหลัก4ข้อนี้

1. เริ่มจากสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากประจำหรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนก่อน

2. ศึกษาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของSETก.ล.ต. หรือธนาคาร หลีกเลี่ยงข้อมูลจากกลุ่มแชร์ลูกโซ่ที่อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ

3. ลงทุนสม่ำเสมอแบบDCAการเฉลี่ยลงทุนช่วยลดความกดดันเรื่องการจับจังหวะตลาดที่มักจะผิดพลาดได้ง่าย

4. กระจายความเสี่ยง อย่าลงเงินทั้งหมดในสินทรัพย์ตัวเดียว ควรมีทั้งหุ้น อสังหาฯ และตราสารหนี้ผสมกันไป

 

ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนมือใหม่มีอะไรบ้าง

ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของนักลงทุนมือใหม่คือการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เช่น การลงทุนตามกระแสเพราะเห็นคนอื่นรวยแต่ตัวเองกลับไม่เข้าใจธุรกิจนั้น ๆ เลย หรือความอยากรวยเร็วเกินไปจนละเลยการตรวจสอบความเสี่ยง นอกจากนี้การไม่มีแผนสำรองเมื่อราคาผันผวนหรือละเลยการติดตามผลงานของพอร์ต ก็อาจทำให้เราสูญเสียเงินต้นได้ง่าย ๆ การลงทุนที่ดีต้องใช้ความใจเย็นและเหตุผลเป็นที่ตั้งเสมอ ที่สำคัญควรอ่านข่าว ติดตามเศรษฐกิจโลกอยู่ตลอด เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินเพื่อลงทุน

 

มือใหม่ควรลงทุนอะไรดีนั้นจริง ๆ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ควรเริ่มจากสินทรัพย์ที่เราเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงได้ หากเราต้องการความมั่นคงและผลตอบแทนที่จับต้องได้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ผ่านโมเดลเช่าเพื่อซื้อของJUZMATCH (จัซแมทช์)ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะช่วยลดภาระในการบริหารจัดการและมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เวลาทำงานแทนเราและนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

 Q:มีเงิน10,000ลงทุนอะไรได้บ้าง?

A:เงิน10,000บาท สามารถกระจายการลงทุนได้หลากหลายขึ้น เช่น แบ่ง5,000บาทลงในกองทุนดัชนีเพื่อสร้างโอกาสเติบโตระยะยาว และอีก5,000บาทลงในพันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝากประจำเพื่อความมั่นคง หรือหากเรามีความรู้เฉพาะทาง การลงทุนในสินค้าเพื่อขายต่อก็เป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างกำไรจากส่วนต่างราคาได้เป็นอย่างดี

 

Q:ลงทุนอย่างไรให้ได้Passive Income?

A:Passive Incomeเป็นเป้าหมายของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริงสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนคงที่เสมอไป เช่น หุ้นปันผลอาจมีการปรับลดหรืองดจ่ายตามผลประกอบการ ขณะที่คริปโทเองก็มีความผันผวนค่อนข้างสูง การลงทุนอสังหาฯ ผ่านJUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ช่วยสร้างPassive Incomeโดยผู้ลงทุนสามารถเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือน โดยไม่ต้องหาผู้เช่าเพื่อซื้อเองและมีทีมงานดูแลตลอดสัญญาจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้แบบPassive Income
 

Q:ลงทุนอะไรดี ความเสี่ยงต่ำ?

A:หากต้องการความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนที่มั่นคง พันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากประจำ คือ คำตอบพื้นฐาน แต่ถ้าเราอยากขยับมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงการลงทุนกับJUZMATCH (จัซแมทช์) เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์มาก เพราะมีระบบคัดกรองผู้เช่าเพื่อซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง มีทีมงานช่วยดูแลเรื่องการผ่อนชำระธนาคารให้​ทุกเดือน ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในอสังหาฯ แบบทั่วไป

Q:ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

A:การลงทุนในอสังหาฯ แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงในระยะยาว แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เนื่องจากการซื้อขายอาจใช้เวลานาน ความเสี่ยงจากผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่าหรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงในการบริหารจัดการ เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าส่วนกลาง และช่วงเวลาที่ทรัพย์ว่างไม่มีผู้เช่า ซึ่งJUZMATCH (จัซแมทช์) ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการเชื่อมนักลงทุนกับทรัพย์ที่มีผู้เช่าเพื่อซื้อ พร้อมทีมงานดูแลบริหารจัดการแทนผู้ลงทุนตลอดอายุสัญญา ผู้ลงทุนสามารถเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือนทำให้เริ่มลงทุนได้ง่าย เหมาะกับทั้งมือใหม่และนักลงทุนมืออาชีพ

 

Q:ลงทุนอสังหาฯ กับJUZMATCH (จัซแมทช์) ต่างจากซื้ออสังหาฯ ปล่อยเช่าเองอย่างไร?

A:การปล่อยเช่าเองต้องใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อทรัพย์ทั้งหลัง บริหารจัดการและหาผู้เช่าเอง รวมถึงรายได้ก็ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน ในขณะที่การลงทุนกับJUZMATCH (จัซแมทช์) ตัดความยุ่งยากเหล่านี้ เพราะมีทีมงานดูแลแทนตั้งแต่ต้นจนจบสัญญาแบบครบวงจร และผู้ลงทุนรู้ผลตอบแทนที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรกและถ้าหากเลือกรับผลตอบแบบรายเดือนก็ได้ผลตอบแทนแบบPassive Incomeสม่ำเสมอตลอดสัญญา

Q:ลงทุนกับJUZMATCH (จัซแมทช์) เริ่มต้นได้อย่างไร ใช้เงินเท่าไหร่?

A:JUZMATCH (จัซแมทช์) มีรูปแบบการลงทุน2แบบ ได้แก่ ลงทุนด้วยเงินสดสำหรับผู้ที่มีทุน และ ลงทุนด้วยเครดิตสำหรับผู้ที่มีเครดิตแต่ไม่ได้ใช้ สามารถเลือกรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกหรือแบบรายเดือนได้ตามต้องการ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาการลงทุนได้ฟรี 

ป้ายกำกับ:

แชร์:

บทความอื่นๆ